ค่าดัชนีไกลเซมิก

0

วิภา สุโรจนะเมธากุล
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   ปัจจุบันโรคอ้วน ( Obesity ) ถือเป็นปัญหาทางด้านโภชนาการที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้เป็น เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมทำให้รูปแบบการบริโภคอาหาร และการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยเฉพาะจากการรับประทานอาหารที่เกินกว่าที่ร่างกายจำเป็นต้อง  ใช้มีผลทำให้ร่างกายมีน้ำหนักเกินขนาด ( Overweight ) และเกิดการ สะสมของไขมันมากกว่าปกติ คนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่มักจะอายุสั้น มีความต้านทานต่อโรคต่ำ ติดโรคง่าย และความอ้วนยังเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด แรงดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคไต www.tistr-foodprocess.net โรคปวดข้อและโรคเกี่ยวกับต่อมต่างๆ รวมถึงโรคเกี่ยวกับสภาวะจิตใจ ซึ่งในกลุ่มของโรคต่างๆ นั้น จากรายงานว่ามีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง ร้อยละ 10 และปัจจุบันคนที่เป็นโรคเบาหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน และพบได้ในคนทุกอายุทุกเพศและทุกวัย โรคเบาหวานเป็นโรคที่ร่างกายเกิด สภาวะความไม่สมดุลของฮอร์โมนอินซูรินที่ควบคุมการใช้คาร์โบไฮเดรทหรือ น้ำตาลในร่างกายทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญ หรือใช้น้ำตาลได้ตาม ปกติส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญของ การเกิดโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูรินอันเนื่องมา จากความผิดปกติของตับอ่อน ความผิดปกตินี้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือเกิดจากการติดเชื้อ มีรายงานว่าการควบคุมอาหารที่ถูกต้อง มีประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษาโรคเบาหวาน และจะช่วยหยุดยั้ง ความรุนแรงของโรคได้ระดับหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนร่วมด้วย

คาร์โบไฮเดรท ถือเป็นกลุ่มอาหาร ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเบาหวานมากที่สุด เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า คาร์โบไฮเดรท เป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญแก่ร่างกาย ซึ่งอาจได้จากอาหารหลายๆ อย่าง เช่น จากข้าวแป้ง ขนมปัง ถั่ว นม ผลไม้ มันฝรั่ง คุกกี้ สปาเกตตี้ ข้าวโพด เป็นต้น แม้ว่าอาหารเหล่านี้อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่องค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีมากที่สุด ได้แก่ น้ำตาล เส้นใย และแป้ง ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของคาร์โบไฮเดรท ก็คือ น้ำตาล โมเลกุลของน้ำตาลนี้ จะมาเรียงต่อกันเป็นสายโซ่ ซึ่งอาจสั้นหรือยาว เป็นเส้นตรง หรือมีลักษณะเป็นกิ่งก็ได้ จากลักษณะของ โครงสร้างสามารถแบ่งคาร์โบไฮเดรทได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Simple carbohydrate ซึ่งจะรวมถึงน้ำตาลจากผลไม้ (ฟรุกโตส น้ำตาลข้าวโพด น้ำตาลจากองุ่น) น้ำตาลเดกซ์โตส กลูโคส และน้ำตาลซูโคส กลุ่มที่ 2 คือ Complex carbohydrate ซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นเกิดจากน้ำตาลตั้งแต่ 3 โมเลกุล ขึ้นไปมาเรียงต่อกัน อย่างไรก็ตามเมื่อคาร์โบไฮเดรทเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด ที่เรียกว่า Blood Sugar ยกเว้นใยอาหารซึ่งเป็น คาร์โบไฮเดรท เช่นกัน แต่จะไม่มีผลโดยตรงต่อระดับ น้ำตาลในเลือด เนื่องจากไม่สามารถถูกย่อยได้ด้วยระบบน้ำย่อยปกติในร่างกาย ในบางครั้งอาจพบว่าอาหารที่มีโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรทที่ซับซ้อน มีอัตราการย่อยที่เร็วกว่าอาหารที่มีโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรทแบบง่ายได้ เช่น การรับประทานมันฝรั่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล ในเลือดเร็วกว่าการรับประทานผลไม้บางชนิดที่มีสารเยื่อใยสูง เนื่องจาก เส้นใยจะทำให้อัตราการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรทลดลงโดยการรวมตัว กับคาร์โบไฮเดรทเกิดเป็นสารข้นหนืดในลำไส้เล็ก ดังนั้นถ้าปริมาณ การรวมตัวของคาร์โบไฮเดรทและสารเยื่อใยมีค่าสูง การดูดซึมของ สารประเภทคาร์โบไฮเดรทก็ยิ่งน้อยลงด้วย ดังนั้นการทราบคุณภาพ ของคาร์โบไฮเดรทในอาหารแต่ละชนิดจะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวาน สามารถตัดสินใจเลือกชนิดของอาหารที่จะบริโภคได้ถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้สามารถควบคุมสภาวะของระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ซึ่งนักโภชนาการนิยมนำค่าดัชนีไกลเซมิก (Gylcemic Index Gl) มาใช้ในการจัดลำดับคุณภาพของสารคาร์โบไฮเดรทในอาหาร โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 ขึ้นกับว่าอาหารนั้นๆ มีผลต่อการเพิ่มขึ้น ของระดับน้ำตาลในเลือดมากหรือน้อยหลังการบริโภคอาหารนั้น 2 ถึง 3 ชั่วโมง

ความหมายของค่า Gylcemic Index Gl

ความหมายของค่า Gl คือ ดัชนีที่ใช้ตรวจ วัดคุณภาพของอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท ซึ่งหลังรับประทาน และเข้าสู่ระบบการย่อยและดูดซึมของร่างกายสามารถเพิ่งระดับน้ำตาล ในเลือดได้มากหรือน้อยโดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน คือ น้ำตาลกลูโคส หรือขนมปังขาวซึ่งมีค่า Gl เท่ากับ 100

โดยทั่วไปสามารถแบ่งกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรทตามค่า Gl ออกเป็น 3 กลุ่มคือ

  1. อาหารที่มีค่า Gl ต่ำ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ ระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับ 55 หรือ น้อยกว่าเมื่อเปรียบกับสารมาตรฐาน
  2. อาหารที่มีค่า Gl ปานกลาง จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ของระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับ 56-69 เมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน
  3. อาหารที่มีค่า Gl สูง จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับ 70 หรือ มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน

จากเกณฑ์ดังกล่าว จึงประเมินได้ว่าการรับประทานอาหารที่มีค่า Gl สูงจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดอย่างรวดเร็วและ สูงมากในขณะที่การรับประทานอาหารที่มีค่า Gl ต่ำจะมีการปลดปล่อยของ น้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช ้าๆ และสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกาย สามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้ง่ายกว่า

ประเภทของอาหารที่มีค่า Gl สูงได้แก่ ขนมปังขาว Corn-freak ข้าวเมล็ดสั้น มันฝรั่งอบ มันฝรั่งทอด ( French fries ) Rice cake ไอศกรีม ลูกเกด ผลไม้อบแห้ง กล้วย แครอท ผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น แตงโม เป็นต้น อาหารที่มีค่า Gl ปานกลางจะเป็นอาหารประเภทเส้น ( pasta ) ถั่วคั่ว ถั่วฝักเขียว มันเทศ น้ำส้มคั้น บลูเบอรี่ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดคั่ว ซุปถั่ว Whole wheat และข้าวกล้อง เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีค่า Gl ต่ำ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ ผักและอาหารที่มีเส้นใยสูง ธัญพืชที่มีน้ำตาลต่ำ โยเกริต์ไขมันต่ำและไม่หวาน เกรฟฟรุต แอปเปิล และมะเขือเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการนำค่า Gl เพียงอย่างเดียวมาใช้ในการพิจารณาเลือกชนิดของอาหาร เพื่อบริโภคจะให้ผลทีไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า Gl ของอาหาร เช่น วิธีการปรุง รวมทั้งองค์ประกอบอื่นที่มีอยู่ในอาหารชนิดนั้นๆ ดังนั้นการวิเคราะห์ หรือประเมินค่า Gl จะต้องกระทำทุกครั้งเมื่อ

  1. มีการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารไปจากปกติ
  2. เปลี่ยนวิธีการผลิต
  3. มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของส่วนผสมที่ใช้
  4. มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความเข้มข้นความสามารถในการดูดซึม สภาวะความเป็นกรด-ด่าง หรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและกายภาพของอาหารนั้น

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีค่า Gl เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากสายพันธุ์หรือ กระบวนการผลิต เช่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว มีรายงานว่า ข้าวเหนียวและ ข้าวแอมิโลสต่ำจะมีค่า G l สูงกว่าข้าวที่มีแอมิโลสปานกลางและแอมิโลสสูง และยังพบว่า ข้าวแอมิโลสสูงหรือแอมิโลสปานกลาง เมื่อนำมาทำเป็นข้าวนึ่ง (parboiled rice ) หรือทำเป็นก๋วยเตี๋ยว จะมีผลทำให้ Gl มีค่าลดลง นอกจากนี้ในกลุ่มของข้าวที่มีแอมิโลสสูง แต่มีอุณหภูมิเจลาตินไนซ์ ( gelatinization temperature ) และความแข็งของเจลแป้งสุกต่างกัน ก็จะให้ค่า Gl ที่แตกต่างกันด้วย หรือในผลไม้ประเภท “ กล้วย ” มีรายงานว่าระดับความสุกมีผลต่อค่า Gl โดยกล้วยดิบมีค่า Gl ต่ำกว่ากล้วยสุก ทั้งนี้เป็นเพราะในกล้วยดิบมีสตาร์ซ เป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 80-90 ซึ่งเมื่อกล้วยสุกมากขึ้นสตาร์ชจะเปลี่ยนแปลง เป็นน้ำตาลอิสระมากขึ้น ทำให้การย่อยและการดูดซึมเกิดได้เร็วขึ้น หรือในผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี พบว่า การใช้แป้งสาลีในรูปที่เป็น แป้งละเอียดจะมีค่า Gl สูงกว่าในรูปที่เป็นแป้งบดหยาบ เป็นต้น

นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว มีรายงานว่าอัตราการย่อย มีความสัมพันธ์กับค่า Gl ด้วย พบว่า อาหารที่บริโภคร่วมกับอาหารชนิดอื่นในแต่ละมื้อ จะมีผลต่ออัตราการย่อยและทำให้ Gl ดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป เช่น เจลลี่แยม ซึ่งเป็นอาหารที่มีค่า Gl สูงเมื่อนำไปทานร่วมกับอาหารชนิดอื่น เช่น ขนมปัง จะทำให้การย่อยช้าลง และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ส่วนอาหารที่มี องค์ประกอบของไขมันสูง เช่น ซ็อกโกแลต ไส้กรอก และถั่วคั่ว มักมีอัตราการย่อยต่ำ อาหารเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นอาหารที่มีค่า Gl ต่ำ แต่การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงอยู่เป็นนิจ จะเกิดการสะสมของไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายและเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ซึ่งหากคนที่เป็นโรคอ้วนบริโภคอาหารที่มีค่า Gl สูง จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น

บทบาทของ Gl ต่อการเลือกรับประทานอาหาร

ในธรรมชาติอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทมัก จะมีองค์ประกอบอื่นรวมอยู่ด้วยได้แก่ วิตามิน เกลือแร่ สาระสำคัญที่มีในพืช ฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้นการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทจากแหล่งที่หลากหลาย จึงให้คุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ มีประโยชน์และช่วยให้มีสุขภาพดี อย่างไรก็ตามการเลือกรับประทานอาหารไม่ได้ขึ้นกับโภชนาการและสุขภาพ เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเพียงพอที่มีอยู่ในพื้นที่ นิสัยการบริโภค ความชอบและความต้องการส่วนบุคคล จึงไม่มีผู้ใดที่สามารถ ระบุได้ว่าอะไรที่เหมาะสมที่จะนำใช้เป็นเกณฑ์สำเร็จรูปในการเลือกชนิดของ อาหารในทุกๆ กรณีได้ส่วนประกอบทางเคมีของอาหารได้แก่ ไขมัน น้ำตาล เส้นใย อาหารก็เป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญ อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า การบริโภคอาหารที่มีค่า Gl ต่ำจะเกิดผลดีต่อสุขภาพหลายประการ เช่น สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ควบคุมความอยากอาหารลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน แต่ทั้งนี้ต้องควบคุมปริมาณการบริโภคให้เหมาะสมด้วย แต่การบริโภคอาหารที่ยึด Gl ต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มอื่นๆ อาจมีผลต่อการขาดโภชนาการได้

แม้ว่าค่า Gl จะมีความสำคัญ และเป็นที่เชื่อถือของผู้ป่วยโรคเบาหวานแต่ค่า Gl จะมีประโยชน์มาก ถ้ามีการอ้างอิงเกี่ยวกับอัตราการย่อยและดูดซึม รวมทั้งการบ่งบอกถึง ปริมาณของคาร์โบไฮเดรทที่มีอยู่ในอาหารชนิดนั้นๆ และผลกระทบ ของคาร์โบไฮเดรทชนิดนั้นที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือด หรือแสดงเป็นค่า Gl รวมของอาหารชนิดต่างๆ นั้นจะช่วยในการตัดสินใจเลือกชนิดของอาหารหรือ การแยกชนิดของคาร์โบไฮเดรททำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เดียวกันกับในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้บริโภคทั่วไปในประเทศที่กำลังพัฒนาและ มีปัญหาโรคเบาหวาน/โรคอ้วน เริ่มให้ความสนใจต่อค่า Gl มากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารตื่นตัวและเริ่มมีการตรวจวัดค่า Gl เพื่อนำมาใช้แสดงบนฉลากอาหาร ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สามารถคัดสรรสินค้าที่ต้องการบริโภคได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

ปัจจัยที่มีผลต่อระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

อาหารประเภทแป้งหรือสตาร์ซที่มีค่า Gl ต่ำหรือสูงเกิดจากองค์ประกอบหรือปัจจัยบางอย่างที่มีอิทธิพลต่อ คุณสมบัติทางด้านไกลเซมิกของอาหารชนิดนั้น ดังแสดงใน Table 1

Table 1 Food Factors Influencing Glyemic response.

Amount of carbohydrate
Nature of the monosaccharide
Glucose
Fructose
Galactose
Nature of the starch
Amylose
Amylopectin
Starch-nutrient interaction
Resistance starch
Cooking / Food processing
Degree of starch gelatinization
Particle size
Food form
Cellular Structure
Other food components
Fat and protein
Dietary fiber
Antinutrients
Organic acid

นอกจากปัจจัยที่กล่าวแล้ว Glycemic response อาจเกิดได้มากหรือน้อยจากเหตุอื่นๆ เช่น สภาวะของกระเพาะอาหารสามารถในการตอบสนองของ อินซูลินระดับการเคี้ยวอาหารความเข้มข้นของเอนไซม์ใน กระเพาะอาหาร รวมทั้งการที่มีอาหารอื่นๆ อยู่ในระบบการย่อย

    มีรายงานว่าอาหารที่เป็น Non – glycermic carbohydrate เช่น พวก sugar alcohol, polyol, frutfooligo sacharide, oligofructose, galactooligosaccharide เป็นต้น จัดเป็นคาร์โบไฮเดรทที่ไม่สามารถย่อยได้หรือย่อยได้น้อยมากและ ไม่ใช่สารที่ให้พลังงานโดยตรงต่อระบบเมตาโบลิซึมของร่างกาย จึงไม่จัดว่าเป็นอาหารที่มี Glycemic response

การประเมินค่า Gl ของสารอาหาร

    ค่า Gl สามารถตรวจวัดได้จากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลใน เลือดหลังการกบริโภคอาหารชนิดนั้นๆ และเกิดการย่อยในช่วงเวลา 0 – 2 ชั่วโมง พบว่าการวิเคราะห์ค่าดังกล่าวในปัจจุบันมีทั้งการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยทดสอบในหลอดทดลอง การวิเคราะห์ทางคลินิกวิทยา ซึ่งเป็นการเจาะเลือด เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้บริโภค ทดสอบร่วมกับการวิเคราะห์ทางเคมี หรือการนำค่า Gl ของอาหารแต่ละส่วนมาใช้คำนวณ และนำค่าที่คำนวณได้มาใช้เป็นค่า Gl สำหรับอาหารผสมสำเร็จรูปนั้นมีรายงานว่า นอกเหนือจากทางคลินิกวิทยาแล้ว วิธีต่างๆที่นำมาใช้อาจทำให้ค่าที่ได้ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไม่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามการทดลองทางคลินิกวิทยาซึ่งต้องใช้คนเป็นผู้ทดสอบ นั้นจำเป็นต้องมีการคัดเลือกคุณสมบัติของผู้เข้าทดสอบอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการเตรียมตัวก่อน การทดสอบนอกจากนี้วิธีการ และตำแหน่งในการเจาะเลือดทดสอบ รวมทั้งการเตรียมสารมาตรฐานและอาหารตัวอย่างจะต้อง มีระเบียบแบบแผนที่จะป้องกันความคาดเคลื่อนของผลการทดสอบที่อาจเกิดขึ้นได้

    ตัวอย่างการประเมินค่า Gl ของอาหารที่มีส่วนประกอบของขนมปัง ธัญชาติ ซูโครส นม และน้ำส้มคั้น แสดงใน Table 2

Table 2. Calcutation of the glycemic index of the meals.

Food

Grams Gl carbohydrate

Proportion of total glycemice carbohydrate

Food Gl

Glycemic Index*

Bread

25

0.342

100

34.2

Cereal

25

0.342

72

24.6

Milk

6

0.082

39

3.2

Sucrose

5

0.068

87

5.9

Orange Juice

12

0.164

74

12.1

Total

73

80.0

    * Values for each food equal the proportion of total glyceimic carbohydrate multiplied by the food Gl. The sum of these values is the meal Gl

    วิธีการคำนวณดังแสดง ในตาราง พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างค่า Gl ของอาหารและองค์ประกอบ ทางโภชนาการ โดยรวมในอาหารมื้อนั้นๆ เนื่องจากระดับน้ำตาลกลูโคส ในกระแสเลือดจะได้รับผลจากสัดส่วนของปริมาณคาร์โบไฮเดรทที่มีอยู่ ซึ่งการนำค่า Gl ไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัตินั้น จะต้องมีการนำข้อมูลด้าน อื่นของอาหารนั้นๆ มาพิจารณาด้วย เช่น องค์ประกอบของอาหารเพราะ บางครั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีค่า Gl ต่ำ อาจจะไม่ใช่ อาหารที่ดีที่เลือกรับประทาน เพราะเป็นอาหาร ที่มีไขมันสูงในขณะที่อาหารที่มีค่า Gl สูงเสมอไป

    แม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคที่รักษา ไม่หายแต่ก็สามารถควบคุมได้ ถ้ารู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่ส่งผลดีกับร่างกายนั้น มีประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษาและยังเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดค่าดัชนี Gl ของอาหาร จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานสามารถนำไปใช้เป็น เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจเลือกชนิดของอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยหยุดยั้งความรุนแรงของโรคได้ และจากสภาวการณ์ของประเทศไทย ที่ประชากรมีแนวโน้มของการป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากการรับประทานอาหาร ที่คุณค่าทางโภชนาการไม่สมดุล จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักอุตสาหกรรมอาหารที่จะ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ตระหนักถึงสุขภาพโดยอาจเริ่มจากอาหาร ในประเทศซึ่งวางจำหน่ายและแสดงคุณค่าทางโภชนาการอยู่แล้ว ในอนาคตอาจต้องระบุค่า Gl ไว้ด้วย เพื่อให้กลุ่มผู้บริโภค เป้าหมายได้เลือกซื้ออาหารได้อย่างสะดวกสบายและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ที่มา : วารสารอาหาร ปีที่ 36 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2549 หน้าที่ 183-187

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่