เป็นจุดเริ่มต้นของภาคหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวพืชผักควรเก็บเมื่ออายุเหมาะสม ตามจุดประสงค์ของการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการบริโภคสด หรือทำผลิตภัณฑ์ เพราะจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ คุณค่าทางอาหาร รสชาติ ลักษณะรูปร่าง สีสัน ความสดสูงสุด การเก็บเกี่ยวพืชผักที่ถูกต้องควรทยอยเก็บตลอดฤดูปลูกจะให้ผลดีมากกว่าการเก็บเกี่ยวให้หมดในคราวเดียว แต่อย่างไรก็ตามกสิกรส่วนใหญ่ที่ปลูกพืชผักเป็นการค้านิยมการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดแรงงานและใช้ที่ดินให้ได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด การรักษาคุณภาพพืชผักให้ดีนั้น ควรต้องมีความระมัดระหว่างการเก็บเกี่ยว เพราะการเก็บเกี่ยวที่ไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดการสูญเสียแก่ผลผลิตและคุณภาพได้ การมีความรู้เกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวที่ถูกวิธี จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวลงได้ โดยมีหลักพิจารณากว้างๆ ดังนี้
  1. พืชผักกินราก เช่น ผักกาดหัว มันเทศ แครอท บีท ต้องเก็บเกี่ยวตามอายุและขนาดที่กำหนดไว้ อย่าปล่อยให้แก่จนฟ่ามหรือมีเสี้ยน และต้องไม่ขุดให้เกิดแผลหรือรอยช้ำ
  2. พืชผักพวกลำต้นใต้ดิน เช่น มันฝรั่ง เผือก ควรปล่อยให้ใบแห้งก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้มีเปอร์เซนต์ความชื้นต่ำ การใช้เครื่องทุ่นแรงเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องระวังปัญหาการถูกทำลายของหัว
  3. พืชผักกินใบและกินต้น เช่น ผักกาดหรือกะหล่ำต่างๆ เก็บเกี่ยวเมื่อต้นเจริญได้คุณภาพเต็มที่โดยใช้มีดคมๆ ตัดให้ถึงโคนใกล้ชิดรากมากที่สุด และควรเก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในครั้งเดียว การเก็บเกี่ยวในตอนเช้าตรู่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะจะเกิดปัญหาการเปราะหักของใบ และจะเป็นผลทำให้เกิดโรคเน่าระบาดอย่างรวดเร็ว รอยแผลตัดควรทาสารป้องกันเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์ เช่น ปูนแดง บอแรก คลอรอก และยาฆ่าเชื้อต่างๆ
  4. พืชผักพวกหอม กระเทียม เก็บเกี่ยวเมื่อโคนต้น (Core) แห้งหรือปลายใบโค้งงอลง โดยทำการขุดขึ้นมาทั้งต้นแล้วทิ้งไว้ในแปลง 1 - 2 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นและหัวแห้ง ก่อนที่จะทำการเก็บรักษา
  5. พืชผักกินได้ เช่น บร็อคโคลี และกะหล่ำดอก เก็บเกี่ยวเมื่อดอกอัดแน่นและขยายใหญ่เต็มที่โดยตัดที่โคนต้นให้มีใบติดมาด้วย 3 - 4 ใบ เพื่อใช้ห่อดอก ป้องกันการถูกกระทบกระแทกในขณะขนส่ง การใช้แผ่นพลาสติกห่อห ุ ้มหัว แต่ละหัวจะลดปัญหาการสูญเสียได้
  6. พืชผักกินผลและเมล็ด เช่น ข้าวโพดหวาน ถั่วต่างๆ แตงต่างๆ ควรเก็บในตอนเช้า จะทำให้เปอร์เซนต์น้ำตาลสูงกว่าการเก็บในตอนบ่าย และเก็บโดยใช้มีดตัดโดยระมัดระวัง อย่าให้ผลผลิตตกลงพื้นดินในระหว่างเก็บเกี่ยว

     การเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพสูง ควรพิจารณาถึงหลักในการเก็บเกี่ยวดังนี้
  1. การเก็บเกี่ยวพืชผักโดยมีจุดประสงค์เพื่อบริโภคสด อาจจะเก็บในระยะเมื่อยังอ่อนอยู่ เช่น บวบและแตงกวา หรือเก็บเกี่ยวเมื่อโตเต็มที่ เช่น ฟักทอง และกะหล่ำต่างๆ หรือเก็บเมื่อผลสุกแล้ว เช่น แตงโม แตงไทย แตงเทศ มะเขือเทศ
  2. การเก็บเกี่ยวพืชผักเพื่อนำมาแปรรูป พืชผักที่นำมาทำการแปรรูป ควรเก็บเกี่ยวเมื่อพืชผักมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
    • มีปริมาณเยื่อใยหรือกากน้อย ปริมาณกากจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับอายุของพืชผัก ผักที่ยังอ่อนอยู่จะมีกากน้อยกว่าเมื่อแก่ ปริมาณกากที่เหมาะจะเก็บเกี่ยวได้ ควรมีประมาณร้อยละ 0.5 - 1.0
    • ปริมาณของความชื้น ความชื้นในพืชผักควรมีปริมาณร้อยละ 80 - 90 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผัก และชนิดผลิตภัณฑ์ที่จะทำ
    • ควรมีปริมาณแป้งน้อย แต่มีปริมาณน้ำตาลสูง

     ดัชนีในการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวพืชผักเร็วเกินไป จะทำให้ได้คุณภาพไม่ดี แต่ถ้าชะลอการเก็บเกี่ยวจะทำให้ผลผลิตเน่าเสีย พืชผักหลายชนิดที่สังเกตอายุการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมยาก ดังนั้นจึงมีการหาวิธีการเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องชี้บอกอายุการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า ดัชนีในการเก็บเกี่ยว (harvest indices) ซึ่งอาจพิจารณาได้จาก
  1. การสังเกตด้วยสายตา แบ่งได้ตามลักษณะ คือ
    • การเปลี่ยนแปลงของสี ตัวอย่างเช่น มะเขือเทศเมื่ออายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเขียวอมแดง มากน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย
    • ขนาด พิจารณาดูขนาดของใบหรือผล ว่าได้ขนาดตามต้องการ เช่น แตงกวาเก็บเกี่ยวเมื่อหนามยังไม่หลุด ผักกินใบเก็บเกี่ยวเมื่อใบอวบใหญ่ ผักกินดอกเก็บเกี่ยวเมื่อดอกยังไม่บานหรือดอกอัดเบียดกันแน่น เช่น กะหล่ำดอก และบรอคโคลี่
  2. การใช้วิธีการทางกายภาพเป็นการพิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพืชผัก เช่น ผักกินใบต่างๆใบจะอวบมีนวล ผักกินผล เช่น แตงเทศ จะเกิดรอยแตกที่ขั้วผล
  3. การใช้ประสาทสัมผัส ได้แก่ การชิมรส การฟังเสียง การดมกลิ่นและอื่นๆ ซึ่งนอกเหนือจากการสังเกตด้วยสายตา
    • การชิมรส ใช้กับพืชผักกินผล กินต้นหรือกินราก เช่น แตงกวา แตงโม ข้าวโพดหวาน ผักกินหัว
    • การฟังเสียง ใช้กับแตงโมเป็นส่วนใหญ่
    • การดมกลิ่น ใช้กับพืชกินผล เช่น แตงไทย แตงเทศ
  4. การประมาณอายุหลังจากวันปลูกถึงวันเก็บเกี่ยว ภายใต้การเจริญเติบโตที่เหมาะสม โดยอายุเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ว่าเป็นพันธุ์หนักหรือพันธุ์เบา และต้องพิจารณาถึง สภาพภูมิอากาศและฤดูกาลด้วย โดยการปลูกพืชผักภายใต้สภาพอุณหภูมิต่ำ เช่น ในช่วงฤดูหนาว อายุเก็บเกี่ยวมักจะยึดนานออกไปมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผัก แต่เมื่อปลูกในสภาพปรกติที่เหมาะสม จะสามารถประมาณอายุของพืชผัก แต่ละชนิดได้ ( ตารางที่ 1) คลิกที่นี่
  5. การประมาณอายุจากวันที่ดอกได้รับการผสม เกสรจนถึงวันแก่ เก็บเกี่ยว ซึ่งสามารถประมาณอายุเก็บเกี่ยวพืชผักชนิดต่างๆ ได้ ( ตารางที่ 2) คลิกที่นี่

     การทำความสะอาดพืชผัก พืชผักที่เก็บเกี่ยวมาอาจมีดิน ฝุ่น ผงและอื่นๆ ติดมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักที่กินใบ กินราก และกินหัว การล้างทำความสะอาด ทำให้พืชผักสะอาด ขายได้ราคาขึ้น และช่วยทำให้พืชผักอยู่ในสภาพสด ชื้นอยู่เสมอ จึงต้องทำความสะอาด ซึ่งมี 3 วิธี คือ
  1. แช่พืชผักในถังขนาดใหญ่ แล้วใช้มือช่วยทำความสะอาด โดยปล่อยให้น้ำไหลเข้าออกตลอดเวลา
  2. ใช้ถังแช่เหมือนข้อ 1 แต่ เพิ่มแรงอัดของน้ำโดยลม ทำให้น้ำกระเพื่อม หรือใช้เครื่องช่วยกวนน้ำให้เคลื่อนที่ หรือบรรจุพืชผักในถังทรงกระบอกที่มีรูโดยรอบ แล้วจุ่มในถังน้ำขนาดใหญ่ โดยให้ถังทรงกระบอกหมุนอยู่ตลอดเวลาในถังที่บรรจุน้ำ
  3. ใช้เครื่องพ่นฝอย โดยให้พืชผักผ่านไปตามสายพาน ด้านบนจะมีท่อน้ำฉีดน้ำผ่านรูเล็กๆ ด้วยแรงอัดจากเครื่อง ทำให้น้ำฉีดกระจายเป็นฝอย ช่วยชะล้างทำความสะอาดพืชผัก

     การตัดแต่ง คุณภาพผักภายนอกควรได้รับการตัดแต่งเสียใหม่ เพื่อให้มีคุณภาพดีเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ เช่น หอมต้น กะหล่ำ และผักกาดต่างๆ ผักกินรากต่างๆ ควรได้รับการตัดแต่งเอาส่วนที่เน่าเสียเป็นโรค มีแมลงออกเสียเพื่อให้ผลผลิตมีลักษณะน่าดูขึ้น ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและขนย้าย โดยเฉพาะการขนส่งไปจำหน่ายยังตลาดที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิต เพราะถ้าผลิตผลที่บรรจุอยู่ในภาชนะนั้นมีส่วนเน่าเสียปนอยู่ด้วย จะทำให้ผลผลิตทั้งหมดเน่าเสียเร็วขึ้นกว่าปรกติ นอกจากนี้การตกแต่งจะช่วยให้ได้ราคาสูงขึ้น และลดต้นทุนในการขนส่งและเก็บรักษาด้วย เพราะจะเหลือแต่พืชผักที่มีคุณภาพดีเท่านั้น

    การคัดขนาดหรือคัดชั้น (grade) ผักทุกชนิดควรได้รับการคัดแยกขนาดและคุณภาพออกจากกัน โดยทันทีในขณะเก็บเกี่ยว ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ซื้อ เช่น เพื่อการส่งออก ส่งเข้าโรงงานแปรรูป จำหน่ายให้กับโรงแรม ภัตตาคาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือให้ผู้บริโภคทั่วไป ผักที่ชั้นมีความสม่ำเสมอย่อมได้ราคาดีและดูน่าซื้อยิ่งขึ้น ปรกติชั้นที่ตั้งขึ้นมักถือตามลักษณะของขนาดและคุณภาพ เช่น รูปทรง ความสม่ำเสมอ สี ความสุกแก่ของพืชผัก ซึ่งนิยมแบ่งชั้นออกเป็น 3-5 ชั้น มาตรฐานของชั้นควรเป็นมาตรฐานสากลเดียวกันทั่วทั้งประเทศ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นมาตรฐานในแต่ละภาค ซึ่งควบคุมหรือตั้งขึ้นโดยหน่วยงานหรือองค์การของรัฐ เพื่อพัฒนามาตรฐานของการส่งออกด้วย ในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมการคัดชั้นหรือคุณภาพของพืชผักมากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้ซื้อหรือผู้บริโภคยังไม่มีความละเอียดอ่อนหรือพิถีพิถันในเรื่องชั้น ซึ่งผิดกับของต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการคัดแยกชั้นเพื่อให้ขนาดและลักษณะของผลผลิตในแต่ละกลุ่มใกล้เคียงกันมากที่สุด พืชผักทีไม่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ควรคัดทิ้งเพื่อลดการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และไม่ควรผสมผลผลิตที่มีคุณภาพเลวและคุณภาพดีเข้าด้วยกัน เพราะจะทำให้พืชผักทั้งหมดเสียรวดเร็วขึ้น การคัดขนาดช่วยประหยัดเวลาในการติดต่อซื้อขาย เพราะผู้ซื้อสามารถสั่งพืชผักโดยระบุชั้นได้ โดยทั่วไปชั้นของพืชผักชนิดต่างๆ ที่จำหน่ายภายในประเทศจะกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง

    ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกพืชผักเป็นจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นมาตรฐานสินค้าจึงจำเป็นและสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการขายให้ประเทศกลุ่มตลาดร่วมยุโรป ซึ่งซื้อพืชผักที่ผลิตขึ้นภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานเท่านั้น แต่สำหรับตลาดพืชผักที่สำคัญของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และประเทศในเขตตะวันออกกลาง ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานพืชผักที่ไทยส่งไป

     การมัด พืชผักบางชนิดหลังจากตัดแต่ง ล้าง และคัดขนาด แล้วควรมัดเป็นมัดๆ เพื่อสะดวกในการขนส่ง และจัดจำหน่าย โดยก่อนมัดควรชั่งเสียก่อน ชั่งน้ำหนักแล้วแต่ผู้สั่งซื้อ เช่น การขายถั่วฝักยาว คื่นช่ายหอม กระเทียม

     การบรรจุหีบห่อ ภาชนะที่ใช้บรรจุพืชผักควรคำนึงอย่างมาก เพราะสามารถรักษาคุณภาพของพืชผักไว้ได้ ลักษณะของภาชนะบรรจุที่ดี ควรมีดังนี้
  1. สะดวกในการเคลื่อนย้ายและใช้ประโยชน์ได้มาก
  2. ป้องกันความเสียหายและอากาศถ่ายเทได้ดี
  3. ปลอดภัยจากการตกหล่นหรือขโมย
  4. ป้องกันและรักษาคุณภาพของพืชผักได้ดี เช่น ไม่ทำให้หักช้ำ
  5. รูปแบบเหมาะสมกับการขนส่งไม่กินเนื้อที่
  6. ส่งเสริมการขาย
  7. ราคาเหมาะสมไม่แพงเกินไปและหาซื้อได้ง่าย
  8. เขียนบอกสถานที่อยู่ของเจ้าของพืชผักและสถานที่จำหน่ายไว้บนภาชนะบรรจุ

ข้อพิจารณาในการเลือกใช้ภาชนะบรรจุ

  1. ด้านตัวผลผลิต พิจารณาถึงสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ขนาด น้ำหนัก ความชอกช้ำง่าย อายุในการเก็บ รวมกับอัตราการคายน้ำและความร้อน
  2. ด้านการตลาด พิจารณาถึงราคาของผลิตผลและภาชนะบรรจุ ประเภทตลาด วิธีการบรรจุการปฏิบัติของคู่แข่ง การยอมรับของผู้ซื้อ ระบบการขนส่งและมาตรฐานที่กำหนด
  3. ลักษณะการเคลื่อนย้าย พิจารณาถึงการสั่นสะเทือน การวางทับ การกด การตกหล่นอย่างแรง สภาพภูมิอากาศในขณะขนส่งและขนาดของภาชนะบรรจุ

ประเภทของภาชนะบรรจุ มีอยู่ 4 ชนิด คือ

  1. เข่ง เป็นภาชนะบรรจุที่นิยมใช้กันมากเพราะ มีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย บรรจุได้มาก ระบายอากาศได้ดีและเปียกน้ำได้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวชนบท แต่มีข้อเสียคือ โครงสร้างไม่ค่อยแข็งแรง อาจมีน้ำหนักบรรจุมากเกินไป ทำให้พืชผักเสียหาย ผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศบางรายไม่ยอมรับ
  2. พลาสติก เป็นสารสังเคราะห์พวกโพลีเมอร์ มีความแข็งแรงและเหนียว ระบายอากาศได้ดีแลเปียกน้ำได้ สามารถนำมาใช้ในการบรรจุหีบห่อได้หลายลักษณะ เช่น ตะกร้า ถาดพลาสติก มีข้อเสียคือ ต้องผลิตเป็นจำนวนมาก หากผลิตจำนวนน้อยหรือเปลี่ยนรูปแบบจะเสียค่าใช้จ่ายสูง
  3. ลังไม้ เป็นภาชนะบรรจุที่มีความแข็งแรง ระบายอากาศได้ดีและเปียกน้ำได้ ข้อเสียคือ ผิวไม้แข็งและไม่เรียบ อาจทำความเสียหายต่อพืชผัก น้ำหนักมาก เสียความแข็งแรงได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ นอกจากนี้ยังต้องรู้จักโครงสร้างของชนิดไม้ จึงจะออกแบบได้ถูกต้อง
  4. กล่องกระดาษ เป็นภาชนะบรรจุที่มีผิวเรียบ สามารถพิมพ์ชื่อสินค้าให้สวยงาม เพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อได้ง่าย มีรูปแบบให้มากมาย ป้องกันการกระแทก ไม่กินเนื้อที่ในขณะขนส่ง การทำลายเมื่อไม่ใช้ทำได้ง่าย ไม่มีปัญหามลพิษและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ข้อเสีย คือ ช่องระบายอากาศของกล่องจำกัด เสียความแข็งแรงได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ

    ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ( วว .) ได้พัฒนากล่องกระดาษเพื่อใช้ในการบรรจุพืชผักเพื่อการส่งออก โดยใช้กระดาษลูกฟูกที่มีขนาดวัดภายนอก 450x300x200 มิลลิเมตร สำหรับพืชผักต่างๆ ที่มีน้ำหนักบรรจุ 3- 10 กิโลกรัม โดยขนส่งทางอากาศ และขนาด 400x300x120 มิลลิเมตร สำหรับมะเขือเทศน้ำหนัก 5.5 กิโลกรัม โดยขนส่งทางรถตู้เย็น ลักษณะของกล่องกระดาษลูกฟูกดังกล่าวมีขนาดพอเหมาะ แข็งแรงเพียงพอที่จะคุ้มครองผลิตผลไม่ให้เสียหาย และยังผลกำไรให้กับผู้ส่งออกพืชผักมากขึ้นด้วย

     การลดความร้อนในพืชผัก พืชผักที่เก็บเกี่ยวจะมีความร้อนสะสมอยู่ เนื่องจากบรรยากาศและความร้อนที่พืชผักคายออกมา การที่แหล่งผลิตพืชผักอยู่ห่างไกลจากตลาดขายส่ง ทำให้พืชผักผ่านการขนส่งหลายทอด รวมทั้งพืชผักกระทบกับความร้อนจากแสงแดด จะเร่งให้พืชผักเหี่ยวเฉา สูญเสียน้ำหนักและคุณภาพต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักที่ต้องส่งไปต่างประเทศ จำเป็นต้องลดความร้อนโดยเร็ว ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวเพื่อลดการทำงานของเอนไซม์ ปฏิกิริยาทางชีวเคมี และการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ให้ช้าลง โดยแช่พืชผักในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 1-3 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที หรือใช้น้ำเย็นที่อุณหภูมิ 1-3 องศาเซลเซียส พ่นเป็นฝอยไปยังพืชผักที่เรียงอยู่บนสายพาน หรือใช้ลมเย็นเป่าไปยังพืชผัก

     การขนส่งพืชผัก เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติการในช่วงนำผลผลิตจากแหล่งปลูกไปเก็บรักษา หรือนำไปจำหน่าย หรือจากที่เก็บรักษาไปสู่ผู้บริโภค โดยอาศัยพาหนะแบบต่างๆ ได้แก่ เรือ รถบรรทุก รถไฟ เครื่องบิน ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพการคมนาคม ระยะทางขนส่ง ชนิดพืชผักและระบบการตลาด

     สินค้าพืชผักที่บริโภคสด ควรขนย้ายด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้อง เพื่อรักษาคุณภาพไว้ให้ดีที่สุด อย่าโยนหรือกระแทก และไม่วางภาชนะบรรจุที่ไม่แข็งแรงช้อนกันโดยตรง ปรกติการขนส่งควรอยู่ในห้องเย็นเพราะความเย็นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการรักษาคุณภาพของผลผลิต โดยจะช่วยชะลอการหายใจและยืดอายุการสุก ลดการสูญเสียความชื้นและความเสียหายเนื่องจากเชื้อรา เชื้อบักเตรี เชื้อยีสต์ และชะลอการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น รส แต่การใช้ห้องเย็นต้องลงทุนสูง จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับพืชผักที่มีราคาถูก เพราะไม่คุ้มต่อการลงทุน ดังนั้นการขนส่งควรพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน และแต่ละวิธีก็เหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยยึดหลักที่สำคัญคือ ต้องเสียค่าขนส่งและลงทุนต่ำ แต่คุณภาพพืชผักเสียหายน้อยที่สุด

    การเก็บรักษา การเก็บพืชผักไว้ในห้องเย็น เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยึดอายุของพืชผัก มีประโยชน์ในด้านการตลาด คือ ในช่วงที่พืชผักล้นตลาดจะนำพืชผักมาเก็บรักษาไว้ รอจนกว่าราคาสูงขึ้นจึงนำออกจำหน่ายวิธีนี้ใช้มากกับมันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ และพืชผักบางชนิด นอกจากนี้ยังเก็บรักษาไว้เพื่อให้มีจำหน่ายตลอดปีด้วย ประโยชน์อีกลักษณะหนึ่งคือ การควบคุมคุณภาพของพืชผัก ให้คงสภาพเดิมมากที่สุดในระห่างการขนส่งจากแหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค

    ระยะเวลาหรืออายุของการเก็บรักษาพืชผัก หรือการยืดอายุพืชผักเพื่อรอจำหน่าย แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ

  1. ก่อนการเก็บเกี่ยว (pre-harvest) การยืดอายุพืชผักก่อนการเก็บเกี่ยว อาจทำได้โดยการรดน้ำพืชผักให้น้อยลง สามารถใช้ได้กับพืชผักบางชนิดเท่านั้นและยืดเวลาได้ไม่นาน
  2. หลังการเก็บเกี่ยว (post-harvest) การยืดอายุพืชผักหลังการเก็บเกี่ยวเป็นวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุด เพราะพืชผักบางช่วงมีการล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ เพื่อป้องกันปัญหานี้ กสิกรจึงใช้วิธีเก็บรักษาพืชผักไว้ แล้วค่อยๆ ทยอยเอาผลผลิตออกสู่ตลาด โดยไม่ทำให้เกิดการเสื่อมคุณภาพของพืชผักก่อนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับปัจจัยที่มีผลต่ออายุการเก็บรักษาพืชผัก มีหลายประการด้วยกันคือ
    • อัตราการหายใจ พืชผักประเภทผล จะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของการหายใจสูง มีอายุการเก็บสั้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เร็วมาก โดยทั่วไปจะมีอายุการเก็บรักษาประมาณ 3-7 วัน แต่ถ้าผลผลิตดังกล่าวมีอัตราการหายใจช้าและสม่ำเสมอ จะช่วยยืดอายุการเก็บได้ประมาณ 7-14 วัน
    • อัตราและปริมาณการสูญเสียน้ำในระหว่างการเก็บรักษา จะทำให้ผักเสียน้ำหนัก และเหี่ยวไม่น่ารับประทาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะตัวของพืชผัก เช่น ความหนาบางของเปลือกหรือผิว ความห่อตัวของพืชผัก เช่น กะหล่ำปลีจะมีอายุการเก็บรักษายาวนานกว่าพืชผักที่ไม่มีการห่อตัว นอกจากนี้มีคุณลักษณะพิเศษอื่นๆ เช่น หอมหัวใหญ่ กระเทียม มีหัวเป็นกลีบซ้อนกันเป็นชั้นแน่น และยังมีเปลือกห่อหุ้มอีก จึงช่วยป้องกันการระเหยของน้ำได้ดี
  3. องค์ประกอบของพืชผัก พืชผักประเภทหัวที่มีแป้งเป็นองค์ประกอบ จะเก็บได้นานเป็นพิเศษ เช่น มันฝรั่ง และเผือก
  4. สภาวะแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นของบรรยากาศ ปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลส่งเสริมหรือชะลออัตราการหายใจ การเจริญของจุลินทรีย์ หรือการทำงานของเอนไซม์ และการสูญเสียน้ำหนักของพืชผัก ตัวอย่างเช่น ถ้าอุณหภูมิสูง อัตราการหายใจจะสูง ทำให้สะสมความร้อน อุณหภูมิต่ำอัตราการหายใจและขบวนการต่างๆ จะช้าลง แต่ยังคงมีชีวิตอยู่อุณหภูมิที่เก็บรักษาพืชผักเพื่อรอจำหน่ายแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดพืชผัก ( ตารางที่ 3) คลิกที่นี่ และสำหรับความชื้น ถ้าความชื้นสูงพืชผักจะคายน้ำน้อย พืชผักจะสดอยู่เสมอ แต่มีข้อเสีย ถ้าความชื้นสูงเกินไปจนเหมาะกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และเชื้อราแล้ว จะทำให้คุณภาพพืชผักเสียหายได้ ดังนั้นความชื้นในห้องเก็บจึงไม่ควรสูงเกินไป แต่ก็ไม่ต่ำจนทำให้พืชผักเหี่ยว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของพืชผักแต่ละชนิด ( ตารางที่ 3) สำหรับปริมาณออกซิเจนโดยทั่วไปในบรรยากาศ มีประมาณ 20 % การลดปริมาณออกซิเจนให้เหลือเพียง 10 % จะทำให้อัตราการหายใจของผลผลิตที่เก็บช้าลง นอกจากนี้การเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้สูงกว่าที่มีอยู่ในบรรยากาศปรกติ ซึ่งมีประมาณ 0.04 % ขึ้นเป็นประมาณ 5-10 % แต่ต้องไม่สูงกว่า 10 % จะช่วยลดอัตราการหายใจของผลผลิตลงได้

ที่มา : หลักการผลิตผัก รศ . สมภพ ฐิตะวสันต์ ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2537 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์รั้วเขียว SB 320.5 ส 16 2537 ฉ 1 ม . ก .

    นับตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนถึงนำไปบริโภค ผลิตผลพืชสวนเกิดความเสียหายหรือสูญเสียได้ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพราะผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้วยังเป็นส่วนของพืชที่มีชีวิตซึ่งหายใจอยู่ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ก็สามารถจะชะลอการเปลี่ยนแปลงให้ช้าลงได้บ้าง แต่จะค่อยๆ หมดอายุลงทุกที่ด้วยการสุกงอม จนในที่สุดเชลล์ก็จะแตกเน่าเสียจนหมดสิ้นไป

     ผลไม้ ผัก ไม้ดอก มีปริมาณน้ำสูง จึงเหี่ยวและชอกช้ำง่ายมาก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเข้าทำลายได้รวดเร็วมากด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสรีระของผลิตผลมีความแตกต่างกัน จึงทำให้การรักษาคุณภาพเพื่อยืดอายุความสดต้องแตกต่างกันไปด้วยตามชนิดของผลิตผล

     ผลิตผลซึ่งได้รับการเก็บเกี่ยวมาแล้วจะไม่มีการเพิ่มปริมาณหรือคุณภาพขึ้นได้อีกเลย เพราะพันขั้นตอนการผลิตมาแล้ว จะมีก็แต่การระมัดระวังและรักษาให้คุณภาพและปริมาณคงที่อยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น การสูญเสียผลิตผลในตอนนี้เป็นสุดยอดของการสูญเสียทั้งหมดของผู้ประกอบกิจการการผลิต คือ เกษตรกรและผู้ขาย คือ พ่อค้า เพราะได้ลงทุนลงแรงและทุ่มเวลาให้กับการผลิตมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อถึงขั้นสุดท้ายกลับต้องสูญเสียไปอย่างไม่คุ้มค่า ( ภาพที่ 1) คลิกที่นี่

  1. การหายใจ เป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของเอนไซม์ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของอาหารจำพวกแป้ง โปรตีนและไขมันที่พืชสะสมไว้แล้วก็ปล่อยพลังงานออกมาและสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นด้วย อัตราการเน่าเสียจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับอัตราของการหายใจ การสูญเสียอาหารของผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้วไป เนื่องจากการหายใจนี้ก็คือ
    • ทำให้คุณค่าทางอาหารลดน้อยลง
    • ทำให้เสียรสชาติโดย เ ฉพาะอย่างยิ่งคือความหวาน
    • ทำให้สูญเสียน้ำหนัก
    • ทำให้อาหารในเนื้อเยื่อของผลิตผลลดน้อยลง เป็นเหตุให้ผลิตผลสุกงอมแล้วเซลล์แตกตายไปในที่สุด

        สำหรับพลังงานที่ปล่อยออกมาในรูปของความร้อนนั้น มีความสำคัญยิ่งต่อเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าผลิตผลใดต้องการอุณหภูมิต่ำแค่ไหน หรือต้องให้มีการถ่ายเทอากาศมากน้อยเท่าใดในการเก็บรักษาคุณภาพ ผลไม้ บางอย่างมีอัตราการหายใจต่ำ เช่น ส้ม องุ่น ในขณะที่บางชนิดก็มีอัตราการหายใจสูง เช่น สตอรเบอรี่และอาโวกาโด มะม่วง หรือจำพวกผักบางชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด ข้าวโพดหวาน เป็นต้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงและหมดอายุเร็วกว่ากันด้วย

        ดังได้กล่าวแล้วว่าผลไม้สดและผักสดต้องหายใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานพอเพียงต่อการดำรงชีพ มันหายใจโดยดูดซับออกซิเจนจากบรรยากาศแล้วปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเหมือนขบวนการหายใจของคน สัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ระหว่างการหายใจ การสร้างพลังงานเป็นผลของการสันดาป แป้ง น้ำตาลและสารเมทาโบไลท์อื่นๆ ซึ่งผลิตผลพืชสะสมเอาไว้เอง เมื่อผลไม้และผักถูกเก็บเกี่ยวมาแล้ว จะไม่สามารถหาอาหารสะสมที่สูญเสียไปเหล่านี้มาแทนได้ และอาหารที่ถูกใช้หมดไปจะเป็นปัจจัยสำคัญในการมีชีวิตหลังเก็บเกี่ยวผลิตผลพืช

        การหายใจเป็นการสร้างพลังงานของพืชภายหลังการเก็บเกี่ยว แต่เมื่อมีพลังงานแล้วย่อมจะเกิดความร้อนขึ้น ซึ่งความร้อนนี้ถ้าสะสมไว้โดยไม่มีทางระบายออกไปได้ และเน่าเสียด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ผลิตผลพืชจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนเนื้อเยื่อถูกทำลายและเกิดการตายและเน่าเสียขึ้น ในระยะการเจริญเติบโตในไร่สวนซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง ความร้อนนี้จะถ่ายเทสู่บรรยากาศไม่สะสมในที่ๆจำกัด แต่ภายหลังเก็บเกี่ยวมาแล้ว และเก็บผลิตผลพืชไว้ในที่จำกัด เช่น ในโรงเก็บอับๆ ในถุงพลาสติกในหีบห่อ การกระจายตัวของความร้อนถูกจำกัดไปด้วย เมื่อไม่มีทางระบายความร้อนออกไปได้ ความสูญเสียจึงเกิดขึ้น

  2. การคายน้ำ ผลไม้สดและผักสด ประกอบด้วย น้ำเป็นส่วนใหญ่ (80 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า ) และในระยะการเจริญเติบโตมันจะได้รับน้ำอย่างพอเพียง โดยผ่านทางระบบรากของพืช แต่เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วน้ำเหล่านี้ถูกตัดขาดและผลิตผลพืชมีชีวิตอยู่ได้ด้วยน้ำที่สะสมไว้เอง เมื่อผลิตผลยังหายใจอยู่การคายน้ำก็ยังคงเกิดอยู่ต่อไปด้วย

        ผลของขบวนการคายน้ำนี้ เป็นการสูญเสียน้ำจากผลิตผลพืชเก็บเกี่ยวมาแล้ว ซึ่งมิอาจทดแทนได้ อัตราการสูญเสียน้ำโดยการคายน้ำจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะกำหนดชีวิต ซึงก็หมายถึงความสดหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลพืช การสูญเสียน้ำทำให้น้ำหนักลดลง ยิ่งสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้นรูปร่างและความยืดหยุ่นของผลิตผลพืช จะยิ่งลดลงจนอ่อนนิ่มและเหี่ยวแห้งไป

        ผลิตผลสดคายน้ำออกมาเป็นไอน้ำผ่านทางช่องเปิดตามธรรมชาติ และสร้างความเสียหายให้แก่ผิวได้ ช่องเปิดตามธรรมชาตินั้น รวมถึง รูใบ (Stomata) ซึ่งเป็นรูเปิดเล็กมากในผิว (Epidermis) เป็นทางที่ก๊าซต่างๆ เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านเข้าหรือออกด้วยจำพวกผักใบจะคายน้ำมากที่สุดทาง Stomata ทางอื่นที่ผลิตผลพืชสวนคายน้ำออกได้ เช่น lenticel ในมันฝรั่งหรือแผลที่ขั้ว (Stem end) ของมะเขือเทศ Hydratode ในกะหล่ำปลี เป็นต้น

        โดยทั่วๆ ไปแล้ว ผิวพื้นผลิตผลยิ่งแผ่กว้าง อัตราการคายน้ำเร็วกว่าพื้นผิวที่แคบกว่าตัวอย่าง เช่น ผักกาดหอมและคื่นฉ่ายจะคายน้ำได้เร็ว แตงกวา ฝรั่งหรือมะม่วงมีเนื้อที่ผิวแผ่แคบจะคายน้ำช้ากว่า ผักคะน้า ผักกวางตุ้งซึ่งมีใบแผ่กว้าง จะคายน้ำเร็วกว่าผักกาดหอมห่อและกะหล่ำปลี ซึ่งยังมีในนอกสัมผัสกับอากาศห่อหุ้มอยู่ ป้องกันการระเหยจาการคายน้ำไว้ชั้นหนึ่งก่อนแล้ว จึงเหี่ยวช้า

  3. ผลของความชื้น ถ้าเราต้องการยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลพืชสดใดๆ ก็ตาม เราต้องชะลอขบวนการหายใจและขบวนการคายน้ำให้ช้าลง ขบวนการคายน้ำเป็นการเคลื่อนที่ของไอน้ำ ไปตามระดับความอิ่มตัวสูงสู่ระดับความอิ่มตัวต่ำ ถ้าความชื้นในอากาศสูงความกดดันของไอน้ำก็จะสูงตามไปด้วย ณ ที่อุณหภูมิหนึ่งปริมาณไอน้ำในอากาศจะถูกจำกัดเมื่ออากาศมี ไอน้ำอิ่มตัว 100 % แล้วหากมีไอน้ำเพิ่มขึ้นอีกก็จะควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ อากาศร้อนสามารถรับไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น ดังจะเห็นได้จากการควบแน่นของไอน้ำเป็นหยดน้ำอยู่ นอกขวดน้ำแช่เย็นที่นำออกมาวางที่อุณหภูมิสูงขึ้น จุดอิ่มตัวต่ำ ณ ที่อุณหภูมิใดๆ เรียกว่า ความชื้นสัมพัทธ์ 100 % และอากาศแห้งโดยสิ้นเชิง คือ ความชื้นสัมพัทธ์ 0 % ดังนั้น ถ้าบรรยากาศ โดยรอบมีความชื้นสัมพัทธ์ 50 % และบรรยากาศภายในผลิตผลพืชมีความชื้นสัมพัทธ์ 100 % ไอน้ำจะสูญเสียให้กับอากาศที่อยู่โดยรอบอากาศโดยรอบนี่ถ้ายิ่งแห้ง การสูญเสียน้ำของผลผลิตพืชผ่านทางขบวนการคายน้ำก็จะยิ่งเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถควบคุมอิทธิพล ที่มีต่อการคายน้ำ โดยการเก็บผลิตผลไว้ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงมากๆ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวได้มาก

  4. ผลของอุณหภูมิ อุณหภูมิมีอิทธิพลโดยตรงต่อขบวนการหายใจ ถ้าปล่อยให้อุณหภูมิของผลิตผลพืชสวนสูงขึ้น อัตราการหายใจก็สูงขึ้นด้วย และเมืออัตราการหายใจสูง ความร้อนจะสูงขึ้นอีกเช่นนี้ไป เรื่อยๆ ดังนั้น การรักษาอุณหภูมิของผลิตผลพืชให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ขบวนการหายใจลดลง เป็นการช่วยยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลพืชสวนได้ทางหนึ่ง

        อุณหภูมินอกจากมีอิทธิพลต่อการหายใจแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลิตผลพืชด้วย เก็บผลิตผลพืชไว้ที่อุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อถ้าเก็บที่ 60 องศาเซลเซียส ขบวนการเกี่ยวกับเอนไซม์ทุกชนิดจะหยุด และผลิตผลก็จะตาย ความเสียหาย เนื่องจากอุณหภูมิสูง จะเห็นได้จากการเกิดกลิ่นแอลกอฮอล์และรสชาติเสียไปเพราะเป็นผลของปฎิกิริยาการหมัก (fermentation) และการสลายตัวของเนื้อเยื่อ ปกติมักเกิดขึ้นเมื่อเก็บผลิตผลพืชสวนปริมาณมากไว้ในอุณหภูมิสูง การเก็บไว้ในอุณหภูมิที่สูงกว่า จะทำให้เนื้อเกิดช้ำหรือสุกไม่เท่ากัน เกิดเชื้อราและเน่าเร็ว

         ผลิตผลที่เก็บในอุณหภูมิที่เย็นเกินควรแล้ว นำออกมาไว้ที่อุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้เกิดการสลายตัวของเนื้อเยื่อ รสชาติผิดไปจากเดิมและผลิตผลนั้น มักไม่เป็นที่ต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม ผลไม้เมืองร้อนส่วนใหญ่จะทนความเย็นได้โดยไม่เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อ ที่อุณหภูมิระหว่าง 5-14 องศาเซลเซียส ผลไม้ เช่น มะละกอ กล้วย สับปะรด จะแสดงอาการสลายตัวของเนื้อเยื้อ เกิดมีสีดำและผิดรสชาติจะไม่สุก แม้ว่าจะช่วยบ่ม ถ้าเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจัดปลอดภัยดังกล่าว คลิกที่นี่

  5. การเกิดแผลและการช้ำ การควบคุมอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการควบคุมขบวนการหายใจ แต่ก็ยังมีปัจจัยรองอย่างอื่นอีก ได้แก่ การเกิดแผลและการช้ำของผลิตผลพืช นอกจากทำให้เซลล์แตกและเนื้อเยื่อเสียหายแล้ว ยังทำให้สูญเสียน้ำโดยตรง และที่สำคัญกว่านั้น คือ ทำให้ขบวนการหายใจของเนื้อเยื้อที่ถูกทำลายส ูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการหายใจที่สูงขึ้น ปกติจะกระตุ้นอุณหภูมิให้สูงขึ้น ซึ่งหากไม่ควบคุมเอาไว้ จะทำให้ความร้อนรอบผลิตผลพืชสูงตามไปด้วย ดังนั้นผลไม้ที่ไม่ดีเพียงใบเดียว ย่อมทำให้เกิดการเสี่ยงอันตรายอย่างสูงต่อผลไม้ดีๆ ทั้งหมดภายในกล่องเดียวกัน การระมัดระวังมิให้เกิดแผลและการช้ำ กระทำได้โดยใช้ความระมัดระวังในการเก็บเกี่ยว การขนส่งและการบรรจุหีบห่อ อีกอย่างคือ อย่าปนผลิตผลพืชที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวลงในกล่องผลิตผลพืชดีๆ ภายในหีบห่อ ยานพาหนะขนส่ง และโรงเก็บรักษาเดียวกันเป็นอันขาด การเกิดแผลขูดขีด จากการเก็บเกี่ยว ตลอดมาจนถึงการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวทำให้สูญเสียน้ำเร็วและเป็นทางให้เชื้อราและบักเตรีเข้าทำลายได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

  6. การระบายอากาศ ผลิตผลพืชสดเมื่อเก็บรักษาไว้ในปริมาณมาก โดยไม่มีการระบายอากาศและควบคุมอุณหภูมิพอเพียงอาจก่อให้เกิดบรรยากาศผิดปกติ ซึ่งไปลดระดับออกซิเจนลง แต่คาร์บอนไดออกไซด์กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากขบวนการหายใจของผลิตผลพืชเหล่านั้นเอง เมื่อระดับออกซิเจนลดต่ำลงประมาณ 2 % ผลิตผลพืชจะตกอยู่ในสภาพไร้อากาศหายใจ ขบวนการหมักที่ตามมา จะทำให้การเกิดรสชาติผิดปกติและเนื้อเยื่อตาย ในภาวะออกซิเจนต่ำนี้ ผลไม้ที่ต้องการออกซิเจน สำหรับการเปลี่ยนสีเมื่อสุก ก็จะไม่เปลี่ยนสีจะยังคงเขียวอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าปฏิกิริยาแก่สุกอื่นๆ จะยังดำเนินต่อไปอยู่ก็ตาม การนำผลิตผลเหล่านี้ออกสู่สภาพบรรยากาศปกติ ทำให้เนื้อเยื่อสลายตัวอย่างรวดเร็วต่อไปและ คุณภาพของผลิตผลต่ำจนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

    เราสามารถป้องกันได้โดยการจัดให้มีการระบายอากาศที่เพียงพอในโรงเก็บ ในการบรรจุผลไม้และผักในกล่องหรือภาชนะบรรจุต่างๆ ต้องมีรูเจาะไว้เพื่อระบายคาร์บอนไดออกไซด์ออกบ้าง อย่าเก็บรักษาผลิตผลจำนวนมากโดยปราศจากระบบระบายอากาศเป็นระยะๆ


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9128