ผักผลไม้ภายหลังการเก็บเกี่ยว แม้ไม่ได้รับการปฏิบัติแต่อย่างใดก็พร้อมที่จะนำไปจำหน่ายได้ โดยเฉพาะตลาดในท้องถิ่นหรือแหล่งผลิต ทั้งนี้เพราะผลิตผลยังมีความสดคุณภาพดี แต่สำหรับตลาดที่ห่างไกลแหล่งผลิตออกไป เช่น ตลาดในเมืองต่างๆ นอกจากต้องใช้เวลาในการขนส่งนานแล้ว ผู้บริโภคต่างมีกำลังซื้อสูงและต่างต้องการผลิตผลที่มีคุณภาพสูงและมีราคาเหมาะสมเท่านั้น ผลิตผลสำหรับตลาดเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องภายหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีคุณภาพดีเยี่ยม และในขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้ต้นทุนของผลิตผลนั้นสูงเกินไป การเตรียมผลิตผลให้พร้อมสำหรับการวางจำหน่ายประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ หลายขั้นตอน ตั้งแต่การรับผลิตผล การทำความสะอาด การคัดเลือก การป้องกันกำจัดโรคและแมลง การเคลือบผิว การบรรจุหีบห่อ การทำให้เย็น ตลอดจนการเก็บรักษาและการขนส่ง ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้แตกต่างกันไปตามความต้องการของผลิตผลแต่ละชนิดและความต้องการของตลาดต่างๆ เช่น หน่อไม้ไผ่ตงที่วางขายริมถนนในจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายกไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างไรหลังการเก็บเกี่ยว ในขณะที่หน่อไม้ฝรั่งสำหรับการส่งออกในเขตจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ต้องผ่านขั้นตอนการล้างทำความสะอาด ตัดแต่ง คัดคุณภาพ คัดความยาว คัดเส้นผ่านศูนย์กลาง มัดเป็นกำ ขนส่งๆไปยังโรงคัดบรรจุของผู้ส่งออก ตัดแต่งคัดเลือกล้างทำความสะอาดอีกครั้ง ชั่งน้ำหนัก บรรจุกล่อง ทำให้เย็นก่อนที่จะส่งขายไปต่างประเทศ ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปดังนี้

     ผลิตผลมักถูกเก็บเกี่ยวลงในภาชนะขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเป็นถุง เข่ง หรือ ลังไม้ ภายในแปลงปลูก แล้วลำเลียงไปยังโรงคัดบรรจุ การศึกษาในต่างประเทศพบว่า ภาชนะสำหรับการลำเลียงผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวควรมีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้ผลิตผลได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยกว่าภาชนะขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ทั้งนี้หากการใช้ภาชนะขนาดเล็กได้รับการเอาใจใส่ปฏิบัติอย่างประณีต และค่าแรงไม่สูงไปแล้วก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน

      ผลิตผลในภาชนะที่ลำเลียงมาจากแปลงปลูกจะต้องถูกถ่ายเทออกเพื่อการเตรียมผลิตผลสำหรับจำหน่าย เพราะมีทั้งผลิตผลที่มีคุณภาพดีและไม่ดีปะปนกัน มีทั้งผลขนาดใหญ่และเล็กคละกัน รวมทั้งมีวัสดุแปลกปลอมติดมาด้วย เช่น ดิน แมลง ตลอดจนกิ่ง ก้าน และใบไม้ ขั้นตอนการถ่ายเทผลิตผลออกจากภาชนะครั้งแรกนี้ต้องปฏิบัติด้วยความประณีต เพราะเป็นระยะที่ผลยังมีความสดเต่งตึงมาก จึงบอบช้ำเสียหายง่าย หากผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาจำเป็นต้องได้รับการตกแต่ง การถ่ายเทผลิตผลอาจใช้การหยิบออกจากภาชนะทีละผลหรือชิ้นและจะเสียเวลามาก ในการปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ส่วนใหญ่ใช้วิธีการเทกองบนพื้น ซึ่งอาจเป็นโต๊ะหรือสายพานก็ได้ การเทกองนี้มีหลักสำคัญคือให้ผลิตผลเคลื่อนที่น้อยที่สุด เพื่อให้ผลิตผลได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ภาชนะบรรจุจากแหล่งผลิตจึงควรมีฝาปิดพอดีกับระดับผลิตผลในภาชนะ เมื่อจะทำการเทกองก็จับภาชนะคว่ำอย่างรวดเร็วแล้วเปิดฝาให้ผลิตผลไหลออกพร้อมๆ กัน ผลิตผลจะเคลื่อนที่น้อยและบอบช้ำน้อย หากเทผลิตผลหล่นโดยตรงผลิตผลจะหล่นสู่พื้นและกระแทกกันเองเสียหายได้มากกว่า นอกจากนั้นการใช้สายพานลำเลียงผลิตผลออกไปขณะทำการเทกองก็ช่วยลดการกระทบกระเทือนของผลิตผลที่ไหลออกมาก่อนได้ดี โต๊ะหรือพื้นที่ทำการเทกองผลิตผลควรได้รับการบุด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่มและปราศจากบริเวณที่เป็นมุมแหลมหรือคม เพื่อลดปัญหาการเสียหายระหว่างการรองรับผลิตผล

     สำหรับผลิตผลที่บอบบางและชอกช้ำเสียหายง่าย ควรหลีกเลี่ยงการเทกองลงบนพื้นแต่ใช้วิธีเทลงในน้ำแทน วิธีนี้ลดปัญหาชอกช้ำได้ดี น้ำควรจัดให้ไหลเวียรเพื่อพาเอาผลิตผลที่ถูกเทออกมาก่อนออกไปและไม่ถูกกระทบจากผลิตผลที่ถูกเทออกมาทีหลัง และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้นควรแช่ภาชนะบรรจุผลิตผลจากแปลงปลูกลงในน้ำให้ผลิตผลลอยขึ้นมาเอง ถ้าเป็นผลิตผลที่จมน้ำก็ใช้วิธีแช่ทั้งภาชนะในน้ำก่อนที่จะภาชนะคว่ำลง ในต่างประเทศนิยมใช้การถ่ายเทลงในน้ำได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องโรคตามมามาก ก็จำเป็นต้องใช้การถ่ายกองลงบนพื้นโต๊ะหรือสายพาน

     ผลิตผลหลายอย่างเมื่อทำการเก็บเกี่ยวมีส่วนที่ไม่ต้องการติดมาด้วย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น กล้วย มะม่วง เงาะ ลิ้นจี้ ลำไย ผักบุ้ง ผักชี กะหล่ำปลี และต้นหอม

    มะม่วงมักเก็บเกี่ยวให้มีขั่วผลติดมาด้วย เพราะถ้าเก็บเกี่ยวเฉพาะผลออกจากต้น ยางจะไหลออกจากขั้ว ทำให้เปรอะเปื้อนทั้งตัวผู้เก็บเกี่ยวและผิวผล ทำให้ดูไม่สวยงาม เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วต้องปลิดเอาขั้วออก พร้อมกับคว่ำผลมะม่วงลงบนวัสดุบางอย่าง เช่น กระดาษหรือกระสอบให้ยางไหลออกไปจนหมด มะม่วงในประเทศออสเตรเลียหลายพันธุ์มียางที่เป็นพิษทำให้เกิดรอยแผลบนผิวผลได้ จึงต้องเก็บเกี่ยวให้มีก้านและปลิดก้านออกทีหลังในน้ำเพื่อมิให้ยางไปทำลายผิวมะม่วง

    ลำไย ลิ้นจี้ และเงาะ ออกผลเป็นช่อ การเก็บเกี่ยวต้องเก็บเกี่ยวทั้งช่อเพื่อสะดวกรวดเร็ว ในอดีตการบรรจุ การขนส่ง และการวางขายมีก้านหรือช่อติดไปด้วย ในปัจจุบันการปฏิบัติดังกล่าวค่อยๆ หมดไป เพราะในแต่ละช่อมีทั้งผลที่มีขนาดและคุณภาพต่างกัน ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค กล้วยทั้งเครือมีขนาดใหญ่เกินกว่าผู้บริโภคจะนำกลับไปรับประทานได้หมด ก็จำเป็นต้องถูกตัดแบ่งให้เป็นหวี นอกจากนั้นการขนส่งทั้งเครือยังทำได้ยาก กล้วยเสียหายบอบช้ำได้ง่าย การแบ่งหวีกล้วยต้องระมัดระวังไม่ให้ยางไหลเปรอะเปื้อน และระวังมิให้ผลกล้วยถูกคมมีด มีดสำหรับตัดแต่งหวีกล้วยจึงมีลักษณะพิเศษเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ในต่างประเทศภายหลังการตัดแบ่งหวี กล้วยจะถูกจุ่มลงในน้ำทันทีเพื่อป้องกันมิให้ยางไหลเปื้อนทำให้ผิวไม่สวยงาม

    ผักทานใบหลายชนิดเมื่อเก็บเกี่ยวมีใบที่รับประทานไม่ได้ หรือไม่นิยมรับประทานติดไปด้วย ต้องตัดออกก่อนการบรรจุ แต่บางกรณีอาจเหลือไว้เพื่อเป็นสิ่งห่อหุ้มใบที่อยู่ด้านในมิให้เสียหายระหว่างการขนส่ง เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว และผักกาดหอมห่อ กะหล่ำดอกก็เช่นเดียวกัน ในการขนส่งจะต้องมีใบติดมาบ้างเพื่อป้องกันตัวดอกจากการกระทบกระเทือนเมื่อจะวางจำหน่ายจึงตัดเอาใบเหล่านี้ออกให้ผู้บริโภคมองเห็นดอกที่สวยงาม

    ผักบุ้งและผักชี รากที่ติดมากับต้นอาจทำการตัดแต่งออกบ้างแต่ยังต้องรักษาเอาไว้บางส่วน เพราะผักบุ้งเหี่ยวได้ง่าย ส่วนของรากจะช่วยดูดน้ำขึ้นไปเลี้ยงส่วนของต้นและใบได้อย่างรวดเร็วเมื่อนำไปแช่น้ำ สำหรับรากผักชี ผู้บริโภคใช้ประโยชน์ในการปรุงอาหารได้จึงจำเป็นต้องรักษาไว้

    ข้าวโพดฝักอ่อน เป็นผักที่มีการตัดแต่งมากที่สุด เมื่อเทียบกับผลิตผลชนิดอื่นๆ เพราะต้องกรีดเอาเปลือกและไหมออกคิดเป็นน้ำหนักมากกว่า 80 % ของข้าวโพดฝักอ่อนทั้งเปลือก ( ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 13.2.6) ปัจจุบันได้มีการพัฒนาต้นแบบเครื่องมือสำหรับปอกเปลือกข้าวโพดฝักอ่อนแล้ว โดยภาควิชาวิศวกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังแสดงในภาพที่ 10.1 การปอกเปลือกลอกไหมข้าวโพดฝักอ่อนนี้ต้องเก็บเอาไหมออกให้หมด เพราะไหมที่หลงเหลืออยู่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ทำให้ดูไม่สวยงาม การใช้ลมแรงๆ เป่าสามารถช่วยกำจัดไหมชิ้นเล็กๆ นี้ออกไปได้ดี

    หอมและกระเทียมเมื่อเก็บเกี่ยวมีรากและต้นที่แห้งแล้วติดมาด้วย ส่วนของรากต้องถูกตัดออกเพื่อความสวยงาม แต่ส่วนของต้นอาจตัดออกและขนส่งเฉพาะส่วนหัว หรืออาจเก็บไว้เพื่อมัดเป็นกำเพื่อความสะดวกในการขนส่งหรือวางขายโดยไม่ต้องมีภาชนะบรรจุ รวมทั้งเพื่อใช้ในการแขวนตากให้แห้งในกรณีที่หอมหรือกระเทียมยังไม่แห้งดีพอ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเข้าทำลาย

    การทำความสะอาดผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว เป็นการปรับปรุงคุณภาพที่มองเห็นให้ดีขึ้น และเตรียมผลิตผลให้พร้อมสำหรับขั้นตอนต่อๆไป เป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่ง เพราะสิ่งต่างๆ เช่น ดิน ฝุ่น เชื้อโรค แมลง สารเคมี อาจติดมากับผลิตผลเป็นจำนวนมากและส่งผลให้ผลิตผลเสื่อมคุณภาพลงได้รวดเร็ว แม้กระทั่งเป็นพิษต่อผู้บริโภคด้วย ในโรงคัดบรรจุสมัยใหม่ ขั้นตอนการทำความผลิตผลนี้ เป็นขั้นตอนแยกต่างหากจากขั้นตอนอื่นๆ มักอยู่ภายนอกอาคารเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก โดยเฉพาะสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็กซึ่งอาจปลิวไปปนเปื้อนผลิตผลที่ทำความสะอาดแล้ว การทำความสะอาดส่วนใหญ่มักใช้น้ำเป็นตัวกลาง เพราะน้ำช่วยละลายและพัดพาสิ่งสกปรกออกจากผลิตผล ในบางกรณีที่สิ่งสกปรกละลายน้ำได้น้อยและติดแน่นอยู่บนตัวผลิตผล ต้องใช้น้ำยาซักฟอกผสมไปกับน้ำด้วย

     นอกจากนั้นน้ำที่ใช้ในการทำความสะอาด ต้องเป็นน้ำที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคที่อาจเข้าทำลายผลิตผลได้ จึงควรใช้คลอรีนผสมลงในน้ำและรักษาให้มีความเข้มข้น 50 - 200 ppm อยู่เสมอ แปรงที่ใช้ในการขัดทำความสะอาดต้องไม่แข็งมากเกินไปจนทำให้ผิวของผลิตผลเกิดเป็นบาดแผล ส่วนใหญ่มักใช้ขนหางม้าเป็นวัสดุในการทำแปรงทำความสะอาดผักและผลไม้ แต่วัสดุอื่นๆ เช่น พลาสติก แม้กระทั่งลวดทองเหลืองก็ใช้ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตผล ในกรณีของโรงคัดบรรจุขนาดเล็ก ผลิตผลมีปริมาณน้อย การล้างทำความสะอาดสามารถทำได้ด้วยมือ เช่น โรงคัดบรรจุของโครงการหลวงเกษตรที่สูง แต่ถ้าผลิตผลมีจำนวนมากจำเป็นต้องใช้เครื่องกลเข้าช่วย ในต่างประเทศ ผลิตผลจะถูกเทลงในรางน้ำที่มีน้ำยาซักล้างผสมอยู่ น้ำจะไหลเวียนอยู่ตลอดเวลาและพาเอาผลิตผลให้ไหลผ่านลูกกลิ้งซึ่งมีขนแปรงติดอยู่เพื่อขัดทำความสะอาด ถ้าผลิตผลมีความสกปรกไม่มากนัก ผลิตผลอาจถูกลำเลียงบนสายพาน ผ่านการฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำยาซักล้างก่อนผ่านไปยังลูกกลิ้งที่มีขนแปรง ภายหลังการขัดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ผลิตผลจะต้องถูกฉีดล้างด้วยน้ำสะอาดอีกเป็นครั้งสุดท้าย จึงส่งผ่านไปทำให้แห้งโดยการซับน้ำออกด้วยฟองน้ำ และ / หรือเป่าด้วยลมซึ่งอาจเป็นลมเย็นหรือร้อนก็ได้ ขั้นตอนการทำความสะอาดนี้จะทำให้ไข ตลอดจนโครงสร้างอื่นๆ เช่น เลนติเซล (lenticel) ที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวของผลิตผลหลุดหายไป ส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้ำเกิดขึ้นมากกว่าปกติ จำเป็นต้องมีการเคลือบผิวทดแทนส่วนที่หายไปในภายหลัง แต่ในบางกรณี เช่น ในผลท้อบางพันธุ์ การที่ขนบนผิวท้อหลุดออกไปนับเป็นข้อดีเพราะทำให้คุณภาพในการบริโภคดีขึ้น ในประเทศไทย ละมุดเป็นผลไม้ที่ผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น ทั้งนี้เพราะเมื่อเก็บเกี่ยวจะมียางสีขาวไหลออกจากขั้นผลทำให้ผิวเปรอะเปื้อน นอกจากนั้นบนผิวละมุดยังมี " ขี้ไคล " หรือเนื้อเยื่อ cork เป็นขุยติดอยู่ด้วย จำเป็นต้องขัดออกก่อนส่งไปจำหน่าย ชาวสวนละมุดทำการล้างขัดเอายางและขี้ไคลออกโดยบรรจุลงในภาชนะรูปทรงกระบอกแล้วหมุนภาชนะนี้ในน้ำให้ละมุดกลิ้งไปมาและขัดสีกับผนัง ทำให้ยางและขี้ไคลหลุดออกไปหมด วิธีนี้ทำให้ละมุดช้ำเสียหายและมีตำหนิพอสมควร

    ผลิตผลบางอย่างไม่อาจทำให้สะอาดด้วยการล้างน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการเน่าเสียมากขึ้น เช่น หอมและกระเทียม จำเป็นต้องใช้มีด แปรง และลม กำจัดเอาเศษรากและดินออกไปในมังคุด และทุเรียน แมลงที่อยู่ใต้กลีบมังคุดและบนผิวทุเรียน เช่น เพลี้ยแป้ง สามารถกำจัดออกได้ด้วยการใช้ลมเป่าออก ซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควร สำหรับเลนติเซลบนผิวมังคุดที่เกิดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟตั้งแต่มังคุดมีผิวเกลี้ยงและมองเห็นสี หากเคลือบผิวด้วยไขจะเป็นมันเงาแต่ยังเห็นริ้วรอยอยู่บ้าง

     ผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้วมีมากมายหลายลักษณะ ทั้งที่อ่อนและที่บริบูรณ์แล้ว ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งที่มีตำหนิและปราศจากตำหนิ หากขายคละกันไปราคาที่ได้จะไม่ดีเท่ากับผลิตผลที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว เพราะผู้ซื้อถูกดึงดูดใจจากตัวสินค้ามากกว่า วัตถุประสงค์ของการคัดเลือกผลิตผลจึงอยู่ที่การเพิ่มคุณภาพของผลิตผลต่อสายตาของผู้บริโภคและเพิ่มผลตอบแทน ในประเทศไทยในปัจจุบันการคัดเลือกมักทำรวมๆ กันทั้งการคัดเลือกขนาดและคุณภาพ ตัวอย่าง เช่น ผลมังคุด เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วชาวสวนจะทำการคัดมังคุดออกเป็นหลายกลุ่มพร้อมๆ กัน เช่น ผลใหญ่หรือเล็ก ผลผิวมัน ผิวลายหรือผิวมีตำหนิ ผลยังมีสีเขียว ผลแดง หรือผลดำ การคัดเลือกพร้อมๆ กันหลายลักษณะนี้ ผู้ทีชำนาญงานสามารถทำได้ดีทีเดียว ในประเทศที่พัฒนาแล้วมักไม่ปฏิบัติเช่นนี้ในปัจจุบัน เพราะเมื่อแรงงานทีเหลืออยู่มักมีคุณภาพต่ำไม่สามารถทำงานที่ซับซ้อนและมักทำงานอยู่ไม่นาน การใช้แรงงานในปัจจุบันจึงเน้นให้พนักงานทำงานเฉพาะลักษณะคุณภาพ เช่น เลือกสี หรือเลือกขนาด หรือเลือกตำหนิ โดยเฉพาะลักษณะที่เครื่องกลไม่สามารถทำแทนได้ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาในต่างประเทศ หากเป็นลักษณะคุณภาพที่มองเห็นด้วยสายตา การคัดเลือกด้วยคนบยังคงทำงานได้ดีกว่าหรือไม่แพ้เครื่องมือกล

    การคัดขนาดทำได้ด้วยการใช้สายตา ผู้ชำนาญการสามารถทำได้ดีกว่าเครื่องคัดขนาด เพราะการคัดขนาดเป็นเพียงการสร้างภาพของผลิตผลให้ผู้บริโภคมองเห็นว่ามีขนาดเท่าๆกัน ผู้บริโภคเองก็ตัดสินคุณภาพของผลิตผลด้วยสายตาเช่นกัน การใช้คนสามารถพิจารณาทั้งความกว้างความยาวความสูง และเฉลี่ยรวมแบ่งเป็นขนาดต่างๆ จึงสามารถทำได้ดีกว่าเครื่องมือกล แต่คนทำงานได้ช้าและมีความผันผวนเกิดขึ้นได้เมื่อเกิดอาการเหนื่อยล้าหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง การใช้เครื่องมือกลจึงเข้ามาแทนที่มากขึ้นตามลำดับ การวัดความถูกต้องของการคัดขนาด ทำได้โดยการคำนวณว่าภายหลังการคัดขนาดแล้วมีผลิตผลที่ไม่ได้ขนาดไปปนอยู่ในชั้นขนาดต่างๆ เป็นจำนวนเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วทั้งการคัดด้วยคนและเครื่องมือกลจะทำได้ดีกว่า 90 % หรือมีความผิดพลาดน้อยกว่า 10 %

    คำถามประการแรกของการคัดขนาดก็คือ จะคัดแบ่งออกเป็นกี่ขนาดและจะใช้อะไรเป็น เกณฑ์ในการคัดขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ความยาวเส้นรอบวง หรือน้ำหนัก แต่ละขนาดควรมีช่วงกว ้างเท่าใด อย่าลืมว่าการคัดขนาดเป็นการสร้างภาพผลิตผลให้ดูว่ามีขนาดเท่าๆกันเท่านั้น ดังนั้นจำนวนขนาดและช่วงกว้างของแต่ละขนาดจึงไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับการกระจายตัวตามขนาดของผลิตผลด้วย โดยทั่วไปขนาดของผลิตผลจะมีไม่เกิน 12 ขนาด เพราะถ้าแยกย่อยมากกว่านั้นจะเกินความสามารถของสายตาคนที่จะแยกแยะความแตกต่างได้ ผลิตผลส่วนที่มีขนาดเล็กมากและใหญ่มากมักมีจำนวนน้อย จึงมักถูกคัดออกหรือขายแบบคละเพราะไม่คุ้มกับการแยกเป็นขนาด

    ตารางที่ 1 เป็นตัวอย่างการจัดแบ่งขนาดของผลไม้บางชนิดในประเทศไทย การแบ่งชั้นขนาดของผลิตผลเหล่านี้มักถูกจัดให้ไปรวมกับการแบ่งชั้นคุณภาพของผลิตผล
คลิกที่นี่

    นอกจากการคัดขนาดจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ข้างต้นแล้วยังต้องคำนึงถึงการบรรจุภาชนะอีกด้วย ทั้งนี้เพราะภาชนะบรรจุผลิตผลแต่ละชนิดมักมีขนาดเดียว ไม่ว่าจะใช้บรรจุผลิตผลชนิดนั้นๆ กี่ขนาดก็ตาม การบรรจุลงภาชนะต้องทำให้ความแปรปรวนของน้ำหนักผลิตผลรวมในแต่ละภาชนะบรรจุมีน้อยที่สุด เพราะการค้าขายผลิตผลระหว่างประเทศ ค้าขายโดยน้ำหนักและจำนวนภาชนะบรรจุ โดยเหมาว่าทุกภาชนะบรรจุมีน้ำหนักผลิตผลเท่ากันไม่ว่าผลิตผลจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ น้ำหนักผลิตผลจะต่ำกว่าน้ำหนักมาตรฐานไม่ได้แต่เกินได้ ดังนั้นการบรรจุผลิตผลลงภาชนะแต่ละภาชนะแต่ละขนาดแล้ว น้ำหนักสุทธิแปรปรวนมาก ผู้ขายมีรายได้กำไรน้อย เพราะขายได้ตามน้ำหนักมาตรฐานเท่านั้น ส่วนที่เกินเป็นประโยชน์ของผู้ซื้อในขณะที่ผู้ซื้อสามารถแบ่งขายปลีกได้ตามน้ำหนักที่ถูกต้อง

    อุปกรณ์การคัดขนาด เป้าหมายของการใช้อุปกรณ์การคัดขนาดได้แก่ การที่ผลิตผลออกตามขนาด ให้ได้รวดเร็วและถูกต้อง เครื่องคัดขนาดที่ดีควรปรับการคัดได้ตามสภาพลักษณะของผลิตผลแต่ละแหล่งปลูกหรือฤดูกาลผลิต เพราะผลิตผลแต่ละชุดมีการกระจายของขนาดไม่เท่ากัน บางปีมีแต่ผลผลิตขนาดใหญ่เป็นส่วนมาก บางปีมีแต่ขนาดเล็ก และบางปีมีคละกันไป ส่วนใหญ่การคัดขนาดนิยมคัดตามขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาวหรือ 2 อย่างรวมกัน เพราะทำได้ง่ายแต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ รูปร่างของผลิตผลมักไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิต ทำให้เกิดความผิดพลาดในการคัดได้ง่าย ยกเว้นผลิตผลที่มีรูปร่างทรงกลม เช่นการคัดขนาดตามน้ำหนักจะได้ผลดีกว่าในผลิตผลที่มีรูปทรงแปลกๆ

    อุปกรณ์การคัดขนาด ที่มีใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิดแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้

  1. อุปกรณ์แบบใช้มือ เป็นอุปกรณ์ช่วยในการคัดขนาดด้วยสายตาคนงานมักใช้ความชำนาญในการคัดแยกผลิตผลออกตามขนาด เมื่อเกิดความไม่แน่ใจจึงมีอุปกรณ์ตรวจสอบ เช่น วงแหวนขนาดต่างๆ แผ่นไม้หรือโลหะที่มีรูขนาดต่างๆ และเวอร์เนียสำหรับวัดขนาด

  2. โต๊ะคัดขนาด (sizing table) เป็นโต๊ะที่จัดสร้างให้มีความลาดเอียง เพื่อให้ผลิตผลเคลื่อนที่ผ่านส่วนที่ทำการแยกขนาดแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

    ก . แบบแผงอยู่กับที่ (Fixed board) เป็นโต๊ะที่มีแผ่นไม้หรือวัตถุ 2 แผ่น จัดวางเกือบขนานกันให้ช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ทั้ง 2 ค่อยๆ ห่างออกจากกัน และสามารถปรับระยะห่างนี้ได้ตามต้องการ เมื่อทำการคัดขนาด ผลิตผลถูกปล่อยให้กลิ้งไประหว่างแผ่นไม้ทั้ง 2 ผลิตผลที่มีขนาดเล็กจะหลุดลอดแผ่นไม้ทั้ง 2 ก่อน ผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะหลุดลอดต่อๆกันไปตามลำดับขนาด โต๊ะคัดแบบนี้ทำงานได้ช้าเพราะผลิตผลผ่านการค ัด ไปครั้งละ 1 ผล ความถูกต้องดีพอสมควรและขึ้นกับว่าจะคัดแยกออกเป็นกี่ขนาด ถ้าคัดเป็นหลายขนาด แผ่นไม้ต้องค่อยๆ ห่างออกจากกันทีละน้อย ความถูกต้องในการคัดมีมากกว่าการคัดแยกน้อยขนาดซึ่งแผ่นไม้จะห่างออกจากกันทีละมากๆ

    ข . แบบแผนมีรู (perforated board) โต๊ะคัดแบบนี้มีใช้ในการคัดขนาดผลส้มในประเทศไทยในอดีต โต๊ะมีพื้นลาดเอียง พื้นโต๊ะเป็นแผ่นไม้หรือโลหะซึ่งเจาะรูกลมขนาดต่างๆ กัน ด้านที่อยู่สูงรูมีขนาดเล็ก ด้านต่ำลงมามีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ การคัดใช้วิธีให้ผลส้มจากด้านบนให้ผลส้มกลิ้งลงมา ผลที่มีขนาดเล็กลอดผ่านรูขนาดเล็กลงไปก่อน การคัดยังต้องใช้มือช่วยผลักกลิ้งจากด้านบนไปสู่ด้านล่างด้วย เพราะส้มผลใหญ่มักไปค้างอยู่ตามรูด้านบน โ ต๊ะคัดแบบนี้ทำงานได้เร็วขึ้นเพราะสามารถขยายความกว้างของโต๊ะได้ ความถูกต้องของการคัดดีพอสมควร แต่ปรับขนาดการคัดได้ยากกว่าแบบแรก

  3. เครื่องคัดขนาด (sizing machine) เครื่องคัดขนาดส่วนใหญ่คัดแยกผลิตผลตามขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง บางอย่างอาจคัดตามความยาวหรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน เป็นเครื่องมือที่พัฒนามาจากโต๊ะคัดขนาด 2 แบบข้างต้นและใช้หลักการเดียวกันเช่น
  4. ก.  เครื่องคัดขนาดแบบสายพานทึบ (belt sizer) การทำงานคล้ายโต๊ะคัดขนาดแบบแรก แต่แทนที่จะเป็นแผงไม้อยู่กับที่ก็คัดแปลงเป็นสายพาน เสีย ด้านหนึ่ง (Greefa-type sizer) หรือทั้ง 2 ด้าน หรือด้านหนึ่งเป็นสายพานและอีกด้านเป็นลูกกลิ้ง (belt and roller sizer) แบบที่เป็นลูกกลิ้งจะมีประสิทธิภาพในการคัดดีกว่า เพราะลูกกลิ้งจะทำให้ผลิตผลหมุนไปด้วยตลอดเวลา ทำให้ทั้งด้านกว้างและด้านยาวของผลิตผลมีโอกาสผ่านการคัดด้วยช่องว่างระหว่างสายพานกับลูกกลิ้งมากกว่าแบบอื่น เครื่องคัดแบบถูกดัดแปลงให้เป็นโต๊ะกลมเพื่อประหยัดพื้นที่และเคลื่อนย้ายไปมาได้สะดวก เครื่องวัดประเภทนี้ยังคงทำงานได้ไม่เร็วนักเพราะการคัดยังคงเป็นการการคัดทีละผล

    ข.  แบบสายพานเจาะรู (Perforated conveger sizer) เป็นเครื่องคัดขนาดซึ่งดัดแปลงจากโต๊ะคัดขนาดแบบที่ 2 ผลิตผลถูกส่งผ่านไปบนสายพานที่มีรู สายพานมีความยาวไม่มากนัก การใช้งานต้องใช้สายพานหลายๆ ชุดต่อเนื่องกัน แต่ละชุดมีขนาดของรูไม่เท่ากัน การคัดเริ่มจากขนาดเล็กก่อน ตัวสายพานอาจเป็นผ้าใบ แผ่นยาง พลาสติก หรือโลหะ เช่น โซ่ตาข่าย ที่มีตาห่างระยะต่างๆ กันก็ได้ เครื่องคัดส้มในประเทศไทยในปัจจุบันก็จัดอยู่ในประเภท แต่แทนที่จะใช้สายพานกลับใช้ลูกกลิ้งทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่เจาะรูไว้ขนาดต่างๆ กัน สามารถคัดผลส้มได้ 1.5 ตันต่อชั่วโมง และอาจทำได้เร็วขึ้นโดยการขยายความกว้างของลูกกลิ้ง

    ค.  แบบลูกกลิ้งเคลื่อนที่ (diverging roller sizer) เครื่องคัดขนาดแบบนี้ผลิตผลถูกปล่อยให้กลิ้งไปบนลูกกลี้งที่มีรูปร่างเหมือนแกนกลางของหลอดด้าย ลูกกลิ้งหมุนอยู่ตลอดเวลาและเคลื่อนที่ไปด้วย เมื่อลูกกลิ้งเคลื่อนที่ไปแต่ละแถวของลูกกลิ้งจะแยกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลผลิตขนาดเล็กหลุดลอดลงไปก่อน วิธีนี้สามารถคัดขนาดผลผลิตได้รวดเร็วและถูกต้อง เพราะขยายความกว้างของแผงลูกกลิ้งได้ นอกจากนั้นผลิตผลยังพลิกตัวอยู่ตลอดเวลา และมีจุดสัมผัสกับลูกกลิ้งถึง 4 จุด มากกว่าเครื่องแบบอื่นๆ ที่มีเพียง 2 จุด

    ง.  เครื่องคัดขนาดโดยน้ำหนัก (weight sizer) ผลิตผลหลายอย่างมีรูปร่างต่างไปมากจากรูปทรงกลม หรือกึ่งทรงกลม เช่น หัวแครอท ผลมะม่วง ฯลฯ การคัดขนาดโดยอาศัยเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาวผิดพลาดได้ง่าย การใช้น้ำหนักของผลิตผลเหล่านี้ทำได้ถูกต้องมากกว่า แต่เครื่องมือมีราคาแพง และการที่จะชั่งน้ำหนักให้ถูกต้องมักทำได้ช้าเมื่อเทียบกับการคัดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหรือความยาว เครื่องคัดขนาดโดยน้ำหนักแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

    1. แบบเครื่องชั่งสปริง (spring loaded cup) เครื่องคัดขนาดแบบนี้ผลิตผลจะถูกลำเลียงไปบนถ้วยและเคลื่อนที่ผ่านอุปกรณ์ที่สามารถดันพลิกถ้วยให้ผลิตผลหล่นลงข้างล่างได้ อุปกรณ์ดันพลิกถ้วยนี้เรียงกันอยู่เป็นแถว แต่ละอันเชื่อมโยงกับสปริงหรือตุ้มน้ำหนักที่มีขนาดต่างกัน และจะทำงานก็ต่อเมื่อผลิตผลมีน้ำหนักมากเกินกว่าตัวสปริงหรือตุ้มน้ำหนักจะรับได้
    2. แบบเครื่องชั่งด้วยไฟฟ้า เครื่องคัดขนาดแบบนี้ผลิตผลทุกชิ้นจะถูกชั่งน้ำหนักด้วยเครี่องชั่งไฟฟ้า ซึ่งจะส่งข้อมูลน้ำหนักผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อรับข้อมูลมาแล้วคอมพิวเตอร์ทำการคำนวณและส่งการให้อุปกรณ์ผลักดัน หรือเป่าผลิตผลด้วยลมให้ไหลไปอยู่รวมกันในขนาดต่างๆ

    จ. เครื่องคัดขนาดโดยใช้ภาพเงา เครื่องคัดขนาดแบบนี้เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของการคัดขนาด โดยอาศัยความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ เมื่อรับข้อมูลมาแล้วคอมพิวเตอร์ทำการคำนวณและส่งการให้อุปกรณ์ผลักดัน หรือเป่าผลิตผลด้วยให้ไหลไปอยู่รวมกันในขนาดต่างๆ

     การคัดคุณภาพ ตามความหมายหมายถึง การคัดผลิตผลออกตามคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือก (sorting) การคัดคุณภาพจะต้องมีเกณฑ์สำหรับการคัด อาจมีการคัดในหลายๆ ลักษณะประกอบกัน เช่น การคัดคุณภาพตามสี ตามความบริบูรณ์ ตามตำหนิที่ปรากฎ บางครั้งการคัดขนาดก็ถูกใช้เป็นการคัดคุณภาพไปในตัวด้วย การคัดคุณภาพแต่ละลักษณะจะต้องมีมาตรฐานระดับนี้มักไม่สูงมากนักและค่อนข้างหลวม เพราะต้องสามารถให้ใช้ปฎิบัติกันได้ทั้งประเทศหรือทั่วโลก ในขณะเดียวกันแต่ละประเทศ องค์กร และเอกชนแต่ละราย มักมีมาตรฐานของตัวเองซึ่งเข้มงวดกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นได้เพื่อความเหมาะสมกับสภาพการตลาดและการผลิต เช่น ในช่วงนอกฤดูมาตรฐานอาจจะด้อยกว่ามาตรฐานในฤดู แต่ทั้งนี้องค์กรต่างๆ ไม่อาจลดระดับมาตรฐานของตัวเองได้มากนัก เพราะต้องรักษาชื่อเสียงไว้

    การคัดคุณภาพยังคงใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ เพราะคนสามารถตัดสินแยกแยะคุณภาพหลายประการพร้อมๆกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยความชำนาญและความเต็มใจในการคัดเลือกเป็นอย่างมาก ในระยะหลังการคัดคุณภาพโดยใช้คนเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการคัดเลือกเฉพาะลักษณะ เช่น เลือกผลิตผลที่มีสีหรืออายุของผลิตผลที่แตกต่างกันออกจากกันเท่านั้น

    สถานที่สำหรับการคัดเลือกคุณภาพต้องจัดให้เหมาะกับการคัดเลือก พนักงานคัดเลือกคุณภาพแต่ละคนมีขั้นตอนการทำงาน 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ การตรวจสอบผลิตผลด้วยสายตา ตัดสินใจเลือก เอื้อมมือไปหยิบผลิตผลที่เลือก แล้วส่งไปยังช่องทางตามคุณภาพที่ถูกต้อง ดังนั้นสถานที่คัดเลือกต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ประมาณ 600 – 700 แรงเทียน หรือเท่ากับการติดตั้งหลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์สูง 100- 150 ซม . เหนือผลิตผล ควรติดตั้งหลอดไฟหลายๆ หลอดเพื่อลดการเกิดเงา และถ้าจะให้ดีควรใช้หลอดใช้หลายชนิดประกอบกันเพื่อลดความผิดเพี้ยนของสีผลิตผล ตัวผลิตผลควรมีการพลิกตัวหลายครั้งเพื่อให้ผู้คัดได้มองเห็นทั่วทั้งตัวผลิตผล ดังนั้นการใช้ลูกกลิ้งในการลำเลียงผลิตผลผ่านผู้คัดจะดีกว่าการใช้สายพาน หรือการกองลงบนโต๊ะ เพราะผลิตผลบนลูกกลิ้งพลิกหมุนตัวตลอดเวลาในขณะที่ผลิตผลบนสายพานหรือโต๊ะจะอยู่นิ่งกับที่ ต้องใช้มือพลิกตรวจสอบด้านหลังและด้านล่าง

     พื้นที่วางหรือลำเลียงผลิตผลด้านหน้าตัวผู้คัดไม่ควรกว้างหรือลึกเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเอี้ยวตัวหรือเอื้อมมือมากเกินไปเพราะจะทำให้เมื่อยล้าเร็ว โดยทั่วไปผลิตผลที่อยู่ไกลที่สุดไม่ควรมากกว่า 40 – 50 เซนติเมตร ผลิตผลที่จะผ่านการคัดเลือกควรอยู่บนโต๊ะหรือสายพานไม่ควรกองอยู่กับพื้น เพราะถ้าอยู่กับพื้น ผู้คัดจะต้องนั่งกับพื้นทำให้เมื่อยล้าเร็วและเปลี่ยนอิริยาบทได้ยาก ผู้คัดควรทำงานในท่ายืน ในขณะเดียวกันควรจัดเก้าอี้หรือม้านั่งทรงสูงให้สามารถพักนั่งเปลี่ยนอิริยาบทได้ง่ายและสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ ( ดูภาพที่ 10.10) ความสูงของโต๊ะหรือสายพานตามมาตรฐานต่างประเทศเท่ากับ 90- 95 เซนติเมตร แต่สำหรับประเทศไทยน่าจะสูงน้อยกว่านี้ ทั้งนี้เพื่อให้ระหว่างการทำงานผู้คัดไม่ต้องงอหรือยกมือสูงขึ้น เพราะจะเมื่อยล้าเร็ว

    นอกจากนี้แล้วควรจัดให้มีเสียงดนตรีในระหว่างการทำงานด้วย เพื่อลดความเครียดของผู้คัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ควรมีการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและให้รางวัลเพื่อจูงใจให้ผู้คัดทำงานด้วยความเต็มใจและมีประสิทธิภาพสูง อย่างไรก็ตามผลิตผลที่มีมากตามฤดูกาล ทำให้แรงงานต้องทำงานหนักในฤดูกาลและมีงานน้อยนอกฤดูกาลปัญหาแรงงานจึงมีมากขึ้น เครื่องมือกลในการคัดเลือกคุณภาพของผลิตผลจึงมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เครื่องมือกลเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดคือ ไม่ยืดหยุ่นเหมือนการใช้คน ไม่สามารถตรวจสอบตำหนิที่ไม่ธรรมดาได้ และถ้าเกิดการขัดข้องซึ่งจะต้องหยุดการทำงานทั้งกระบวนการ

    เครื่องมือที่ใช้ในการคัดคุณภาพอาจแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. ประเภทอาศัยคุณสมบัติทางกายภาพ (Physical property) เช่น การเคาะฟังเสียง และการลอย น้ำ ผลแตงโมสามารถแยกเป็นผลอ่อน ผลบริบูรณ์ และผลที่มีไส้ซึมได้ด้วยการเคาะฟังเสียง ผลอ่อนและผลบริบูรณ์ ( ผลแก่ ) เมื่อเคาะเสียงจะต่างกัน ทั้งที่ความถ่วงจำเพาะใกล้เคียงกันประมาณ 0.95-0.96 แต่การ กระจายตัวของอากาศภายในผลต่างกันในผลอ่อนเซลล์ยังเกาะกันแน่น อากาศภายในผลอยู่กระจายในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างเซลล์ส่วนผลแก่ เซลล์เริ่มแยกออกจากกัน อากาศภายในผลมาอยู่รวมกันเป็นโพรงใหญ่ ส่วนผลที่มีไส้ซึมเมื่อแก่จัดนั้นมีน้ำเข้ามาแทรกแทนที่ช่องว่างต่างๆ ทำให้ความถ่วงจำเพาะสูงกว่า 1 และมีเสียงต่างออกไป ปัจจุบันวิศวกรญี่ปุ่นสามารถประดิษฐ์เครื่องมือเคาะฟังเสียงแตงโมและคัดเลือกออกเป็นคุณภาพต่างๆ และใช้เป็นการค้าแล้ว

        ผลทุเรียนสามารถแยกเป็นผลอ่อนหรือผลบริบูรณ์ ( ผลแก่ ) และผลดิบหรือผลสุกได้ โดย การเคาะฟังเสียงเช่นเดียวกับแตงโม ทั้งนี้เพราะเมื่อผลเริ่มแก่จะเกิดช่องว่างขึ้นระหว่างเปลือกกับเนื้อของผลทุเรียน ทำให้เสียงที่เกิดจากการเคาะต่างกัน

        มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ เมื่อมีอายุมากขึ้นความถ่วงจำเพาะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการสะสม อาหารมากขึ้น เมื่อบริบูรณ์มีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.02-1.04 จึงสามารถใช้วิธีการลอยน้ำเพื่อคัดเลือกผลมะม่วงน้ำดอกไม้ตามอายุได้ ผลที่ลอยน้ำมีความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า 1.00 เป็นผลที่ยังอ่อน คุณภาพในการบริโภคไม่ดีเมื่อบ่มสุกยังคงมีรสเปรี้ยวมาก พวกที่จมในน้ำแต่ลอยในน้ำเกลือความเข้มข้น 1.5 % มีความบริบูรณ์มากขึ้น เมื่อบ่กสุกยังคงมีรสเปรี้ยวอยู่บ้าง เหมาะสำหรับการส่งออก พวกที่จมในน้ำเกลือ 1.5 % แต่ลอยในน้ำเกลือ 2.5 % มีความบริบูรณ์มากขึ้นอีก รสหวานเมื่อบ่มสุกยังใช้ในการส่งออกได้ แต่พวกที่จมในน้ำเกลือ 2.5 % ขึ้นไป เป็นพวกที่บริบูรณ์มากหรือแก่จัด บ่มสุกรสหวานมากแต่เก็บรักษาไม่ได้นาน จึงไม่เหมาะสำหรับการส่งออก

        สำหรับมะม่วงพันธุ์อื่นๆ หลายพันธุ์ไม่อาจใช้วิธีการลอยน้ำคัดเลือกอายุหรือความบริบูรณ์ได้ เพราะมักมีช่องว่างภายในเมล็ดมากทำให้ความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า 1.0 และลอยน้ำทั้งผลอ่อนและผลที่บริบูรณ์แล้ว

  2. ประเภทที่อาศัยคุณสมบัติทางแสง (Optical property) การที่คนเรามองเห็นวัตถุเป็นสีต่างๆ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากตัววัตถุเมื่อได้รับแสงสว่างแตกต่างกัน วิศวกรอาศัยความแตกต่างของการสะท้อนแสงนี้สร้างเครื่องมือเพื่อคัดแยกผลส้มสีเขียวออกจากผลสีส้มได้ โดยการตรวจวัดปริมาณการสะท้อนแสงในช่วงความยาวคลื่น 600-800 นาโนเมตร เพราะเป็นช่วงคลื่นแสงที่มีการสะท้อนแสงต่างกันมากที่สุด นอกจากนี้แล้ว วิทยาการสมัยใหม่ทำให้การคัดเลือกคุณภาพผลิตผลทำได้โดยการใช้เครื่องมือมากขึ้น โดยอาศัยคุณสมบัติทางแสงอื่นๆ ของผลิตผล เช่น การยอมให้แสงส่องผ่าน (transmission) ทั้งแสงในช่วงที่มองเห็นได้ (visible light) ตลอดจนรังสีเอ็กซ์ (X) และแกมมา

     ภายหลังการตัดแต่ง การทำความสะอาด การคัดขนาด การคัดคุณภาพ ฯลฯ แล้ว ผลิตผลยังต้องผ่านการป้องกันและกำจัดโรคแมลง การเคลือบผิว การบ่ม และการบรรจุหีบห่อ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี่ได้แยกกล่าวถึงในบทต่างหาก ในส่วนนี้จะได้แยกกล่าวถึงในบทต่างหาก ในส่วนนี้จะได้กล่าวถึงการย้อมสีและการติดเครื่องหมาย

     การย้อมสีผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว มีปฏิบัติกันมากในอดีตแต่ลดน้อยลงตามลำดับ ในประเทศ การย้อมสีละมุดด้วยสีส้มภายหลังการขัดเอาขี้ไคลหรือเนื้อเยื่อ cork ออกยังคงมีปฏิบัติกัน เพื่อปิดบังร่อยรอยการขูดขีดบนผิว รวมทั้งรอยช้ำที่เกิดจากขัดขี้ไคลในต่างประเทศเมล็ด pitaschio ซึ่งเป็นเมล็ดเคี้ยวมันชนิดหนึ่ง ในอดีตนิยมย้อมเปลือกด้วยสีแดงเพื่อปกปิดตำหนิบนเปลือก ต่อมางานวิจัยหลังการเก็บเกี่ยวทำให้ทราบว่าตำหนิเหล่านี้เกิดจากการล่าช้าในการเอาเปลือกชั้นนอก (husk หรือ epicarp) ออกภายหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ยางและสารอื่นๆ ในเปลือกชั้นนอกแปดเปื้อนติดอยู่บนเปลือกชั้นใน (shell หรือ endocarp) ในปัจจุบันการลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกจึงกระทำทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะได้เมล็ด pistachio ที่มีสีนวลเกลี้ยงเกลา และไม่จำเป็นต้องย้อมสีอีกต่อไป

    ส้ม (orange) ในรัฐแคลิฟอเนียเมื่อผลบริบูรณ์มีสีส้มสวยงามเพราะมีสภาพภูมิอากาศที่ กลางวันและกลางคืนมีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก แต่ส้มในรัฐฟลอริดาซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศไทยมากกว่า ผลส้มเมื่อบริบูรณ์ยังคงมีสีเขียว เมื่อบ่มด้วยเอทิลีนสีเขียวหายไป แต่ผลไม่เป็นสีส้มเหมือนของแคลิฟอเนียแต่มีสีเหลือง ดังนั้นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับสัมของแคลิฟอเนีย จึงมีการย้อมสีผลส้มด้วยสีแดง ทำให้ส้มมีสีส้มมากขึ้นอย่างไรก็ตามส้มที่ผ่านการย้อมสีเช่นนี้ไม่สามารถขายได้ในแคลิฟอเนีย เพราะขัดกับกฎหมายในรัฐนี้ ความนิยมธรรมชาติในสังคมโลกปัจจุบันจะทำให้การย้อมสีผลิตผลหมดไปในอนาคต

 

     มีปฏิบัติกันมานานโดยเฉพาะบนผลส้มโอ ส้มโอจากประเทศไทยที่ส่งไปขายในประเทศจีนจะ มีหมึกตัวหนังสือจีนประทับติดอยู่แปลได้ว่าส้มโอนครชัยศรี ซึ่งเป็นการรับประกันคุณภาพที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในต่างประเทศก็มีปฏิบัติกัน เช่น Sunkit ของสหรัฐอเมริกา Jaffa ของอิสราเอล เป็นต้น อย่างไรก็ตามหมึกที่ใช้พิมพ์ชื่อเหล่านี้ต้องเป็นหมึกชนิดที่รับประทานได้ไม่เป็นอันตราย ในขณะที่บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไม่อนุญาติให้มีการพิมพ์หมึกลงบนผลิตผลแต่อย่างใด

    การใช้สติกเกอร์เป็นอีกวิธีการหนึ่งซึ่งสามารถแสดงเครื่องหมายการค้าและให้ข้อมูลได้ มากกว่าการพิมพ์ข้อความลงบนผิวโดยตรง แต่ก็มีราคาสูงกว่าด้วย สติกเกอร์ชนิดที่เหมาะสมสำหรับการติดบนผลิตผลควรเป็นชนิดที่ไวต่อแรงกด (pressure sensitive) จึงจะใช้ได้ผลดี

 


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9156