 |
 |
ผลไม้สด |
 |
|
จากสถิติการเกษตรของประเทศไทย
ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรโดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร
แสดงมูลค่าการส่งออกทางการเกษตรที่สำคัญ พบว่า สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์มีมูลค่า
การส่งออกในปีพ.ศ. 2546 สูงถึง 804,189 ล้านบาท จากมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด 3,330,006 ล้านบาท
คิดเป็น 24.15 % ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด โดยผลไม้และผลิตภัณฑ์มีมูลค่าการส่งออก 36,565 ล้านบาท
ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2545 (31,738 ล้านบาท) ถึง 15.21% เห็นได้ว่าประเทศไทยสามารถผลิตพืชผลทางการเกษตร
หลายอย่างในปริมาณเพียงพอสำหรับใช้ภายในประเทศและหลายชนิดเหลือส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
ปัจจุบันความจำเป็นในการเร่งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรมีมากขึ้น การหาทางลดความสูญเสีย
หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วจึงมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นด้วย
ตั้งแต่วันเก็บเกี่ยวจนถึงนำไปบริโภค ผลิตผลของพืชสวนเกิดความสูญเสียได้ทั้งในด้าน
ปริมาณและคุณภาพ การจะลดความสูญเสียเหล่านี้ให้น้อยลงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในปัจจัย
ด้านชีววิทยาและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสาเหตุให้เกิดความสูญเสียนั้น และใช้วิธีการทางเทคโนโลยี
ทั้งหลายที่มีอยู่เพื่อชะลอการสุกงอมและรักษาคุณภาพเอาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลไม้สด
เป็นส่วนของพืชที่ยังมีชีวิต จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาภายหลังที่เก็บเกี่ยวแล้ว
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แม้จะมีบางอย่างเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภค
มักไม่ชอบ การเปลี่ยนแปลงของผลไม้สดภายหลังเก็บเกี่ยวนี้จะเกิดตลอดเวลา แต่สามารถ
ชะลอให้ช้าลงได้ในขอบเขตหนึ่ง การสุกงอมนั้นเป็นระยะสุดท้ายของขบวนการเจริญ
เติบโตของอวัยวะพืช ซึ่งในที่สุดเซลก็จะแตกสลายและหมดอายุลง
โดยธรรมชาติ พืชสวนจะมีลักษณะภายนอก
(เช่น ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ฯลฯ) ส่วนประกอบและสรีระทั่วไปแตกต่างกัน
ดังนั้นวิธีปฏิบัติและคำแนะนำในการยืดอายุของผลิตผลภายหลังเก็บเกี่ยวเพื่อให้คงคุณภาพ
จึงขึ้นอยู่กับชนิดของพืชนั้นๆ ผลิตผลสดของพืชสวนแทบทั้งหมดมักมีปริมาณน้ำสูง
ดังนั้นจึงเหี่ยวและชอกช้ำง่าย เป็นเหตุให้แบคทีเรียและเชื้อราเข้าทำอันตรายได้ง่ายด้วย |
|
|
|
| |
 |
บรรจุภัณฑ์บ่งชี้ความสุกของผลไม้ |
|
 |
|
ปกติเมื่อผู้บริโภคจะเลือกซื้อผลไม้สด มักจะดมเพื่อตรวจสอบความสุกของผลไม้ บริษัท Ripesense LTD.
ของประเทศนิวซีแลนด์ ได้ทำการบรรจุลูกแพร์ในบรรจุภัณฑ์ที่มีฉลากบ่งชี้ความสุกของผลไม้
เมื่อผลไม้สุกและปล่อยแก๊สกลิ่นที่ระเหยออกมาทำปฏิกิริยากับสารเคมีบนฉลาก
จุดบนฉลากจะเปลี่ยนตั้งแต่สีเหลือง (ผลไม้ดิบกรอบ) เป็นแดง (ผลไม้สุกฉ่ำน้ำ)
ตามระดับความสุกของผลไม้ บริษัทเชื่อมั่นว่าภาชนะบรรจุและฉลากจะช่วยลด
ผลไม้ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ขายไม่ไดเนื่องจากถูกผู้บริโภคบีบหรือจับเพื่อตรวจดูความสุก
บริษัทจะขยายการใช้ภาชนะบรรจุและฉลากแบบนี้ไปยังผลไม้ชนิดอื่น
เช่น กีวี, เมลอน, มะม่วง, อะโวกาโด และ ผลไม้ที่มีแกนต่างๆ
|
|
 |
ปัจจัยด้านชีววิทยา |
|
 |
|
การหายใจเป็นกระบวนการ Catabolic ที่สารอินทรีย์ทั้งหลาย ซึ่งพืชสะสมไว้ (แป้ง โปรตีน ไขมัน)
ถูกเปลี่ยนให้เป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างไม่สลับซับซ้อน พร้อมกับปลดปล่อยพลังงานออกมาในเวลาเดียวกัน
ผลิตผลของพืชจะใช้ออกซิเจนในกระบวนการดังกล่าวนี้และขณะเดียวกันก็จะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น
- อาหารที่ผลิตผลเก็บสะสมไว้ และต้องสูญเสียไปเนื่องจากการหายใจนั้น ซึ่งหมายถึง
- สูญเสียอาหารที่เก็บไว้ในเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ผลิตผลนั้นเกิดการสุกงอมเต็มที่ในที่สุด
- สูญเสียคุณค่าทางอาหาร (และพลังงาน) ที่ผู้บริโภคควรจะได้รับ
- รสเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวาน
- สูญเสียน้ำหนักแห้ง (สำคัญยิ่งสำหรับผลิตผลที่ขายในลักษณะที่ต้องตากหรืออบแห้งแล้ว)
- พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาในรูปของความร้อนนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ
การพิจารณาใช้เทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว เช่นเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกำหนดความต้องการว่าจะต้องแช่เย็น
ในอุณหภูมิต่ำขนาดไหน หรือต้องให้มีอากาศถ่ายเทมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
- อัตราความสูญเสีย (เน่า) ของผลิตผลที่เก็บเกี่ยว
โดยทั่วไปจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับอัตราของการหายใจ ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มของผลไม้ออกเป็น
หมวดหมู่ตามอัตราการหายใจ ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 การจำแนกกลุ่มของผลไม้ ตามอัตราการหายใจ
|
ระดับการหายใจ
|
Range 5 o C (41 o F)
(mg CO 2 /Kg-hr) *
|
ชนิดของผลไม้
|
ต่ำมาก
ต่ำ
ปานกลาง
สูง
สูงมาก
สูงที่สุด |
น้อยกว่า 5
5 10
10 20
20 40
40 60
มากกว่า 60 |
อินทผาลัม
แอปเปิ้ล, ส้ม,องุ่น
แอปปริคอต, กล้วย, เชอรี่, ท้อ, สาลี่, พลัม, มะเดื่อ
สตรอเบอรี่, แบลคเบอรี่, ราสเบอรี่
-
- |
* Vital heat BTU/ton/24 hrs = mg CO 2 /Kg-hr 220
- ผลไม้ต่างๆ สามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม
โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของการหายใจระหว่างการสุกแก่ ดังนี้
- Climacteric group ได้แก่ แอปเปิ้ล, แอปริคอท, อาโวกาโด, กล้วย,
ขนุน, มะเดื่อ, ฝรั่ง, กีวี, มะม่วง, มะละกอ, เสาวรส, พีช, แพร์, ลูกพลับ, แตงโม
- Non-climacteric group ได้แก่ แบลคเบอรี่, เชอรี่, องุ่น, เกรฟฟรุท,
ส้ม, สับปะรด, ทับทิม, ราสเบอรี่, สตรอเบอรี่, มะกอก
การสร้างสารเอทธิลีน ( ethylene)
- สารเอทธิลีน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีโครงสร้างไม่สลับซับซ้อน
มีอิทธิพลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาของพืช เป็นผลิตผลตามธรรมชาติที่กลุ่มเซลของพืชชั้นสูง และ
จุลินทรีย์บางชนิดสร้างขึ้นจากกระบวนการ metabolism สารเอทธิลีนถือกันว่าเป็นฮอร์โมนธรรมชาติ
ที่ควบคุมการแก่และการสุกของผลไม้ และสารนี้จะแสดงผลแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย (0.1 ppm)
- ผลไม้แต่ละชนิดมีการสร้างสารเอทธิลีนมากน้อยแตกต่างกัน
การจำแนกกลุ่มของผลไม้ดังกล่าวตามอัตราการสร้างสารเอทธิลีนมีแสดงไว้ในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 การจำแนกกลุ่มของผลไม้ตามลักษณะการผลิตเอทธิลีน
|
ระดับการผลิตเอทธิลีน
|
? l C 2 H 4 /Kg-hr
ระหว่าง 20 o ซ (68 o ฟ)
|
ชนิดของผลไม้
|
ต่ำมาก
ต่ำ
ปานกลาง
สูง
สูงมาก |
0.1
1.0
10.0
10.0 -100
มากกว่า 100 |
เชอรี่, ส้ม, องุ่น, สตรอเบอรี่, ทับทิม
บลูเบอรี่, ราสเบอรี่, ลูกพลับ, สับปะรด
กล้วย, มะเดื่อ, แตงไทย, มะม่วง
แอปเปิ้ล, แอปริคอท, อาโวกาโด, แคนตาลูป, กีวี, มะละกอ, พีช, แพร์, พลับ
เสาวรส |
การเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบของผลิตผล
- ในระหว่างที่ผลิตผลของพืชกำลังเจริญเติบโตและสุกแก่อยู่บนต้นนั้น รงควัตถุ
(pigments) มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่ภายหลังการเก็บเกี่ยวการเปลี่ยน
แปลงที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไป ซึ่งอาจเป็นที่ต้องการหรือเป็นผลเสียก็ได้
- การสูญเสียคลอโรฟิลล์ (สีเขียว) เป็นที่ต้องการสำหรับผลไม้
- การเกิด carotenoids (สีเหลืองและส้ม) เป็นที่ต้องการหากเกิดกับผลไม้ เช่น
แอปริคอท, ท้อ, ส้ม ฯลฯ ส่วน beta-carotene เป็นสารซึ่งต่อไปจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้
ดังนั้นจึงมีคุณค่าทางอาหารมาก
- การเกิด anthocyanins (สีแดงและน้ำเงิน) เป็นที่ต้องการหาก
เกิดกับผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล, เชอรี่, สตรอเบอรี่ ฯลฯ สารนี้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ง่ายกว่า carotenoids
- การเปลี่ยนแปลงของ anthocyanins
และสารประกอบ phenol อื่นๆ ทำให้ส่วนของเนื้อกลายเป็นสีน้ำตาล ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ
- การเปลี่ยนแปลงคาร์โบไฮเดรท ประกอบด้วย
แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาล (เป็นที่ต้องการสำหรับผลไม้)
น้ำตาลเปลี่ยนเป็นแป้ง
แป้งและน้ำตาลเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ในขณะหายใจ
การสลายตัวของเพคตินและสารโพลีแซคคาไรด์อื่นๆ ทำให้ผลไม้นิ่มเป็นสาเหตุให้ชอกช้ำได้ง่าย
การเปลี่ยนแปลงของกรดอินทรีย์ โปรตีน กรดอะมิโน และ ลิปิด ซึ่งมีอิทธิพลต่อคุณภาพในด้านรสชาติของผลิตผล
การสูญเสียปริมาณวิตามิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรด ascorbic (วิตามินซี) ทำให้คุณค่าทางอาหารเสื่อมลง
การสร้างกลิ่นหอมในขณะผลสุก ถือว่ามีความสำคัญยิ่งในด้านการเพิ่มคุณภาพของผลิตผล
|
|
 |
การคายน้ำและสูญเสี่ยน้ำ |
|
 |
|
|
การสูญเสียน้ำถือเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งของการเสื่อมของผลิตผล
เพราะทำให้เสียน้ำหนัก ตลอดจนรูปร่างและเนื้อด้อยค่าลงในทางการค้า เพราะความเหี่ยวเฉา |
|
 |
การเสื่อมทางสรีระ |
|
 |
|
| การเก็บผลิตผลในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเสื่อมทางสรีระ เช่น
- เกิดความเสียหายเมื่อเก็บในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเหมาะสมของผลิตผลนั้นๆ
- เสียหายเนื่องจากเก็บผลิตผลไว้ในอุณหภูมิที่สูงกว่าจุดเหมาะสม และต่ำกว่า 5- 15
องศาเซลเซียส (41-59 องศาฟาเรนไฮด์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพืชเมืองร้อนและกึ่งร้อน
ความเสียหายนี้อาจปรากฏออกมาในลักษณะของการเปลี่ยนสีของผิวและเนื้อ
ช้ำหรือเป็นโพรงสุกไม่เท่ากัน หรือไม่สุกเลย รสชาติจืดชืด ผิวเกิดรา และเน่าง่าย
- เกิดความเสียหายเนื่องจากถูกแสงแดด หรือเก็บในที่ร้อนเกินไป ทำให้ผิวไหม้หรือพอง
สุกไม่สม่ำเสมอ นิ่มหรือแห้งเกินไป
- ความผิดปกติทางสรีระบางอย่าง เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุอาหารก่อนที่ผลิตผล
นั้นจะถูกเก็บเกี่ยว เช่น การขาดธาตุแคลเซี่ยม ทำให้แอปเปิ้ลมีอาการไส้ขม
- ผลไม้ทุกชนิดเสื่อมคุณภาพทางสรีระ เมื่อมีปริมาณออกซิเจนต่ำ และคาร์บอนไดออกไซด์สูง
ความเสียหายภายนอก
ความเสียหายของผิวภายนอก เช่น
การเกิดแผลถลอกหรือช้ำ เป็นตัวการสำคัญทำให้ผลิตผลเสื่อมคุณภาพ ความชอกช้ำที่เกิดจาก
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเกี่ยว แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็ก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำและเน่าเสียได้
การเกิดโรค
สาเหตุส่วนใหญ่ที่ผลิตผลเกิดเน่าเสียนั้น
เป็นเพราะเชื้อโรคเข้าทำลายทางบาดแผลที่เกิดจากการใช้เครื่องมือในการเก็บเกี่ยว
แต่มีบางกรณีที่เชื้อโรคสามารถเข้าทำลายพืชผลที่ไม่มีบาดแผลได้ |
|
| |
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9156, 5779176
|
|