ผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้วมีมากมายหลายลักษณะ ทั้งที่อ่อนและที่บริบูรณ์แล้ว ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งที่มีตำหนิและปราศจากตำหนิ หากขายคละกันไปราคาที่ได้จะไม่ดีเท่ากับผลิตผลที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว เพราะผู้ซื้อถูกดึงดูดใจจากตัวสินค้ามากกว่า วัตถุประสงค์ของการคัดเลือกผลิตผลจึงอยู่ที่การเพิ่มคุณภาพของผลิตผลต่อสายตาของผู้บริโภคและเพิ่มผลตอบแทน ในประเทศไทยในปัจจุบันการคัดเลือกมักทำรวมๆ กันทั้งการคัดเลือกขนาดและคุณภาพ ตัวอย่าง เช่น ผลมังคุด เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วชาวสวนจะทำการคัดมังคุดออกเป็นหลายกลุ่มพร้อมๆ กัน เช่น ผลใหญ่หรือเล็ก ผลผิวมัน ผิวลายหรือผิวมีตำหนิ ผลยังมีสีเขียว ผลแดง หรือผลดำ การคัดเลือกพร้อมๆ กันหลายลักษณะนี้ ผู้ทีชำนาญงานสามารถทำได้ดีทีเดียว ในประเทศที่พัฒนาแล้วมักไม่ปฏิบัติเช่นนี้ในปัจจุบัน เพราะเมื่อแรงงานทีเหลืออยู่มักมีคุณภาพต่ำไม่สามารถทำงานที่ซับซ้อนและมักทำงานอยู่ไม่นาน การใช้แรงงานในปัจจุบันจึงเน้นให้พนักงานทำงานเฉพาะลักษณะคุณภาพ เช่น เลือกสี หรือเลือกขนาด หรือเลือกตำหนิ โดยเฉพาะลักษณะที่เครื่องกลไม่สามารถทำแทนได้ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาในต่างประเทศ หากเป็นลักษณะคุณภาพที่มองเห็นด้วยสายตา การคัดเลือกด้วยคนบยังคงทำงานได้ดีกว่าหรือไม่แพ้เครื่องมือกล
- การคัดขนาด (Sizing) การคัดขนาดทำได้ด้วยการใช้สายตา ผู้ชำนาญการสามารถทำได้ดีกว่าเครื่องคัดขนาด เพราะการคัดขนาดเป็นเพียงการสร้างภาพของผลิตผลให้ผู้บริโภคมองเห็นว่ามีขนาดเท่าๆกัน ผู้บริโภคเองก็ตัดสินคุณภาพของผลิตผลด้วยสายตาเช่นกัน การใช้คนสามารถพิจารณาทั้งความกว้างความยาวความสูง และเฉลี่ยรวมแบ่งเป็นขนาดต่างๆ จึงสามารถทำได้ดีกว่าเครื่องมือกล แต่คนทำงานได้ช้าและมีความผันผวนเกิดขึ้นได้เมื่อเกิดอาการเหนื่อยล้าหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง การใช้เครื่องมือกลจึงเข้ามาแทนที่มากขึ้นตามลำดับ การวัดความถูกต้องของการคัดขนาด ทำได้โดยการคำนวณว่าภายหลังการคัดขนาดแล้วมีผลิตผลที่ไม่ได้ขนาดไปปนอยู่ในชั้นขนาดต่างๆ เป็นจำนวนเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วทั้งการคัดด้วยคนและเครื่องมือกลจะทำได้ดีกว่า 90 % หรือมีความผิดพลาดน้อยกว่า 10 %
คำถามประการแรกของการคัดขนาดก็คือ จะคัดแบ่งออกเป็นกี่ขนาดและจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการคัดขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ความยาวเส้นรอบวง หรือน้ำหนัก แต่ละขนาดควรมีช่วงกว ้างเท่าใด อย่าลืมว่าการคัดขนาดเป็นการสร้างภาพผลิตผลให้ดูว่ามีขนาดเท่าๆกันเท่านั้น ดังนั้นจำนวนขนาดและช่วงกว้างของแต่ละขนาดจึงไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับการกระจายตัวตามขนาดของผลิตผลด้วย โดยทั่วไปขนาดของผลิตผลจะมีไม่เกิน 12 ขนาด เพราะถ้าแยกย่อยมากกว่านั้นจะเกินความสามารถของสายตาคนที่จะแยกแยะความแตกต่างได้ ผลิตผลส่วนที่มีขนาดเล็กมากและใหญ่มากมักมีจำนวนน้อย จึงมักถูกคัดออกหรือขายแบบคละเพราะไม่คุ้มกับการแยกเป็นขนาด
ตารางที่ 1 เป็นตัวอย่างการจัดแบ่งขนาดของผลไม้บางชนิดในประเทศไทย การแบ่งชั้นขนาดของผลิตผลเหล่านี้มักถูกจัดให้ไปรวมกับการแบ่งชั้นคุณภาพของผลิตผล คลิกที่นี่
นอกจากการคัดขนาดจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ข้างต้นแล้วยังต้องคำนึงถึงการบรรจุภาชนะอีกด้วย ทั้งนี้เพราะภาชนะบรรจุผลิตผลแต่ละชนิดมักมีขนาดเดียว ไม่ว่าจะใช้บรรจุผลิตผลชนิดนั้นๆ กี่ขนาดก็ตาม การบรรจุลงภาชนะต้องทำให้ความแปรปรวนของน้ำหนักผลิตผลรวมในแต่ละภาชนะบรรจุมีน้อยที่สุด เพราะการค้าขายผลิตผลระหว่างประเทศ ค้าขายโดยน้ำหนักและจำนวนภาชนะบรรจุ โดยเหมาว่าทุกภาชนะบรรจุมีน้ำหนักผลิตผลเท่ากันไม่ว่าผลิตผลจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ น้ำหนักผลิตผลจะต่ำกว่าน้ำหนักมาตรฐานไม่ได้แต่เกินได้ ดังนั้นการบรรจุผลิตผลลงภาชนะแต่ละภาชนะแต่ละขนาดแล้ว น้ำหนักสุทธิแปรปรวนมาก ผู้ขายมีรายได้กำไรน้อย เพราะขายได้ตามน้ำหนักมาตรฐาน เท่านั้น ส่วนที่เกินเป็นประโยชน์ของผู้ซื้อในขณะที่ผู้ซื้อสามารถแบ่งขายปลีกได้ตามน้ำหนักที่ถูกต้อง
อุปกรณ์การคัดขนาด เป้าหมายของการใช้อุปกรณ์การคัดขนาดได้แก่ การที่ผลิตผลออกตามขนาด ให้ได้รวดเร็วและถูกต้อง เครื่องคัดขนาดที่ดีควรปรับการคัดได้ตามสภาพลักษณะของผลิตผลแต่ละแหล่งปลูกหรือฤดูกาลผลิต เพราะผลิตผลแต่ละชุดมีการกระจายของขนาดไม่เท่ากัน บางปีมีแต่ผลผลิตขนาดใหญ่เป็นส่วนมาก บางปีมีแต่ขนาดเล็ก และบางปีมีคละกันไป ส่วนใหญ่การคัดขนาดนิยมคัดตามขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาวหรือ 2 อย่างรวมกัน เพราะทำได้ง่ายแต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ รูปร่างของผลิตผลมักไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิต ทำให้เกิดความผิดพลาดในการคัดได้ง่าย ยกเว้นผลิตผลที่มีรูปร่างทรงกลม เช่นการคัดขนาดตามน้ำหนักจะได้ผลดีกว่าในผลิตผลที่มีรูปทรงแปลกๆ
อุปกรณ์การคัดขนาด ที่มีใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิดแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้
1.1 อุปกรณ์แบบใช้มือ เป็นอุปกรณ์ช่วยในการคัดขนาดด้วยสายตาคนงานมักใช้ความชำนาญในการคัดแยกผลิตผลออกตามขนาด เมื่อเกิดความไม่แน่ใจจึงมีอุปกรณ์ตรวจสอบ เช่น วงแหวนขนาดต่างๆ แผ่นไม้หรือโลหะที่มีรูขนาดต่างๆ และเวอร์เนียสำหรับวัดขนาด
1.2 โต๊ะคัดขนาด (sizing table) เป็นโต๊ะที่จัดสร้างให้มีความลาดเอียง เพื่อให้ผลิตผลเคลื่อนที่ผ่านส่วนที่ทำการแยกขนาดแบ่งเป็น 2 แบบ คือ
ก.แบบแผงอยู่กับที่ (Fixed board) เป็นโต๊ะที่มีแผ่นไม้หรือวัตถุ 2 แผ่น จัดวางเกือบขนานกันให้ช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ทั้ง 2 ค่อยๆ ห่างออกจากกัน และสามารถปรับระยะห่างนี้ได้ตามต้องการ เมื่อทำการคัดขนาด ผลิตผลถูกปล่อยให้กลิ้งไประหว่างแผ่นไม้ทั้ง 2 ผลิตผลที่มีขนาดเล็กจะหลุดลอดแผ่นไม้ทั้ง 2 ก่อน ผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะหลุดลอดต่อๆกันไปตามลำดับขนาด โต๊ะคัดแบบนี้ทำงานได้ช้าเพราะผลิตผลผ่านการค ัด ไปครั้งละ 1 ผล ความถูกต้องดีพอสมควรและขึ้นกับว่าจะคัดแยกออกเป็นกี่ขนาด ถ้าคัดเป็นหลายขนาด แผ่นไม้ต้องค่อยๆ ห่างออกจากกันทีละน้อย ความถูกต้องในการคัดมีมากกว่าการคัดแยกน้อยขนาดซึ่งแผ่นไม้จะห่างออกจากกันทีละมากๆ
ข . แบบแผนมีรู (perforated board) โต๊ะคัดแบบนี้มีใช้ในการคัดขนาดผลส้มในประเทศไทยในอดีต โต๊ะมีพื้นลาดเอียง พื้นโต๊ะเป็นแผ่นไม้หรือโลหะซึ่งเจาะรูกลมขนาดต่างๆ กัน ด้านที่อยู่สูงรูมีขนาดเล็ก ด้านต่ำลงมามีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ การคัดใช้วิธีให้ผลส้มจากด้านบนให้ผลส้มกลิ้งลงมา ผลที่มีขนาดเล็กลอดผ่านรูขนาดเล็กลงไปก่อน การคัดยังต้องใช้มือช่วยผลักกลิ้งจากด้านบนไปสู่ด้านล่างด้วย เพราะส้มผลใหญ่มักไปค้างอยู่ตามรูด้านบน โ ต๊ะคัดแบบนี้ทำงานได้เร็วขึ้นเพราะสามารถขยายความกว้างของโต๊ะได้ ความถูกต้องของการคัดดีพอสมควร แต่ปรับขนาดการคัดได้ยากกว่าแบบแรก
1.3 เครื่องคัดขนาด (sizing machine) เครื่องคัดขนาดส่วนใหญ่คัดแยกผลิตผลตามขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง บางอย่างอาจคัดตามความยาวหรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน เป็นเครื่องมือที่พัฒนามาจากโต๊ะคัดขนาด 2 แบบข้างต้นและใช้หลักการเดียวกันเช่น
ก. เครื่องคัดขนาดแบบสายพานทึบ (belt sizer) การทำงานคล้ายโต๊ะคัดขนาดแบบแรก แต่แทนที่จะเป็นแผงไม้อยู่กับที่ก็คัดแปลงเป็นสายพาน เสีย ด้านหนึ่ง (Greefa-type sizer) หรือทั้ง 2 ด้าน หรือด้านหนึ่งเป็นสายพานและอีกด้านเป็นลูกกลิ้ง (belt and roller sizer) แบบที่เป็นลูกกลิ้งจะมีประสิทธิภาพในการคัดดีกว่า เพราะลูกกลิ้งจะทำให้ผลิตผลหมุนไปด้วยตลอดเวลา ทำให้ทั้งด้านกว้างและด้านยาวของผลิตผลมีโอกาสผ่านการคัดด้วยช่องว่างระหว่างสายพานกับลูกกลิ้งมากกว่าแบบอื่น เครื่องคัดแบบถูกดัดแปลงให้เป็นโต๊ะกลมเพื่อประหยัดพื้นที่และเคลื่อนย้ายไปมาได้สะดวก เครื่องวัดประเภทนี้ยังคงทำงานได้ไม่เร็วนักเพราะการคัดยังคงเป็นการการคัดทีละผล
ข. แบบสายพานเจาะรู (Perforated conveger sizer) เป็นเครื่องคัดขนาดซึ่งดัดแปลงจากโต๊ะคัดขนาดแบบที่ 2 ผลิตผลถูกส่งผ่านไปบนสายพานที่มีรู สายพานมีความยาวไม่มากนัก การใช้งานต้องใช้สายพานหลายๆ ชุดต่อเนื่องกัน แต่ละชุดมีขนาดของรูไม่เท่ากัน การคัดเริ่มจากขนาดเล็กก่อน ตัวสายพานอาจเป็นผ้าใบ แผ่นยาง พลาสติก หรือโลหะ เช่น โซ่ตาข่าย ที่มีตาห่างระยะต่างๆ กันก็ได้ เครื่องคัดส้มในประเทศไทยในปัจจุบันก็จัดอยู่ในประเภท แต่แทนที่จะใช้สายพานกลับใช้ลูกกลิ้งทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่เจาะรูไว้ขนาดต่างๆ กัน สามารถคัดผลส้มได้ 1.5 ตันต่อชั่วโมง และอาจทำได้เร็วขึ้นโดยการขยายความกว้างของลูกกลิ้ง
ค. แบบลูกกลิ้งเคลื่อนที่ (diverging roller sizer) เครื่องคัดขนาดแบบนี้ผลิตผลถูกปล่อยให้กลิ้งไปบนลูกกลี้งที่มีรูปร่างเหมือนแกนกลางของหลอดด้าย ลูกกลิ้งหมุนอยู่ตลอดเวลาและเคลื่อนที่ไปด้วย เมื่อลูกกลิ้งเคลื่อนที่ไปแต่ละแถวของลูกกลิ้งจะแยกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลผลิตขนาดเล็กหลุดลอดลงไปก่อน วิธีนี้สามารถคัดขนาดผลผลิตได้รวดเร็วและถูกต้อง เพราะขยายความกว้างของแผงลูกกลิ้งได้ นอกจากนั้นผลิตผลยังพลิกตัวอยู่ตลอดเวลา และมีจุดสัมผัสกับลูกกลิ้งถึง 4 จุด มากกว่าเครื่องแบบอื่นๆ ที่มีเพียง 2 จุด
ง.เครื่องคัดขนาดโดยน้ำหนัก (weight sizer) ผลิตผลหลายอย่างมีรูปร่างต่างไปมากจากรูปทรงกลม หรือกึ่งทรงกลม เช่น หัวแครอท ผลมะม่วง ฯลฯ การคัดขนาดโดยอาศัยเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาวผิดพลาดได้ง่าย การใช้น้ำหนักของผลิตผลเหล่านี้ทำได้ถูกต้องมากกว่า แต่เครื่องมือมีราคาแพง และการที่จะชั่งน้ำหนักให้ถูกต้องมักทำได้ช้าเมื่อเทียบกับการคัดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหรือความยาว เครื่องคัดขนาดโดยน้ำหนักแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
-
แบบเครื่องชั่งสปริง (spring loaded cup) เครื่องคัดขนาดแบบนี้ผลิตผลจะถูกลำเลียงไปบนถ้วยและเคลื่อนที่ผ่านอุปกรณ์ที่สามารถดันพลิกถ้วยให้ผลิตผลหล่นลงข้างล่างได้ อุปกรณ์ดันพลิกถ้วยนี้เรียงกันอยู่เป็นแถว แต่ละอันเชื่อมโยงกับสปริงหรือตุ้มน้ำหนักที่มีขนาดต่างกัน และจะทำงานก็ต่อเมื่อผลิตผลมีน้ำหนักมากเกินกว่าตัวสปริงหรือตุ้มน้ำหนักจะรับได้
-
แบบเครื่องชั่งด้วยไฟฟ้า เครื่องคัดขนาดแบบนี้ผลิตผลทุกชิ้นจะถูกชั่งน้ำหนักด้วยเครี่องชั่งไฟฟ้า ซึ่งจะส่งข้อมูลน้ำหนักผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อรับข้อมูลมาแล้วคอมพิวเตอร์ทำการคำนวณและส่งการให้อุปกรณ์ผลักดัน หรือเป่าผลิตผลด้วยลมให้ไหลไปอยู่รวมกันในขนาดต่างๆ
จ.
เครื่องคัดขนาดโดยใช้ภาพเงา เครื่องคัดขนาดแบบนี้เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของการคัดขนาด โดยอาศัยความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ เมื่อรับข้อมูลมาแล้วคอมพิวเตอร์ทำการคำนวณและส่งการให้อุปกรณ์ผลักดัน หรือเป่าผลิตผลด้วยให้ไหลไปอยู่รวมกันในขนาดต่างๆ
- การคัดคุณภาพ
การคัดคุณภาพ ตามความหมายหมายถึง
การคัดผลิตผลออกตามคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือก (sorting) การคัดคุณภาพ
จะต้องมีเกณฑ์สำหรับการคัด อาจมีการคัดในหลายๆ ลักษณะประกอบกัน เช่น
การคัดคุณภาพตามสี ตามความบริบูรณ์ ตามตำหนิที่ปรากฎ บางครั้งการคัดขนาด
ก็ถูกใช้เป็นการคัดคุณภาพไปในตัวด้วย การคัดคุณภาพแต่ละลักษณะจะต้องมีมาตรฐาน
ระดับนี้มักไม่สูงมากนักและค่อนข้างหลวม เพราะต้องสามารถให้ใช้ปฎิบัติกันได้ทั้งประเทศ
หรือทั่วโลก ในขณะเดียวกันแต่ละประเทศ องค์กร และเอกชนแต่ละราย มักมีมาตรฐาน
ของตัวเองซึ่งเข้มงวดกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นได้เพื่อความเหมาะสมกับสภาพการตลาด
และการผลิต เช่น ในช่วงนอกฤดูมาตรฐานอาจจะด้อยกว่ามาตรฐานในฤดู แต่ทั้งนี้องค์กรต่างๆ
ไม่อาจลดระดับมาตรฐานของตัวเองได้มากนัก เพราะต้องรักษาชื่อเสียงไว้
การคัดคุณภาพยังคงใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่
เพราะคนสามารถตัดสินแยกแยะคุณภาพหลายประการพร้อมๆกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยความชำนาญ และ
ความเต็มใจในการคัดเลือกเป็นอย่างมาก ในระยะหลังการคัดคุณภาพโดยใช้คนเริ่มเปลี่ยนไปเป็น
การคัดเลือกเฉพาะลักษณะ เช่น เลือกผลิตผลที่มีสีหรืออายุของผลิตผลที่แตกต่างกันออกจากกันเท่านั้น
สถานที่สำหรับการคัดเลือกคุณภาพต้องจัดให้เหมาะกับการคัดเลือก
พนักงานคัดเลือกคุณภาพแต่ละคนมีขั้นตอนการทำงาน 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ การตรวจสอบผลิตผลด้วยสายตา
ตัดสินใจเลือก เอื้อมมือไปหยิบผลิตผลที่เลือก แล้วส่งไปยังช่องทางตามคุณภาพที่ถูกต้อง
ดังนั้นสถานที่คัดเลือกต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ประมาณ 600 700 แรงเทียน
หรือเท่ากับการติดตั้งหลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์สูง 100 - 150 ซม . เหนือผลิตผล ควรติดตั้งหลอดไฟหลายๆ
หลอดเพื่อลดการเกิดเงา และถ้าจะให้ดีควรใช้หลอดใช้หลายชนิดประกอบกันเพื่อลดความผิดเพี้ยนของสีผลิตผล
ตัวผลิตผลควรมีการพลิกตัวหลายครั้งเพื่อให้ผู้คัดได้มองเห็นทั่วทั้งตัวผลิตผล ดังนั้นการใช้ลูกกลิ้งในการลำเลียงผลิตผล
ผ่านผู้คัดจะดีกว่าการใช้สายพาน หรือการกองลงบนโต๊ะ เพราะผลิตผลบนลูกกลิ้งพลิกหมุนตัวตลอดเวลาในขณะ
ที่ผลิตผลบนสายพานหรือโต๊ะจะอยู่นิ่งกับที่ ต้องใช้มือพลิกตรวจสอบด้านหลังและด้านล่าง
พื้นที่วางหรือลำเลียงผลิตผลด้านหน้าตัวผู้คัดไม่ควรกว้างหรือลึกเกินไป
เพื่อหลีกเลี่ยงการเอี้ยวตัวหรือเอื้อมมือมากเกินไปเพราะจะทำให้เมื่อยล้าเร็ว โดยทั่วไปผลิตผลที่อยู่ไกลที่สุดไม่ควรมากกว่า
40 50 เซนติเมตร ผลิตผลที่จะผ่านการคัดเลือกควรอยู่บนโต๊ะหรือสายพานไม่ควรกองอยู่กับพื้น เพราะถ้าอยู่กับพื้น
ผู้คัดจะต้องนั่งกับพื้นทำให้เมื่อยล้าเร็วและเปลี่ยนอิริยาบทได้ยาก ผู้คัดควรทำงานในท่ายืน ในขณะเดียวกันควรจัด
เก้าอี้หรือม้านั่งทรงสูงให้สามารถพักนั่งเปลี่ยนอิริยาบทได้ง่ายและสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ
ความสูงของโต๊ะหรือสายพานตามมาตรฐานต่างประเทศเท่ากับ 90 - 95 เซนติเมตร แต่สำหรับประเทศไทยน่าจะสูงน้อยกว่านี้
ทั้งนี้เพื่อให้ระหว่างการทำงานผู้คัดไม่ต้องงอหรือยกมือสูงขึ้น เพราะจะเมื่อยล้าเร็ว
นอกจากนี้แล้วควรจัดให้มีเสียงดนตรีในระหว่างการทำงานด้วย เพื่อลดความเครียดของ
ผู้คัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ควรมีการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและให้รางวัล
เพื่อจูงใจให้ผู้คัดทำงานด้วยความเต็มใจและมีประสิทธิภาพสูง อย่างไรก็ตามผลิตผลที่มีมาก
ตามฤดูกาล ทำให้แรงงานต้องทำงานหนักในฤดูกาลและมีงานน้อยนอกฤดูกาลปัญหาแรงงาน
จึงมีมากขึ้น เครื่องมือกลในการคัดเลือกคุณภาพของผลิตผลจึงมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เครื่องมือกลเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดคือ ไม่ยืดหยุ่นเหมือนการใช้คน ไม่สามารถตรวจสอบ
ตำหนิที่ไม่ธรรมดาได้ และถ้าเกิดการขัดข้องซึ่งจะต้องหยุดการทำงานทั้งกระบวนการ
เครื่องมือที่ใช้ในการคัดคุณภาพอาจแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ
-
ประเภทอาศัยคุณสมบัติทางกายภาพ (Physical property)
เช่น การเคาะฟังเสียงและการลอย น้ำ ผลแตงโมสามารถแยกเป็นผลอ่อน ผลบริบูรณ์
และผลที่มีไส้ซึมได้ด้วยการเคาะฟังเสียง ผลอ่อนและผลบริบูรณ์ ( ผลแก่ ) เมื่อเคาะเสียงจะต่างกัน
ทั้งที่ความถ่วงจำเพาะใกล้เคียงกันประมาณ 0.95-0.96 แต่การ กระจายตัวของอากาศภายในผลต่างกัน
ในผลอ่อนเซลล์ยังเกาะกันแน่น อากาศภายในผลอยู่กระจายในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างเซลล์ส่วนผลแก่
เซลล์เริ่มแยกออกจากกัน อากาศภายในผลมาอยู่รวมกันเป็นโพรงใหญ่ ส่วนผลที่มีไส้ซึมเมื่อแก่จัดนั้นมีน้ำเข้า
มาแทรกแทนที่ช่องว่างต่างๆ ทำให้ความถ่วงจำเพาะสูงกว่า 1 และมีเสียงต่างออกไป ปัจจุบันวิศวกรญี่ปุ่น
สามารถประดิษฐ์เครื่องมือเคาะฟังเสียงแตงโมและคัดเลือกออกเป็นคุณภาพต่างๆ และใช้เป็นการค้าแล้ว
ผลทุเรียนสามารถแยกเป็นผลอ่อนหรือผลบริบูรณ์ ( ผลแก่ ) และผลดิบหรือผลสุกได้
โดย การเคาะฟังเสียงเช่นเดียวกับแตงโม ทั้งนี้เพราะเมื่อผลเริ่มแก่จะเกิดช่องว่างขึ้นระหว่างเปลือก กับ
เนื้อของผลทุเรียน ทำให้เสียงที่เกิดจากการเคาะต่างกัน
มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ เมื่อมีอายุมากขึ้นความถ่วงจำเพาะสูงขึ้นเรื่อยๆ
เพราะมีการสะสมอาหารมากขึ้น เมื่อบริบูรณ์มีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.02-1.04 จึงสามารถใช้วิธีการ
ลอยน้ำเพื่อคัดเลือกผลมะม่วงน้ำดอกไม้ตามอายุได้ ผลที่ลอยน้ำมีความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า 1.00
เป็นผลที่ยังอ่อน คุณภาพในการบริโภคไม่ดีเมื่อบ่มสุกยังคงมีรสเปรี้ยวมาก พวกที่จมในน้ำแต่ลอยใน
น้ำเกลือความเข้มข้น 1.5 % มีความบริบูรณ์มากขึ้น เมื่อบ่กสุกยังคงมีรสเปรี้ยวอยู่บ้าง เหมาะสำหรับ
การส่งออก พวกที่จมในน้ำเกลือ 1.5 % แต่ลอยในน้ำเกลือ 2.5 % มีความบริบูรณ์มากขึ้นอีก
รสหวานเมื่อบ่มสุกยังใช้ในการส่งออกได้ แต่พวกที่จมในน้ำเกลือ 2.5 % ขึ้นไป เป็นพวกที่บริบูรณ์มาก
หรือแก่จัด บ่มสุกรสหวานมากแต่เก็บรักษาไม่ได้นาน จึงไม่เหมาะสำหรับการส่งออก
สำหรับมะม่วงพันธุ์อื่นๆ หลายพันธุ์ไม่อาจใช้วิธีการลอยน้ำคัดเลือกอายุหรือความบริบูรณ์ได้ เพราะมักมีช่องว่างภายในเมล็ดมากทำให้ความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า 1.0 และลอยน้ำทั้งผลอ่อนและผลที่บริบูรณ์แล้ว
- ประเภทที่อาศัยคุณสมบัติทางแสง (Optical property) การที่คนเรามองเห็นวัตถุเป็นสีต่างๆ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากตัววัตถุเมื่อได้รับแสงสว่างแตกต่างกัน วิศวกรอาศัยความแตกต่างของการสะท้อนแสงนี้สร้างเครื่องมือเพื่อคัดแยกผลส้มสีเขียวออกจากผลสีส้มได้ โดยการตรวจวัดปริมาณการสะท้อนแสงในช่วงความยาวคลื่น 600-800 นาโนเมตร เพราะเป็นช่วงคลื่นแสงที่มีการสะท้อนแสงต่างกันมากที่สุด นอกจากนี้แล้ว วิทยาการสมัยใหม่ทำให้การคัดเลือกคุณภาพผลิตผลทำได้โดยการใช้เครื่องมือมากขึ้น โดยอาศัยคุณสมบัติทางแสงอื่นๆ ของผลิตผล เช่น การยอมให้แสงส่องผ่าน (transmission) ทั้งแสงในช่วงที่มองเห็นได้ (visible light) ตลอดจนรังสีเอ็กซ์ (X) และแกมมา

|