ปิดหน้าต่าง
 
"ถั่วเขียวลบจุดด่างดำ"

   หากคุณแม่หรือคุณยายเคยทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลให้กิน เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับถั่วเม็ดเล็กๆนี้เป็นอย่างดี

  โบราณกินถั่วเขียวเพื่อช่วยเยียวยาสารพัดอาการ   ถั่วเขียวนอกจากเป็นอาหารแล้วจึงเป็นยาไปในตัว   สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ สมัยนี้ที่ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง ต้องออกแดดบ่อยๆ จนเกิดจุดด่างดำบนผิว หรือการเผลอไปบีบสิวจนมีรอยดำๆ ทิ้งไว้ หรือแม้แต่รอยแผลที่เกิดจากผื่นคันตามร่างกาย ถั่วเขียวก็ยังช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพียงแต่ทำตามสูตรง่ายๆที่นำมาฝากวันนี้ค่ะ

    ส่วนผสม

  • ถั่วเขียว 3 ช้อนโต๊ะ
  • มันฝรั่ง 1 หัว
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา

   วิธีทำ   

    ทำได้ง่ายๆ โดยนำถั่วเขียวและมันฝรั่งมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปต้มจนสุก แต่ไม่ต้องถึงกับเปื่อย จากนั้นนำถั่วเขียวและเนื้อมันฝรั่งที่ได้มาบดรวมกัน โดยไม่ต้องให้ละเอียดนัก เติมน้ำมันมะกอกลงไป ผสมจนเข้ากันดี

    วิธีใช้

     นำมาขัดผิวกายโดยเฉพาะบริเวณที่มีจุดด่างดำ ใช้เวลาขัดประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วอาบน้ำหรือล้างออกด้วยสบู่ตามปกติ   ส่วนผสมที่มีเนื้อและเปลือกถั่วเขียวที่บดหยาบๆ ผสมกับเส้นใยของมันฝรั่งบด จะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิม ทำเช่นนี้ทุกสัปดาห์   รอยด่างดำจะค่อยๆ เลือนหายไป

 

ที่มา : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 226 http://www.cheewajit.com/health.asp?hid=545

 

"menu อาหาร ที่คุณควรหลีกเลี่ยง"

    “อาหาร"!!! ถือเป็นหนึ่งใน "ปัจจัย 4" ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ ซึ่งตามหลักทั่วไปอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายต้องมีคุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ.....ที่สำคัญคือต้องสะอาดและปราศจากสารพิษเจือปน อันจะก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่สุขภาพ
  

     อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละเมนูของมนุษย์ จำเป็นต้องคัดสรรมากขึ้น เพราะปัจจุบันมี "อาหารอันตราย" ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลของ " Team Content" สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่า มีเมนูโปรดของใครหลายคน ถูกจัดเป็นอาหารอันตราย ได้แก่.....
1. แฮมเบอร์เกอร์
จัดเป็นอาหารประเภทที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำเนื้อมาใช้ปรุงทำให้มีแบคทีเรียเกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้สารเคมีสีแดงมาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้ แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่สารปรุงรส ( MSG = Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
2. ฮอทด็อก
เป็นอีกเมนูอันตราย เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และฮอทด็อกทั้งหมดยังใส่สารไนไตรท์ เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดยสารไนไตรท์เป็นสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและ มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ถุงหลอดที่ใช้บรรจุฮอทด็อกก็ทำจากคอลลาเจนสังเคราะห์ ที่เป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มีสารพิษร้ายแรงที่เรียกว่า "อะคริลิไมด์"( Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายประสาท
3. เฟร้นช์ฟราย-มันฝรั่งทอด
เป็นอาหารที่มีความเป็นพิษสูง โดยการทอดเฟร้นช์ฟรายใช้อุณหภูมิสูงทำให้มีสารอะคริลิไมด์ออกมา นอกจากนี้น้ำมันที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์ ในมันฝรั่งยังมี "ดรรชนีกลีซิมิค" ( Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก
4. คุกกี้
ที่เด่นชัดมาก คือ สัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งอาหารในประเภทที่มีน้ำตาลปริมาณสูงเช่นนี้ จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
5. พิซซ่า
พิซซ่าประกอบด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม 5 ชนิด คือ..... 1." เนยแท้"( cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย..... 2." แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่..... 3." ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน..... 4." แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม และ มี " น้ำมันฝ้าย" ประกอบอยู่โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสารพิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุขต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภคได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น "น้ำมันไฮโดรจีเนต" และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ผิวหน้าแป้งพิซซ่าที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมีสารอะคริลิไมด์เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่าเพ็พเปอโรนิหรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจากไนไตรท์ สารกันบูด และสารเคมีอื่นๆ รวมทั้ง ไขมันอิ่มตัว ที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน
6. น้ำอัดลม
สารตัวสำคัญที่มีอยู่ในน้ำอัดลม คือ " กรดกำมะถัน" ( Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และน้ำโซดาที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมีน้ำตาลที่ไม่ให้พลังงานอยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้น้ำตาลเทียมสังเคราะห์ ( Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมในน้ำอัดลมยังเป็นสารก่อมะเร็งด้วย
7. ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
เป็นเมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลังงาน 340 กิโลแคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส " MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ "นัคเก็ตชิคเก้น" บางอันจะมีสารอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

 

ที่มา : http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_04419.php

 

"กุยช่าย...ผัก (ไม้) กวาดล้างโรคท้องผูก"

    กุยช่าย หรือ ผักไม้กวาด หรือที่ชาวอีสานรู้จักกันดีในชื่อว่า ผักแป้น นิยมรับประทานสดๆ กับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย หรือผัดผักกินกับข้าวสวย นอกจากนี้ยังนำมาทำเป็นขนมกุยช่ายก็อร่อย แต่คุณทราบหรือไม่คะว่าผักกุยช่ายยังเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีกมากมาย เริ่มตั้งแต่
  

  1. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดยใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่ายมีใยอาหารมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี
  2. แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ใบสดตำละเอียดพอกบริเวณที่เป็น บรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้
  3. แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย โดยใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดหรือยาผงรับประทาน
  4. รักษาโรคหูน้ำหนวก โดยใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู
  5. บำรุงน้ำนม คนไทยโบราณเชื่อว่าแม่ลูกอ่อนกินแกงเลียงใส่ผักหอมแป้นหรือกุยช่ายจะช่วยบำรุงน้ำนมได้ดี

 

ที่มา : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 209 http://women.mthai.com/views_Help-Health_11_47_9565_1.women

 

"เห็ดหูหนูดำป้องกันหลอดเลือดอุดตัน"

    เมื่อพูดถึงการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน เรามักคิดถึงการแก้ไขปัญหาที่อาหารการกินเป็นอันดับแรก

  นั่นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะอาหารบางประเภทคือที่มาของอาการหลอดเลือดอุดตัน และแน่นอนว่าอาหารบางประเภทก็เป็นทางออกของปัญหานี้เช่นกัน

    “ เห็ดหูหนูดำ ” ที่เราคุ้นเคยนั่นเองที่เป็นพระเอกมาช่วยแก้อาการร้ายๆนี้ เห็ดหูหนูดำมีสารอาหารหลายตัวรวมไปถึง “ อะดีโนซีน ” สารตัวเดียวกับที่มีในกระเทียมและหอมหัวใหญ่ ซึ่งช่วยลดความเหนียวข้นของเลือด ทำให้เลือดไม่เป็นลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมอง หรือเส้นเลือดที่อวัยวะอื่นๆ
 
  

    เห็ดหูหนูดำกินง่ายและรสชาติเป็นที่ถูกปาก สามารถนำมาทำอาหารได้สารพัดเมนู ทั้งแกงจืด ผัด ยำ คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นอาการหลอดเลือดอุดตัน เช่น คนที่มีคอเลสเตอรอลสูง ควรเพิ่มเห็ดหูหนูดำเข้าไปในมื้อต่างๆ ในแต่ละวัน และควรกินบ่อยๆ

   ภายในหนึ่งวันลองเลือกเห็ดหูหนูมาใส่อาหารประเภทต่างๆให้ได้ 5-10 กรัม ก็สามารถช่วยในการป้องกันอาการหลอดเลือดอุดตัน

    อย่างไรก็ดี อย่าลืมหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

 

ที่มา : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 227 http://www.cheewajit.com/health.asp?hid=546

 

"การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผัก และผลไม้แผ่น (Development of Vegetables Leather & Fruit Leather Product) "

อนุวัตร แจ้งชัด
ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โทร. 0-2579-5580

     ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มี พืช ผัก และผลไม้ ให้เลือกบริโภคตลอดทั้งปี อีกทั้งปัจจุบันยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นทั้งในฤดูกาล และนอกฤดูกาล บางครั้งอาจมีมากเกินความต้องการของผู้บริโภคและตลาด เนื่องจากอายุการเก็บของพืชผลทางการเกษตรมีระยะเวลาสั้น เน่าเสียได้ง่าย ทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จึงได้มีการศึกษาและพัฒนาวิธีการยืดอายุการเก็บของผัก และผลไม้ เพื่อบริโภคได้นานขึ้น โดยการแปรรูปผักผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายๆ รูปแบบ การแปรรูปในการพัฒนาผัก และผลไม้แผ่น การอบแห้งเป็นกรรมวิธีการผลิตอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยม เพราะเป็นกรรมวิธีการผลิตที่สามารถกระทำได้ตั้งแต่ระดับง่ายๆ ไม่ต้องใช้ความรู้มาก เช่น การตากกลางแดด ซึ่งกระทำมาแต่โบราณ จนกระทั่งถึงระดับที่ต้องการความรู้ทางเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การอบแห้งแบบการระเหิด เป็นต้น

        การศึกษาแนวทางพัฒนาผักแผ่น ( Vegetables Leather) โดยการทดลองแปรรูปผัก ซึ่งผักที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ได้แก่ ผักกวางตุ้ง ผักกาดหอม กะหล่ำปลี ผักขม แครอท และเห็ดฟาง เป็นต้น และใช้สารช่วยในการขึ้นรูป จากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสดใหม่ ประโยชน์ต่อ สุขภาพ ภาชนะบรรจุ รสชาติ ความกรอบ ขนาด เนื้อสัมผัส และสี ตามลำดับ ผู้บริโภคต้องการให้นำผักคะน้า ตำลึง และผักบุ้งมาผลิตผักแผ่น

      ผลไม้ภายในประเทศหลายชนิดเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ด้วยอายุการบริโภคที่สั้นมาก ผลไม้ที่สุกงอมเกินกว่าจะบริโภคสดได้จึงเป็นสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ จึงมีการนำผลไม้ในส่วนดังกล่าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ผลไม้แผ่น ( Fruit Leather) โดยได้มีการศึกษาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ซึ่งสามารถที่จะได้สูตร และกรรมวิธีต้นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์ผลไม้แผ่น และได้มีการพัฒนากรรมวิธีการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการสู่ระดับนำร่องโดยดัดแปลงและปรับปรุงเครื่องมือในการผลิตปัจจุบัน มีกำลังการผลิตได้ประมาณ 6,000 ชิ้น/เดือน (กว้าง x ยาว x หนา ~60 ซม. x 2.5 ซม. x 2 มล.) ซึ่งได้มีการนำผลิตภัณฑ์ไปวัดค่าทางคุณภาพเพื่อเป็นมาตรฐานในการผลิตผลิตภัณฑ์ผลไม้แผ่น ผู้บริโภคให้การยอมรับในระดับความชอบร้อยละ 70 และร้อยละ 80 ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ ซึ่งต้องมีการส่งเสริมการขายโดยให้ผู้บริโภคชิมตัวอย่างด้วย โดยภาชนะบรรจุที่เหมาะสม ได้แก่ ถุงลามิเนตปิดสนิท

กรรมวิธีการผลิต


ผัก/ผลไม้

ปั่นผสม

เติมสารประกอบอื่น

ให้ความร้อน

ขึ้นรูปเป็นแผ่น, อบแห้ง

ผัก/ผลไม้แผ่น

 

รูปที่ 1 กรรมวิธีการผลิตผัก และผลไม้แผ่น

     ดังนั้น การแปรรูปผักผลไม้ในรูปแบบแผ่นก็เป็นอีกแนวทางเลือกหนึ่ง ที่ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สามารถที่จะช่วยลดการสูญเสียดังกล่าว และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับผู้บริโภคนิยมรับประทานของว่าง ในรูปของขนมขบเคี้ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร หรือผู้ประกอบการ SMEs ได้อีกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม การแปรรูปในรูปของผักผลไม้แผ่นนั้นมีการศึกษาและพัฒนาอย่างจำกัด ทั้งที่ยังมีโอกาสทางการตลาดอยู่มากทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ

 

ที่มา : http://www.rdi.ku.ac.th/Techno_ku60/res-34/index34.html

"กินดี (ให้อยู่ดี) ในวัยกลางคน "

    จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร พ.ศ. 2548 เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกว่า 64,758,500 คน โดยสัดส่วนของประชากรวัยกลางคนอายุระหว่าง 30-39 ปี รวมๆ แล้วมีเกือบ 20 ล้านคน! ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการหารายได้แก่ครอบครัว และเป็นกลุ่มที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก แต่อย่าลืมว่าในขณะที่หน้าที่ การงานมั่นคงและไปได้สวย ก็เป็นช่วงที่ธรรมชาติของร่างกายเริ่มเสียสมดุลจนเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ตาเริ่มแห้งหรืออ่อนล้าง่าย ผิวพรรณเริ่มแห้ง นอนไม่หลับ น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น อ่อนเพลียจากการทำงานเป็นประจำ เป็นต้น

    ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้สุขภาพแย่ไปกว่านี้ คนวัยนี้จึงควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ประกอบกับออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อต้านความเสื่อมจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน

  • เพิ่มพลังสายตาไม่ให้ล้า จากการใช้สายตาในการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ การอ่านเอกสารเป็นตั้งๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ล้วนเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อตาถูกใช้งานมาก จึงควรพักสายตาและบำรุงสายตาด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามินเอ และสังกะสี

     วิตามินเอ ช่วยในการมองเห็นในที่แสงสลัว ปรับสายตาในที่มืดได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อบุต่างๆ วิตามินเอจำเป็นในการสร้างและการคงสภาพของเซลล์เยื่อบุอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด หลอดลม ผิวหนัง และเยื่อบุตา วิตามินเอพบมากในอาหารประเภทตับหมู ตับไก่ ไข่ น้ำนม หรือพืชผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักบุ้ง ผักตำลึง ฟักทอง มะละกอสุก แครอท เป็นต้น

      วิตามินซี พบวิตามินซีปริมาณสูงในตา ซึ่งช่วยป้องกันตาไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นโดยแสง วิตามินซี พบมากในผลไม้ตระกูลส้ม ผักใบเขียว มะเขือเทศ และ ฝรั่ง

     สังกะสี ช่วยในการปรับสายตาในที่มืดได้ดี พบมากในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น หอยนางรม เนื้อ ตับ ไข่ นม ไก่ และปลา แต่เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมากจะมีสังกะสีน้อย และพบมากในเมล็ดพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ

  • เพิ่มความจำ บำรุงสมอง ต้านเครียด คนวัยกลางคนที่ทำงานในสำนักงานมักจะใช้แรงงานน้อย แต่ใช้สมองและมีความเครียดมาก ดังนั้นเพื่อให้สมองทำงานได้ดี จำแม่นยำและอารมณ์ดีไม่หงุดหงิดง่าย จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกกลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบีและซี ถือว่าเป็นสารอาหารต้านเครียดได้ดี

      ไทอะมิน ( วิตามินบี 1) พบมากในตับ ไต หัวใจ ข้าวซ้อมมือ ถั่วต่าง ๆ และเนื้อสัตว์ มีบทบาทสำคัญต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสลายกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าร่างกายขาดวิตามินบี 1 จะทำให้อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย แขนขาไม่มีแรง ชาปลายมือปลายเท้า

      ไรโบฟลาวิน ( วิตามินบี 2) พบมากในนม เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ปลา และผักใบเขียว เป็นวิตามินที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสลายกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าขาดวิตามินบี 2 จะทำให้ริมฝีปากและลิ้นอักเสบ ปากและมุมปากแตก ระบบประสาทผิดปกติและสับสน

      ไนอาซิน ( วิตามินบี 3) พบมากในเนื้อสัตว์ ถั่วและยีสต์ ถ้าร่างกายขาดไนอาซิน กล้ามเนื้อจะอ่อนแรง เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ปวดศีรษะหรือความจำเสื่อมหงุดหงิด

      วิตามินบี 6 เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารนำสื่อประสาท พบมากในอาหารพวกเนื้อสัตว์ ตับ ธัญญาหาร ผักและถั่วต่างๆ ถ้าขาดวิตามินบี 6 จะทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ โลหิตจาง ซึมเศร้า สับสนและมีอาการชักได้

      วิตามินบี 12 พบในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ตับ นม ไข่ และเนื้อสัตว์ แต่จะไม่พบในแหล่งอาหารที่มาจากพืช เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์และเยื่อหุ้มปลายประสาท ถ้าขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เยื่อหุ้มปลายประสาทถูกทำลาย สมาธิสั้น

      วิตามินซี เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารนำสื่อประสาท ไทรอยด์ฮอร์โมน และการเปลี่ยนโคเลสเตอรอลไปเป็นกรดน้ำดี วิตามินซียังพบมากในเม็ดเลือดขาว โดยวิตามินซีจะช่วยป้องกันเม็ดเลือดขาวไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เม็ดเลือดขาวเข้าไปทำลายเชื้อโรค

      เหล็ก เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานให้เซลล์สมอง เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่พาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งสมอง ทำให้สมองสามารถสลายกลูโคสให้เป็นพลังงานได้ อาหารที่พบเหล็กมากได้แก่ เลือด ตับสัตว์ เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อที่มีสีแดง การขาดเหล็กจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ สมรรถภาพในการทำงานและการเรียนรู้ลดลง

      น้ำมันปลา เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า- 3 คือ EPA และ DHA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านข้อมูลในสมอง รวมทั้งมีระบบประสาทสัมผัสที่ไว ทำให้ความจำดีขึ้น

  • ป้องกันโรคกระดูกพรุนก่อนวัย ภาวะมวลกระดูกสูงสุด ( peakbone mass) จะหยุดอยู่ช่วงอายุ 30-35 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะรักษาระดับมวลกระดูกไว้คงที่ จนกระทั่งอายุมากขึ้น ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกไปใช้ ทำให้กระดูกบางและแตกง่าย เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนในอนาคต ดังนั้นช่วงอายุดังกล่าวจึงไม่ยังไม่สายเกินไปที่จะสะสมแคลเซียมให้กระดูก โดยการรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เช่น เต้าหู้ นม นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ใบยอ ปลากรอบ ปลากระป๋องหรือปลาซาร์ดีนที่รับประทานได้ทั้งกระดูก ทั้งนี้ควรจำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำอัดลม ไม่เกิน 2-3 แก้วต่อวัน
  • เพิ่มพลังให้ผิวสวย ไร้ริ้วรอย ผู้หญิงวัยนี้สามารถฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัยด้วยการนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ประกอบกับรับประทานผลไม้และผักมากๆ ซึ่งสารอาหารที่สำคัญได้แก่

     วิตามินอี เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ มีสรรพคุณช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ พบมากในนม ไข่ ถั่ว จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช ถั่วอัลมอนด์ ถั่วเหลือง น้ำมันพืช ปลาแซลมอน น้ำมันปลา เป็นต้น

      วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ เป็นตัวช่วยในขบวนการผลิตพลังงานภายในเซลล์ พบมากในเห็ด แครอท มะเขือเทศ ไข่ ไก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เนื้อหมู ข้าวและเมล็ดธัญพืชต่างๆ

      กรดโฟลิค (วิตามินบี 9) และวิตามินบี 12 ช่วยในการแบ่งและเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากนี้กรดโฟลิคยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย

      วิตามินบี 6 ช่วยในการสร้างกรดอะมิโนเพื่อนำไปใช้ในการสร้างโปรตีนสำหรับการสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย

      วิตามินซี เป็นตัวสำคัญในการสร้างคอลลาเจนทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรง คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างของกระดูกและผนังหลอดเลือด และช่วยในการหายของบาดแผล พบมากในผลไม้ เช่น มะขาม ส้ม ฝรั่ง มะละกอ

      สังกะสี ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย รวมทั้งการสร้างเนื้อเยื่อ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกายช่วยให้ผนังเซลล์คงสภาพโดยออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สังกะสีช่วยในการสมานแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดสังกะสีจะมีผลให้บาดแผลหายช้าลง

      ดังนั้นคนวัยกลางคนจึงควรใส่ใจสุขภาพตนเอง จากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งถ้าทำได้เป็นประจำ ไม่ว่างานจะหนักหรือเครียดแค่ไหน สมอง ร่างกายและจิตใจก็พร้อมลุยค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อ.ดร.อรอนงค์ กังสดาลอำไพ ; นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์

 

ที่มา : http://www.healthtoday.net/thailand/nutrition/nutrition_81.html

 

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9128