ปิดหน้าต่าง
 
"หวัดกับอาหาร"

อาหารไทยไม่เพียงให้ความอร่อย ยังแก้หวัดได้
  มีหลาย ๆ คนเป็นหวัดเรื้อรัง จึงมีคำถามมาว่า กินอาหารประเภทไหนดี จึงจะต้านหวัดได้และทำให้บรรเทาการเจ็บคอ ไอ และน้ำมูก หลาย ๆ คนบอกว่ากินส้มมาก ๆ จะช่วยให้หายหวัด เพราะส้มมีวิตามินซี แต่ความจริงแล้วอาหารที่มีวิตามินซีต้องกินทุกๆ วัน จะป้องกันการเป็นหวัดได้ แต่ถ้าเป็นแล้ววิตามินซีช่วยน้อยมาก แต่ถ้าเรากินอาหารครบห้าหมู่ และกินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีสูงเป็นประจำ โอกาสที่จะเป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ชอบกินผลไม้และผักที่มีวิตามินซี
  ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็พูดได้ว่าวิตามินซีป้องกันหวัดได้ ถ้ารู้ตัวว่าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ติดหวัด เป็นหวัดง่าย ก็ต้องกินผักและผลไม้ให้วิตามินซีมาก ๆ เช่น ส้ม มะละกอสุก มะม่วง ฝรั่ง สับปะรด ส้มโอ ชมพู่ พุทรา มะขาม แตงโม ฯลฯ

     ถ้าเป็นแล้ว นอกจากพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว ควรดื่มน้ำอุ่น กินอาหารให้ครบคุณค่า คืออาหารประเภทผัก ผลไม้ อาหารประเภทมีเส้นใย เพื่อไม่ให้ท้องผูก คือต้องให้ขับถ่ายปกติ ถ้าท้องผูกจะทำให้อาการหวัดเพิ่มขึ้น

     อาหารที่ช่วยไล่น้ำมูก หายคัดจมูก ทำให้จมูกโล่ง คืออาหารที่มีรสเผ็ด คืออาหารที่มีส่วนประกอบของเครื่องปรุงที่ใช้พริก เช่น พริกไทย พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู พริกแห้ง

     เมื่อกินอาหารที่มีรสเผ็ด น้ำมูกน้ำตาจะไหล เมื่อน้ำมูกไหลก็ทำให้การหายใจสะดวกโล่งจมูก คนไทยเรามีวิธีกินพริกให้อร่อยอย่างมีสุนทรีย์ คือไม่ใช่เคี้ยวพริกเปล่า คุณกินเมี่ยงคำ กินพริกให้มากกว่าปกติและกินขิงแก่ ๆ ที่มีรสเผ็ด กินต้มยำกุ้งก็กินพริกขี้หนูในต้มยำกุ้ง หรือกินแกงเลียงที่ใส่พริกไทยมากกว่าปกติ หรือกินส้มตำใส่พริกขี้หนูมากกว่าปกติ เติมพริกป่นลงในผัดไทย หมี่กะทิ ผัดกะเพรา หรือลาบต้มแซบใส่พริกป่นพริกแห้งทอดมาก ๆ ใส่ทั้งใบกะเพรา ใบโหระพา เพียงแค่นี้รับรองได้ว่าหายมึนศรีษะ โล่งจมูก ดีกว่าหายาลดน้ำมูกที่กินแล้วหาย ๆ คืน ๆ

     การกินอาหารประเภทใส่พริกหรืออาหารที่มีรสเผ็ด ไม่ต้องกินอย่างเคร่งครัดที่ต้องกินทุกมื้อ กินวันละมื้อ หรือ 2 วัน หนึ่งมื้อ ก็คิดว่าเพียงพอ

     นอกจากนี้ก็มีหัวหอม กระเทียม ช่วยรักษาการเจ็บคอ คันคอได้ เจ็บคอมีความจำเป็นต้องใช้เสียง คือสอนหนังสือ จึงละลายเกลือกับน้ำอุ่นแล้วกลั้วคอ กลืนและดื่ม ตัดใจเคี้ยวกระเทียมสด ๆ 4-5 กลีบ กระเทียมไทย ก่อนเข้าชั้นสอบปรากฏว่าอาการคันคอ เจ็บคอไม่รบกวนขณะที่ใช้เสียง ไม่เสียมารยาทที่ต้องกระแอมกระไอ สลับฉากการอธิบาย

     คนไทยที่เป็นนักวิชาการ เขาไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าผลงานวิจัยจะออกมาแม้แต่สอนทำอาหารอธิบายว่าการทำอาหาร เช่น แกงส้ม ก่อนจะใส่น้ำพริกลงในหม้อต้องให้น้ำเดือดก่อน มิฉะนั้นน้ำแกงจะไม่หอมและได้กลิ่นน้ำพริกแกงแบบไม่สุก นักวิชาการถามว่ามีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า การทำอาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ กว่าจะได้กินแกงก็คงต้องใช้เวลาอธิบายเป็นชั่วโมง

     สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงประชวรโรคหวัด ห้องเครื่องก็จะต้มจิ๋วให้เสวยซึ่งเป็นทั้งพระกระยาหารและพระโอสถ เพราะในเครื่องปรุงมีทั้งพริก หัวหอม ใบโหระพา ใบกะเพรา น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว ปัจจุบันรู้กันว่าจากผลงานวิจัย เหตุที่หัวหอมและกระเทียมช่วยบรรเทาหวัดได้ ผลมาจากสารเคมีที่อยู่ในหัวหอมและกระเทียม

     อาหารที่ใช้หัวหอมและกระเทียมเป็นส่วนผสม เช่น ลาบ พล่าเนื้อ พล่ากุ้ง แสร้งว่า ยำไข่ต้ม ยำปลากระป๋อง ปลานึ่ง มะนาวกระเทียมสด ต้มยำไก่บ้าน ต้มยำปลาช่อน เป็นต้น

     หัวหอมทำให้หายใจโล่ง จำได้ว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ คุณย่าจะตำหัวหอมใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางไว้ในมุ้งครอบน้องชาย ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 10 เดือน เพราะน้องชายเขาคัดจมูก เป็นหวัด คุณย่าทำแบบนี้ 3-4 วัน อาการคัดจมูกก็หายไป ไม่ทราบว่าคุณย่ารู้ได้อย่างไร

     นอกจากนี้แพทย์แผนไทยบอกไว้ว่ากะเพราะช่วยรักษาหวัดได้ เพราะความเผ็ดร้อนของกะเพรา เรามีวิธีกินกะเพราให้อร่อยไม่เพียงแต่ใส่ในผัดกะเพรา คุณลองทำต้มปลาสมุนไพร ใส่หัวหอมบุบ ใส่ตะไคร้ซอย ใบมะกรูด ใบกะเพรา และพริกขี้หนูบุบ 2-3 เม็ด ลงในน้ำแกง แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว ให้รสจัด ๆ ช่วยลดอาการของหวัดได้อย่างดี อาหารที่ใส่กะเพรามีหลายอย่าง เช่น แกงป่า ต้มแซบ เป็นต้น

     เมื่อเป็นหวัดต้องดื่มน้ำมาก ๆ น้ำธรรมดาที่สะอาด ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำแร่ ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำกะเพรา น้ำมะตูม ต้ำใบเตย ไม่ควรดื่มน้ำเย็น น้ำเย็นทำให้อาการเจ็บคอเพิ่มขึ้น บางครั้งเสียงจะหายไปเพราะกินของเย็นหรือดื่มของเย็น ๆ

     เป็นหวัดควรจิบน้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่น ๆ ตลอดเวลา จะช่วยให้ชุ่มคอ เป็นหวัดต้องดื่มน้ำอุ่นเป็นพิเศษ อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว

     ตอนเป็นหวัดเคยดื่มนม เพราะคิดว่าต้องบำรุงร่างกาย ปรากฏว่าอาการไม่ค่อยดี คนอื่นอาจจะไม่เป็น

     อาหารไทย ของดีในครัวไทย ไม่เพียงแต่ให้ความอร่อย มีชีวิตชีวาในการกินเท่านั้น ยังมีสรรพคุณทางยา ลองดูนะคะ ถ้าเกิดอาการจะเป็นหวัดก็ลองทำอาหารที่เสนอแนะ

 

ที่มา : http://www.horapa.com/content.php?Category=Healthy&No=608

 

"น้ำผึ้งแท้ ดูอย่างไร"

   คุณค่าที่เราได้รับจากน้ำผึ้งนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนี้เพราะว่าน้ำผึ้งก็จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าทางยารักษาโรค และอุดมไปด้วคุณค่าทางอาหาร
  สำหรับในเมืองไทยน้ำผึ้งที่ดีต้องเป็นน้ำผึ้งเดือนห้า (เดือนมีนาคม - เมษายน) เพราะเป็นเดือนที่มีดอกไม้บานเป็นจำนวนมาก และจะไม่มีน้ำฝนปนในน้ำผึ้งเนื่องจากเป็นหน้าแล้งอย่างเพลงที่ร้องว่า "เปรียบเธอเพชรงามน้ำหนึ่ง หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า" นั่นแหล่ะ เนื่องจากน้ำผึ้งแท้เป็นของหายาก จึงมีคนทำน้ำผึ้งปลอมมาหลอกขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น วิธีการนำน้ำมาใส่ในปี๊บกับน้ำตาลและใส่แบะแซทำขนม ต้มเคี่ยวไฟอ่อน ๆ ก็จะได้สีน้ำผึ้ง ถ้าอยากได้นำผึ้งสีดำก็ใช้ไฟแก่เคี่ยว จากนั้นอาจใช้ผลมะตูมอ่อนฝานลงไป มะตูมจะมีกลิ่นออกคล้ายน้ำผึ้ง ถ้าจะให้เหมือนจริงก็นำน้ำผึ้งแท้มาทาปากขวดแล้วนำแม่ผึ้งไปเกาะ เท่านี้ก็หลอกเงินในกระเป๋าผู้ที่พิสมัยรสชาติของน้ำผึ้งได้โดยไม่ยาก
  ดังนั้น ผู้บริโภคควรสังเกตให้ดีก่อนซื้อ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการรับประทานน้ำผึ้งสามารถพิสูจน์ได้ง่าย ๆ จากการดูลักษณะ และการชิม แต่สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็มีวิธีดูค่ะว่าน้ำผึ้งแท้ไม่แท้อย่างไร


น้ำผึ้งแท้ ๆ ดูอย่างไร

- เมื่อใช้ไม้จิ้มน้ำผึ้งขึ้นมาจะหยดไหลเป็นสายบาง ๆ ไม่ขาดสายและจะพบกองเป็นชั้น ๆ ก่อนที่จะรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
- หยดน้ำผึ้งลงบนกระดาษซับจะกองเป็นหยดอยู่ระยะหนึ่ง ไม่ซึมหายไปเช่นน้ำเชื่อม
- หยดน้ำผึ้งลงในน้ำ จะกองเป็นก้อนก่อนแล้วจึงค่อย ๆ ละลาย
- โปร่งแสง
- มดไม่ขึ้น
- ถ้าอุณหภูมิต่ำน้ำผึ้งจะมีผลึกน้ำตาลกลูโคสตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ
- ถ้าหยดน้ำผึ้งลงบนสไลด์แล้วดูด้วยกล้องจุลทัศน์ จะพบละอองเกสรดอกไม้หลาย ๆ ชนิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีรูปร่าง ขนาด สีที่แตกต่างออกไป (พบในน้ำผึ้งธรรมชาติที่ไม่ใช่ผึ้งเลี้ยง)

วิธีทดสอบน้ำผึ้งแท้แบบโบราณ

- หยดน้ำผึ้งลงบนกระดาษมวนยาสูบ ถ้าเป็นน้ำผึ้งจริงจะจับกันเป็นก้อนไม่ดูดซับ ถ้าเป็นน้ำผึ้งเทียมจะดูดซึมน้ำหมดทำให้จุดไฟไม่ติด
- หยดลงในน้ำ ถ้าน้ำผึ้งแท้จะรวมกันอยู่ใต้แก้ว แต่ถ้าน้ำผึ้งเทียมน้ำจะละลายกระจายไม่รวมตัวกัน

     จำไว้ง่าย ๆ ว่า น้ำผึ้งที่ดีดูได้จากความใสบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งสกปรกหรือผึ้งปนอยู่ สี กลิ่น และรสจะมีลักษณะเฉพาะตามแบบของน้ำผึ้ง เช่น ข้น หนืด ไม่มีฟอง ก๊าซ หรือเกิดการแยกชั้นตกผลึก และไม่มีรสเปรี้ยวเลย ใครที่จะซื้อน้ำผึ้งก็นำเคล็ดไม่ลับนี้ไปประกอบการซื้อได้ค่ะ

 

ที่มา : http://www.horapa.com/content.php?Category=Healthy&No=951

 

"หาอะไรสดชื่นกินรับหน้าร้อน"

   อากาศอบอ้าว แดดแรงเปรี้ยงปร้าง ใส่ทั้งแว่นตากันแดด หมวกแล้วก็ยังต้านทานความร้อนของแสงอาทิตย์ไม่ไหว ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันร่างกายต้องย่ำแย่ ขาดน้ำ ตัวแห้งแน่นอน มีคำแนะนำในเรื่องการกินมาฝาก ว่าหน้าร้อนปีนี้ จะกินหรือดื่มอะไรดี ให้มันหายร้อน


- น้ำดื่ม ปัจจัยหลักของการดำรงชีวิตเลยทีเดียว การดื่มน้ำมาก จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น โดยเฉพาะเวลาหน้าร้อน การดื่มน้ำบ่อยกว่าเดิมจะช่วยได้มาก เพราะร่างกายจะขาดน้ำง่ายกว่าปกติ ยิ่งถ้าเป็นน้ำที่มีรสชาติ อย่างน้ำผลไม้ หรือน้ำโซดากลิ่นผลไม้ ก็จะช่วยได้มาก น้ำตาลที่อยู่ในน้ำจะช่วยทำให้เรามีพลังงานสดชื่นขึ้น ส่วนพวกน้ำแร่ก็ดีเช่นกัน

- เครื่องดื่มหลังออกกำลังกาย หรือ Sports drinks เครื่องประเภทนี้ นอกจากจะให้น้ำและพลังงานแล้ว ยังช่วยป้องกันการขาดน้ำของร่างกายด้วย และคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงาน มีเครื่องดื่มบางแบบที่มีโปรตีนรวมอยู่ด้วยเล็กน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้พลังงานเช่นกัน รวมทั้งทำให้หายเหนื่อยจากการออกกำลังกายได้เร็วขึ้นอีกด้วย

- แตงโม เห็นเนื้อสีแดง ๆ ฉ่ำ ๆ อย่างนี้ บอกได้เลยว่ามีน้ำและน้ำตาลเยอะ เหมาะสำหรับไว้ทานหน้าร้อนที่สุด ยิ่งเวลาเอาไปแช่ในตู้เย็นมันให้เย็นเจี๊ยบ เอามากินตอนร้อน ๆ หวานอร่อยอย่าบอกใคร คนญี่ปุ่นจะชอบกินแตงโมมาก ๆ ในช่วงหน้าร้อน ในแตงโมมีปริมาณน้ำกว่า 90 % แถมยังมีสารที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย

- ชาเย็น เป็นอีกเครื่องดื่มหนึ่งที่ช่วยให้สดชื่นได้ แต่อย่าดื่มเยอะเกินไป เพราะชามีคาเฟอีนอยู่ด้วย ถ้าดื่มเกิน 6 แก้วต่อวัน จะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดน้ำได้ ดังนั้น ควรดื่มแต่แก้วสองแก้วพอแล้ว

- แตงกวา นี่เป็นสุดยอดผักที่มีน้ำเยอะมาก มากกว่าแตงโมเสียอีก คือมีน้ำอยู่ประมาณ 96 % แถมยังไม่มีแคลอรี่อีกต่างหาก ถึงแม้ว่า แตงกวาอาจจะไม่ใช่ผักที่มีสารอาหารอุดมมากที่สุด แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีของผักที่มีน้ำอยู่มาก และมีวิตามินต่าง ๆ อีกด้วย เอามาใส่สลัดกินเย็น ๆ แก้ร้อน อร่อยแถมได้ประโยชน์อีกด้วย

กินผักผลไม้เป็นขนมขบเคี้ยวดีกว่า
สำหรับคนที่ไม่สามารถเลิกนิสัยกินจุบกินจิบได้ ไม่ต้องเป็นห่วงคะ เรามีวิธีมาช่วยแล้ว ลองหันมากินพวกผักผลไม้แทนที่จะกินมันฝรั่งทอด เกี๊ยวทอด คุกกี้ หรือเค้กต่าง ๆ เวลาออกไปกินข้าวกลางวัน ก็ซื้อผลไม้กลับมาที่กินที่โต๊ะด้วย แทนการซื้อขนม จากที่เคยชอบกินพวกน้ำอัดลม ก็เปลี่ยนมาเป็นน้ำผลไม้ ถ้าอยากกินไอศกรีมจริง ๆ ลองหาไอศกรีมแคลอรี่ต่ำที่ทำจากผลไม้จริง ๆ มาทานแทน ถ้าสาวคนไหนชอบกินไอศกรีมแท่งมาก ลองหันมากินองุ่นไร้เมล็ดแทน โดยการเอาองุ่นไปแช่แข็งไว้ รับรองอร่อยเหมือนไอศกรีมเลย

อาหารช่วยทำให้ร่างกายฟิต
อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ต้องไปเที่ยวทะเลให้มันฉ่ำปอด แต่ช้าก่อน ร่างกายยังไม่ฟิตเลย ไม่อยากไปนอนเป็นปลาวาฬขึ้นอืดอยู่ริมหาด ต้องขอออกกำลังกายฟิตร่างกายเสียก่อนถึงจะไปได้ แต่แค่นี้อาจจะยังไม่พอ ต้องทานอาหารช่วยด้วย อาหารที่ช่วยให้ร่างกายฟิตและสร้างกล้ามเนื้อนั้น เช่น ถั่วแดง เนื้อวัว(แบบออร์แกนิค) บาร์บีคิวไก่ ไข่ และโยเกิร์ตสด ของเหล่านี้จะมีสารอาหารอย่างเช่น โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เพื่อที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อ ส่วนในโยเกิร์ตและไข่ก็จะมีแคลเซียมที่เสริมสร้างกระดูกอีกด้วย ทำให้ร่างกายของคุณเฟิร์ม ใส่บิกินี่ได้ไม่อายใคร

 

ที่มา : http://www.horapa.com/content.php?Category=Healthy&No=742

 

"น้ำข้าวกล้องงอก"

   สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เผยสูตรน้ำข้าวกล้องงอก ขึ้นโต๊ะเสวย"ในหลวง"ชาวบ้านทำกินเองได้ง่ายราคาไม่แพง สารอาหารครบถ้วน อธิบดีกรมการข้าว รายงาน รมต.เกษตรฯ-ปลัดฯ นำข้าวกล้องงอกปลุกกระแสให้คนไทยรู้คุณค่าข้าวไทย ช่วยเพิ่มรายได้ชาวนา


ก่อนอื่นเรามารู้จักกับการผลิตน้ำข้าวกล้องงอกกันเถอะ

   ข้าวกล้อง หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องแทนข้าวขาว(ข้าวสาร) เนื่องจากข้าวกล้องผ่านกรรมวิธีการสีเพียงครั้งเดียว เพื่อเอาเปลือก(แกลบ)ออกไป ทำให้ข้าวที่เหลือยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว(รำ)อยู่ครบถ้วน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้ล้วนอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวประเภทอื่น ๆ

    ข้าวกล้องที่ไม่ได้ผ่านการถนอมคุณค่าอย่างถูกหลักวิชาการ หลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว จะเสื่อมสภาพลงทุกๆวินาที ไม่ว่าจะบรรจุในภาชนะพิเศษสูญญากาศหรือไม่ก็ตาม สาเหตุจากเอนไซน์ไลเปสในข้าวกล้องจะไปย่อยกรดไขมัน มีผลให้กรดไขมันที่มีในข้าวกล้องเสื่อมสภาพลง จนมีกลิ่นเหม็นหืนในที่สุด นอกจากนี้ปฏิกิริยายังก่อให้เกิดปัญหาอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายด้วย

     ส่วนข้าวกล้องงอก ถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นข้าวกล้องที่ต้องผ่านกระบวนการงอกตามปกติ ในข้าวกล้องจะมีสารอาหารจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินซี วิตามินอี และสารกาบา ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน ช่วยคุมน้ำหนักตัว เป็นต้น
     เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอก จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหารเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสารกาบา นอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารสูงขึ้นอยู่แล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดา จึงง่ายแก่การหุงรับประทานได้โดยไม่ต้องผสมกับข้าวขาว
     จากการศึกษาทางกายภาพและทางชีวเคมีพบว่า เมล็ดข้าว ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ด หรือแกลบ ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้อง ในเมล็ดข้าวกล้องประกอบด้วย จมูกข้าว หรือ คัพภะ รำข้าว(เยื่อหุ้มเมล็ด) และเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีโปรตีน วิตามินบี วิตามินอี และแร่ธาตุ ที่แยกไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเมล็ดข้าว นอกจากนี้ยังพบสารอาหารประเภทไขมัน ที่พบได้ในรำข้าวเป็นส่วนใหญ่

    ข้าวเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี การเปลี่นแปลงจะเริ่มขึ้น เมื่อน้ำได้แทรกเข้าไปในเมล็ดข้าว โดยจะกระตุ้นให้เอนไซน์ภายในเมล็ดข้าวเกิดการทำงาน เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีโมเลกุลเล็กลง และน้ำตาลรีดิวซ์ นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เกิดเป็น กรดอะมิโนและเปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมสารเคมีสำคัญๆ เช่น แกมมาออริซานอล โทโคฟีรอล โทโคไตรอีนอล และโดยเฉพาะสารแกมมาอะมิโนบิวทิริกแอซิด หรือ ที่รู้จักกันว่า สารกาบา หรือ GABA
    สารกาบาเป็นกรดอะมิโน จากกระบวนการ decarborylation ของกรดกลูตาบิก กรดนี้มีความสำคัญในการทำหน้าที่สารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางและสารกาบายังเป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยับยั้ง โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย และนอนหลับสบาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับและเกิดสาร lipotropic ป้องกันการสะสมไขมัน
    จากการศึกษาและวิจัยพบว่า การบริโภคข้าวกล้องงอก ที่มีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง เนื่องจากสารเบต้าอไมลอยด์เปปไทด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซเมอร์) ดังนั้นจึงได้มีการนำสารกาบา มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรคเช่นโรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น รวมทั้งผลการวิจัยด้านสุขภาพระบุว่า ข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วยสารกาบา มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลดLDL ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง
    หากประชาชนสนใจที่จะซื้อให้ไปซื้อได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพทุกสาขา โดยเฉพาะที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.อุบลราชธานี จะมีจำหน่ายเป็นจำนวนมาก สำหรับกระแสข่าวนี้ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคนไทยบริโภคข้าวมาตลอดชีวิต แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการบริโภคที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไรให้คุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารยังอยู่ครบถ้วน โดยเฉพาะในข้าวกล้อง ซึ่งยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่เป็นสีน้ำตาลและสีแดง จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และแคลเซียม

วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอกอย่างง่าย ๆ มีขั้นตอนดังนี้

    เริ่มจากเมล็ดข้าวกล้องใหม่ 100 กรัม หรือ 1 ขีด จะต้องซาวน้ำล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชม. ก็จะเกิดเป็นตุ่มงอกสีขาวขึ้นมาที่เมล็ดข้าวพอมองเห็น จากนั้นให้เอาขึ้นนำมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มใช้ไฟปานกลางให้เดือด แต่อย่าให้เดือดมาก เพราะถ้าร้อนมากเกินไป สารกาบ้าจะถูกทำลายมาก หากเดือดพอดีให้เคี่ยวไปสัก 15-20 นาที สารกาบ้าจะยังอยู่ในข้าวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณเพียงพอต่อร่างกาย
    เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบางหรือกระชอน กรองน้ำออกมาดื่ม เพิ่มรสชาติโดยโรยเกลือป่นให้ออกเค็มเล็กน้อย ก็จะเพิ่มความอร่อย นอกจากความหอมหวานที่มีอยู่ในน้ำข้าวกล้องงอกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นสูตรที่ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวปทุมธานีทำเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง ทุก 3 วัน

ส่วนการหุงข้าวกล้องให้ได้รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น มีวิธีการดังนี้

    จะต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง ให้เมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยก็หุงได้ทันที จะทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าวจะทำให้สารกาบ้าถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้ข้าวกล้องงอกขึ้นมา จะเพิ่มคุณค่าสารอาหารขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว
(สูตรทำน้ำข้าวกล้องโดย สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว)

 

ที่มา : http://women.sanook.com/health/know_eat/knoweat_53547.php อ้างถึง หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

"อาหารในฤดูร้อน"
คุณศิริพร สมิตนาวิน หน.แผนกโภชนาการ โรงพยาบาลวิภาวดี

   บ้านเรามีอากาศร้อน…ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม - มิถุนายนและสิ่งที่ตามมากับฤดูร้อน ก็คือความไม่ปลอดภัยของอาหารที่เราบริโภค เพราะความเน่าเสียง่ายของอาหาร ทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอาหารเป็นพิษ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน วันนี้เรามีวิธีการเลือกรับประทานมาฝากกันค่ะ


การเตรียมอาหารเพื่อลดความเสี่ยง ควรพิจารณาและระมัดระวัง ตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษ ดังนี้

   ข้าวกล้อง หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องแทนข้าวขาว (ข้าวสาร) เนื่องจากข้าวกล้องผ่านกรรมวิธีการสีเพียงครั้งเดียว เพื่อเอาเปลือก (แกลบ) ออกไป ทำให้ข้าวที่เหลือยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ครบถ้วน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้ล้วนอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวประเภทอื่น ๆ

  1. เลือกซื้ออาหารที่สด สะอาด ไม่มีรอยแตกหรือรอยช้ำ
  2. ล้างทำความสะอาดอาหารด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง
  3. ปรุงอาหารโดยผ่านความร้อนในอุณหภูมิสูง และนานพอที่จะทำให้อาหารปลอดภัย
  4. เลือกใช้ภาชนะปรุงอาหารที่สะอาด โดยเฉพาะเขียงที่ใช้หั่นเนื้อสัตว์ ควรทำความสะอาดอยู่เสมอ
  5. หลีกเลี่ยงการจับต้องอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรืออาหารที่พร้อมจะรับประทาน
  6. เตรียมอาหารให้เสร็จใกล้กับเวลาที่จะรับประทานมากที่สุด
  7. อาหารที่ต้องเก็บในตู้เย็น ควรนำเก็บในตู้เย็นให้เร็วที่สุดไม่ควรวางทิ้งไว้
  8. ควรเก็บรักษาอาหารให้พ้นช่วงอุณหภูมิอันตรายคือระหว่าง 5-60 องศาเซลเซียส จึงไม่ควรวางอาหารทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง
  9. ไม่ควรเก็บอาหารสุกและอาหารดิบไว้ด้วยกัน เพราะเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย
  10. ไม่ควรนำอาหารออกจากตู้เย็นก่อนเตรียมอาหารเกิน 20 นาที

การเลือกรับประทานอาหารเพื่อลดความเสี่ยง

     อาหารทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการผิดปกติกับร่างกาย เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งอาการจะรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ ที่ทำให้เกิดโรค คือถ้าอาหารบูดเราสามารถรู้ได้และเลี่ยงที่จะรับประทาน แต่อาหารบางอย่าง สี กลิ่น รส ลักษณะยังไม่เปลี่ยน ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะจุลินทรีย์อยู่ในระดับที่ยังไม่ทำให้อาหารเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีปริมาณมากพอที่จะทำลายสุขภาพของเราได้ ดังนั้นเพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ เฉพาะในช่วงหน้าร้อนจะทำให้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เรามีหลักในการเลือกรับประทานอาหารดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำไว้นาน
  2. เลือกรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง เช่น อาหารประเภทแกง ต้มจืด ต้มยำ
  3. หลีกเลี่ยงอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ หรือผ่านความร้อนน้อย เช่น หอยแครงลวก
  4. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่ต้องผ่านการสัมผัสหลังจากการทำสุก เช่น ลาบ พล่า ยำ สลัด
  5. ควรทราบว่าอาหารประเภทใดบูดง่าย อาหารที่มีเครื่องเทศมากมีรสเผ็ด ได้แก่ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด จะบูดเสียกว่าอาหารที่มีรสจืด โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์และกะทิ
  6. ไม่ควรซื้ออาหารสำเร็จมาวางทิ้งไว้นาน ถ้ายังไม่รับประทานควรเก็บไว้ในตู้เย็น
  7. ควรอุ่นอาหารที่ซื้อสำเร็จก่อนรับประทาน
  8. ไม่ควรเก็บอาหารที่ซื้อสำเร็จที่เหลือจากการรับประทานไว้อีกเพราะจะทำให้บูดเสียง่าย ถ้าต้องการเก็บไว้ ควรอุ่นอีกครั้งก่อนนำเข้าเก็บไว้ในตู้เย็น

     ในการรับประทานอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารนอกบ้าน ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และควรดูแลเรื่องความสะอาดของอาหาร ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงอาหาร สิ่งแวดล้อม และอย่าลืมดูแลเรื่องสุขอนามัยของตนเองด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ แล้วฤดูร้อนนี้….คุณจะไม่มีปัญหาด้านสุขภาพมากวนใจค่ะ

 

ที่มา : http://www.horapa.com/content.php?Category=Healthy&No=845

 

 
 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9128