ว่าด้วยเรื่องชาเขียวพร้อมดื่ม
กรรณิการ์ โตประเสริฐพงศ์ นักวิชาการมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

      ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชาเขียวพร้อมดื่ม เป็นที่สนใจของคนไทยมากขึ้น ด้วยคิดว่าเป็นเครื่องดื่มที่อินเทรนด์แถมยัง ทำให้ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ปัจจุบันนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายเรียกว่า ณ เวลานี้คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จักน้ำชาเขียวบรรจุขวด

ชาเขียวพร้อมดื่มในประเทศไทย

    ในประเทศญี่ปุ่นมีการจำหน่ายน้ำชาเขียวบรรจุขวดมานานกว่า 30 ปีแล้ว และในทุกวันนี้ก็ยังนิยมดื่มกันอย่างต่อเนื่อง ใครที่เคยไปญี่ปุ่นก็จะเห็นชาเขียวพร้อมดื่มในตู้แช่เย็นอยู่แทบจะทุกตรอกซอกซอย

    ส่วนในประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่ออกงและจีน ต่างก็มีการดื่มน้ำชาเขียวบรรจุขวดมาเป็นเวลานานแล้วด้วยเหมือนกัน แต่สำหรับประเทศไทยชาเขียวพร้อมดื่มเริ่มฮิตมาอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนเกิดกระแสชาเขียวฟีเวอร์

    เริ่มจากบริษัท ยูนิ เพรสซิเดนท์ จำกัด เปิดตลาดชาเขียวพร้อมดื่มเมื่อปี พ.ศ. 2544 ก็มีอัตราการเติบโตของตลาดพุ่งเกิน 100 % โดยในปี พ.ศ. 2545 มูลค่าตลาดกระโดดไปถึง 1 . 000 ล้านบาทและเพิ่มเรื่อย ๆเป็น 1 . 500 ล้านบาท ในปี พ . ศ. 2546

    พอมาในปี พ.ศ. 2547 มูลค่าการตลาดสูงไปถึง 3.200 ล้านบาทแปลว่าในปีที่ 3 ของเกิดผลิตภัณฑ์ชาเขียวพร้อมดื่มมีอัตราเติบโต 100 %

    คิดดูเฉพาะน้ำชาเขียวยี่ห้อโออิชิที่แปลเป็นไทยว่าอร่อยเพิ่งจะสู่ตลาดประมาณปีกว่า และขึ้นอันดับหนึ่งของชาเขียวพร้อมดื่มทั้งหมดนั้น มีกำลังการผลิตถึง 1.2 ล้านขวดต่อวันตีว่าขวดละประมาณ 20 บาท ฉะนั้นรายได้ที่ได้จาก การจำหน่ายประมาณร่วมเดือนละ 600 ล้านบาทต่อเดือน

    เมื่อเริ่มแรกมีแบรนด์ของยูนิฟและโออิชิเท่านั้นที่ขึ้นแท่นแต่ ตอนนี้เริ่มยี่ห้อหลากหลายให้เลือกมากขึ้น ลองมาดู ACNielsen (Thailand) ltd and Tetra Pak (Thai) Ltd. รวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับส่วนแบ่งการตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในปี พ.ศ. 2547 ดังนี้โออิชิ 36.9 % ยูนิฟ 36.9 %เซนชะ 6.2 % ลิปตัน 5.8 % พ็อกกา 1.7 % ทิปโก้ 1.6 % ชาลีวัง 1.4 % อื่น ๆ 7.5 %และดูเหมือนว่าตลาดน้ำชาเขียวยังคงร้อนแรงต่อเนื่องอย่างไม่มีที ท่าว่าจะมีขาลงแผ่วปลายซะเลยแต่กลับจะมีสีสันมากขึ้นเพราะมีผู้ประการรายใหม่ เช่นกลุ่มเบียร์สิง กระทิงแดง ๆลๆ ร่วมขอผลิตด้วยคน

สาเหตุที่ชาเขียวพร้อมดื่มได้รับความนิยม

    เริ่มจากการที่ยูนิฟทำโฆษณาในการสร้างตลาดครั้งแรกด้วยการเน้น เจาะกลุ่มวัยรุ่นโดยตอกย้ำเรื่องดื่มแล้วเท่ แถมสุขภาพดี ซึ่งต่างจากเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ให้แค่ความสดชื่นดับกระหายเท่านั้น

    โดยเฉพาะวัยรุ่นไทยที่ชื่นชอบแนวญี่ปุ่นกลุ่ม JPOP ตอบรับสินค้าตัว นี้เป็นอย่างมาก และแพร่หลายเป็นวงกว้างในเวลาต่อมา ผลจากการตอบรับชาเขียวพร้อมดื่มจากวัยโจ๋ที่มีมากนี้เองทำให้ไปแย่งตลาด น้ำอัดลมไปในตัวโดยพบว่าปกติน้ำอัดลมในประเทศไทยมีการเจริญเติบโต 8-9 % แต่ในปี พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมายอดจำหน่ายทดเป็น 2-3 % เท่านั้น

    ในต้นปี พ.ศ. 2548 เครื่องดื่มชาเขียวเพิ่มความดังที่หน้าหนึ่งของ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเมื่อลูกค้ารายหนึ่งดื่มชาเขียวบรรจุขวดยี่ห้อโอเอชิแล้วมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งภายหลังพบว่ามีกรดเกลือที่เข้มข้นถึง 16 % ผสมอยู่ในขวดดังกล่าว กรดเกลือเข้มข้นขนาดนี้อาจจะทำให้กระเพาะและลำไส้เป็นแผลหรือถึงกับเลือดออกทำให้เกิดอันตรายได้ ป่านนี้ชาเขียวบรรจุขวดโออิชิจะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านผู้อ่านคงพอทราบกันบ้างแล้ว ว่ากันว่าชาเขียวเป็นเครื่อมดื่มที่มีคุณค่า ทางโภชนาการเป็นอย่างมาก จริงเท็จประการใดลองมาอ่านเรื่องราวต่อไปนี้กันดู

ชา

    ชา เป็นชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิด Camella Sinensis (Linn.) Kuntze ในวงศ์ Theaceae ขึ้นตามหุบเขาในเขตร้อน ใบชาใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม ถิ่นกำเนิดคือประเทศจีน แล้วแพร่กระจายไปสู่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และญี่ปุ่น ในเวลาต่อมา การเก็บใบชา นิยมเลือก เก็บเฉพาะยอดและใบอ่อน ใบที่อายุต่างกันจะให้รสชาติไม่เหมือนกัน เช่น Orange Pekoe จะได้จากใบอ่อนที่สุด แต่ Souchong จะเก็บจากใบที่สี่นับจากยอด ใบชาเมื่อถูกทำให้แห้งด้วยความร้อน อบ คั่ว หรือตากแห้ง จะได้เป็นชาเขียว แต่ถ้านำใบชาไปผ่านกระบวนการหมักก่อนแล้วทำให้แห้ง จะได้ใบชาสีดำ สำหรับชา Oolong นั้นจะอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง ชาเขียวกับชาดำ ชาเขียวที่ดีผลิตได้จากยอดอ่อนของต้นชาที่เก็บในห้วงฤดูใบไม้ผลิโดยนำมานึ่งแล้วม้วนใบ เมื่อนำมาชงกับน้ำร้อนจะออกสีเขียวอ่อน ในทางการค้า หลังจากผ่านการคัดขนาดแล้ว ใบชาจะถูกบรรจุในถุงอะลูมิเนียมฟอยส์ เพื่อป้องกันการสูญเสียความหอมและดูดซับกลิ่นอื่นๆ

ชาเขียวมีดีตรงไหน

ผลการทดลองชาเขียวในต่างประเทศ ได้ข้อมูลดังนี้

  • สารประกอบหลักในใบชาเขียว ได้แก่ สารในกลุ่ม Polyphenolic จำพวก Catechins และ Flavonols ส่วนชาดำที่ผ่านการหมักแล้วทำให้สารจำพวก Catechins
         บางส่วนในใบชาเขียวจะเปลี่ยนเป็น Aflavin และ Tharubigins ซึ่งเป็นสารสำคัญป้องกันการเกิดมะเร็งเนื่องจากมีคุณสมบัติลดปริมาณอนุมูลอิสระ เชื่อกันว่าอนุมูลอิสระเป็น ตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกายและเมื่อเซลล์ถูกทำลายจะส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจ มะเร็ง รวมถึงความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ
  • ชาเขียวป้องกันการเกิด LDL Cholesterol ในเลือดซึ่งรู้จักกันว่าเป็นตัว การทำให้เกิดการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวาย และลมชัก
  • ชาเขียวยังสามารถดื่มเป็นยาแก้ท้องเสียได้อีกด้วย เนื่องจากมีสารแทนนิน
  • สารคาแฟอีนที่อยู่ในชาเขียวจะกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นและใช้พลังงานมากขึ้นทำให้สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้
  • สาร Epigallocatechin Gallate : EGCG ซึ่งเป็นส่วนประกอบใน Catechins ในชาเขียวจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการสร้าง ไขมันบางชนิด หรือ LDL ในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการ อุดตันในเส้นเลือดซึ่งจะนำไปสู่โรคกล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองตาย
  • สาร EGCE มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เจ็บคอและท้องเสีย และยังพบว่าชาเขียวมีฟลูออไรค์ ซึ่งทำให้ฟันแข็งแรง และลดกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากได้อีกด้วย
  • นักวิทยาศาสตร์บางท่านพบว่า คนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำมีโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และความดัน น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ และยังพบว่าช่วยเสริมภูมิต้านทานและชะลอความชราอีกด้วย

ชาเขียว อาจไม่ช่วยต้านมะเร็งเสมอไป

    อาจารย์สมศรี เจริญเกียรติกุล จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยต่างๆ มากมายที่ระบุสว่าชามีสมบัติในการด้านการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง เช่น ที่สถาบันวิจัยในประเทศจีนพบว่า สาร EGCG สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลองที่ถูกฉีดสารกระตุ้นให้เป็นมะเร็งถึง 50 %

    แต่จากการทดลองอีกแห่งหนึ่งกลับพบว่า EGCG เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในสัตว์อีกชนิดหนึ่ง สาเหตุเป็นเพราะสัตว์ที่แตกต่างกันจะมีความสลับซับซ้อนของเอนไซม์และฮอร์โมนที่ต่างกันไปนั่นเอง ซึ่งทางวงการวิทยาศาสตร์ต้องพยายามหาข้อสรุปผลที่จะเกิดกับมนุษย์ต่อไป

ข้อเสียของชาเขียว

แม้ว่าชาเขียวจะมีข้อดีอยู่มาก แต่อาจารย์สมศรี ได้เตือนว่า การดื่มชามากเกินไปจะมีผลต่อโภชนาการ เพราะชาเขียว จะขัดขวางในการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง หญิงตั้งครรภ์ เด็กในวัยเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาเฟอีนในชาเขียวมีผลทำให้นอนไม่หลับ

อย. ว่าประโยชน์ของชาเขียวต่อร่างกายยังเป็นเพียงแค่หลักวิชาการ

    เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย. อธิบายว่า ตามที่ในหลายประเทศนิยมดื่มชาเขียวอย่างจีนและญี่ปุ่น มีการเผยแพร่คุณสมบัติต่างๆ ในชาเขียว เช่น มีสาร Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายทำให้อายุยืนขึ้น ฯลฯ โดยมีการตั้งสถาบันวิชาการเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น ยังเป็นเพียงแนวคิดตามหลักทางวิชาการเท่านั้นตามสารที่พบ

    แต่ในทางคลินิกยังไม่เคยมีการวิจัยว่า เมื่อดื่มชาเขียวแล้วจะให้ผลดีเช่นนั้นหรือไม่ ยังไม่มีการทดลองอย่างจริงจังจึงไม่สามารถสรุปได้ และที่สำคัญสำหรับน้ำชาเขียวบรรจุขวดที่นิยมดื่มในประเทศขณะนี้เป็นเพียงน้ำชาทั่วไปเท่านั้น

คาแฟอีนในชาเขียวพร้อมดื่ม

    โดยทั่วไปใบชาที่เก็บตามธรรมชาติพบสารคาแฟอีนสูงกว่ากาแฟมาก แต่ด้วยวิธีการดื่มชาจะต้องนำใบชามาชงกับน้ำก่อน จึงมีผลทำให้ปริมาณคาแฟอีนเจือจางลง จนระบุจำนวนสารคาแฟอีนไม่ได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและจำนวนครั้งของการชง ผู้ดื่มชาเขียวอย่างต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบต่อจิตประสาท เพราะคาเฟอีนจะทำให้จิตประสาทตื่นตัวนอนไม่หลับกล้ามเนื้อสั่น หัวใจสั่น และหากทำงานหนักมากอาจช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ยิ่งควรหลีกเลี่ยงการดื่มคาแฟอีนทุกประเภท เพราะมีผลต่อความจำของเด็ก

    เลขาธิการ อย. ย้ำว่าคุณสมบัติชาเขียวมีตามหลักวิชาการเท่านั้น ยังไม่มีการทดสอบอย่างจริงจัง

    ในส่วนของชาเขียวพร้อมดื่ม จะมีจำนวนสารคาแฟอีนค่อนข้างต่ำ โดยในบางยี่ห้อมีการระบุไว้ที่ข้างขวด เพียง 9-16 มิลลิกรัมต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร ถือเป็นปริมาณ สารคาแฟอีนที่ไม่มาก

    ใบชาที่เก็บตามธรรมชาติ เมื่อนำมาทดสอบหาปริมาณสารคาแฟอีน จะพบว่าสูงกาแฟมาก โดยสูงถึง 15% ขณะที่ในกาแฟมีเพียงแค่ 3% แต่เนื่องจากวิธีการกินชานั้น จะต้องนำใบชามาชงกับน้ำทำให้ปริมาณคาแฟอีนเจือจางลง ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนสารคาแฟอีนได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและจำนวนครั้งของการชง

    อย. ถือว่าการลับลอบผลิตชาเขียวพร้อมดื่มที่ไม่ได้มาตรฐานคือ ไม่มีการระบุบนฉลากว่ามีส่วนผสมของคาแฟอีน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายที่ต้องดำเนินคดี เนื่องจากอาจมีคาแฟอีน มากพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตประสาทต่อผู้บริโภค

    แถมขณะนี้ กรมสรรพสามิตมีแผนการเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากเห็นว่าชาเขียวพร้อมดื่มเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาแฟอีนเช่นเดียวกับเครื่องดื่มกาแฟดังนั้น ในเร็ววันนี้ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับซื้อสินค้าตัวนี้

ดื่มน้ำชาบรรจุขวดกันต่อดีหรือไม่

    เมื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมเขาบอกว่าชาเขียวพร้อมดื่มเป็นน้ำชาชงดื่มแบบธรรมดาทั่วๆไป แถมตอนนี้ อย. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงไม่ได้ทำวิจัยหาข้อเท็จจริงว่าในชาเขียวพร้อมดื่มมีผลทำให้ร่างกายเป็นอย่างไร ดื่มแล้วสดชื่นเสริมภูมิต้านทาน หรือประสาทกินหนักขึ้นหรือไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย

    ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่นิยมดื่มชาเขียวบรรจุขวดเป็นประจำก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเองก็แล้วกันว่า ดื่มน้ำชาเขียว 500 ซีซี ในแต่ละครั้งคุ้มกับเงินที่จ่ายไปขวดละ 20 บาทหรือไม่

ที่มา : For Quality Vol.11 No.90 P 44-46

 

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี คลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 10120
โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-56
โทรสาร : (662) 577-9176, 577-9009

E-mail :