ลุ้นยักษ์"ซีพี-เบทาโกร"ยื่นซองราคา จับตากทม.เปิดประมูลโรงฆ่าหมูรอบ2
 

    โรงฆ่าหมูหนองแขมของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไปไม่ถึงไหน ประกวดราคาไปแล้วรอบแรก ไม่มีใครยื่นซองกลับมา เหตุราคาโรงเชือดแพง ขณะที่ระยะเวลาการเช่าดำเนินการสั้นเกินไป เผยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในประเทศที่จะหาหมูเข้ามาป้อนโรงเชือดวันละ 2,000 ตัว มีแต่ "ซี.พี.-เบทาโกร" พ้นจากนี้ไปแล้วลำบาก หวั่นซ้ำรอยโรงบางคล้าของกรมปศุสัตว์

    จากเดือนธันวาคม 2548 จนกระทั่งถึงปัจจุบันโครงการโรงฆ่าสุกรและวัวของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลค่า 940 ล้านบาท บนพื้นที่ 50 ไร่ บริเวณโรงขยะหนองแขมเดิม ก็ยังไม่สามารถหาผู้เข้ามาบริหารเพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงงานได้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้องว่า สุดท้ายจะเหมือนกับโรงฆ่าหมูบางคล้าของกรมปศุสัตว์ที่ต้องปล่อยโรงงานร้างไว้ถึง 2 ปี จึงจะหาผู้บริหารโครงการได้ (เครือ ซี.พี.เช่าบริหารโรงเชือด) เนื่องจากขาดการวางแผนและการบริหารงานล่วงหน้า

    นายประสาน บำรุงพันธุ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างเปิดประกวดราคาให้เช่าและบริหารจัดการโรงฆ่าสัตว์กรุงเทพมหานคร เป็นครั้งที่ 2 โดยให้เอกชนผู้สนใจสามารถติดต่อขอซื้อเอกสารประกวดราคาชุดละ 10,000 บาท ได้จนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 และกำหนดให้ยื่นซองภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2549

    ทั้งนี้โครงการโรงฆ่าสุกร/วัวของกรุงเทพ มหานคร มูลค่า 940 ล้านบาท จะมีกำลังการผลิตสามารถเชือดสุกรได้ 2,000 ตัว/วัน เชือดโค/ กระบือได้ 100 ตัว/วัน โดยการเปิดให้ยื่นซองประกวดราคาเป็นครั้งที่ 2 ทาง กทม.ยังคงใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประกาศยื่นซองครั้งแรก เนื่องจากระเบียบของ กทม.ว่าด้วยการพัสดุระบุไว้ว่า การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการประมูลหรือประ กวดราคาต่างๆ อย่างน้อยจะต้องเปิดให้มีการประ กวดราคาให้ครบ 2 ครั้งเสียก่อน จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประมูลได้

    "การเปิดซองประกวดราคาในรอบแรกในเดือนมกราคม 2549 (ยื่นขายซองเดือนธันวาคม 2548) ปรากฏมีบริษัทเอกชนเข้ามาซื้อซอง 3 ราย ได้แก่ บริษัทวีฟู้ดผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด , บริษัทเบทาโกรเซฟตี้มีท จำกัด และบริษัทมิตรภาพโภค ภัณฑ์ จำกัด แต่ไม่มีรายใดยื่นซองกลับมา มีเพียงบริษัทเบทาโกรเซฟตี้มีทเท่านั้นที่ให้เหตุผลการไม่ยื่นซองว่า ระยะเวลาในการให้ยื่นซองในรอบแรกกระชั้นชิดเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาพิจารณาเอกสารเพียงพอ และทางเบทาโกรสนใจแต่โรงฆ่าหมู แต่ไม่สนใจในส่วนของโรงฆ่าวัว" นายประสานกล่าว

    และถ้าหากครบกำหนดให้ยื่นซองประกวดราคาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 16 สิงหาคม 2549 แล้ว ยังไม่มีรายใดยื่นซองเข้ามาอีก คณะทำงานของ กทม.ก็จะประชุมเพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการยื่นซองประกวดราคาใหม่ รวมไปถึงจะเชิญภาคเอกชนที่ให้ความสนใจในโครงการนี้มารับฟังความคิดเห็นด้วย

    ทางด้านแหล่งข่าวในวงการผู้เลี้ยงและผู้ค้าสุกรกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ศักยภาพของผู้เลี้ยงที่จะเข้าบริหารโรงฆ่าหมูของ กทม.คงมีเพียงเครือเบทาโกรกับเครือ ซี.พี.เท่านั้น ที่จะสามารถหาหมูขุนมาป้อนโรงงานได้ถึง 2,000 ตัว/วัน แต่สาเหตุที่ 2 บริษัทใหญ่ซื้อซองแล้วไม่เข้ายื่นข้อเสนอจะเป็นเพราะทั้ง 2 บริษัทต่างทราบดีว่า การจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี ปีละ 62,666,667 บาท หรือคิดเป็นค่าเช่า 940 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 15 ปีนั้น เป็นราคาที่สูงเกินไป ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่ถ้าระยะเวลาเช่ายาวออกไปอาจจะน่าสนใจบ้าง

    แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเงินลงทุนในโครงการถึง 940 ล้านบาท ตามที่ กทม.วางเอาไว้นั้น "สูงเกินจริง" หากเทียบกับการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนเอง สามารถทำได้ถูกกว่า 20-30% แถมก่อสร้างเสร็จแล้วยังเป็นสินทรัพย์ของบริษัทเองด้วย ในขณะที่เงื่อนไขของ กทม.ก็คือการให้เช่าบริหารงานโรงฆ่าเท่านั้น

    นอกจากนี้ กทม.ยังมีการกำหนดเงื่อนไขอีกหลายประการก็ไม่เอื้ออำนวยต่อภาคเอกชน อาทิ การห้ามใช้เป็นโรงฆ่าเพื่อการส่งออก เพราะวัตถุ ประสงค์หลักของเครือ ซี.พี.และเครือเบทาโกรก็คือต้องการโรงฆ่าที่ทันสมัยเพื่อการส่งออก ดังนั้นการเปิดซองประกวดราคาครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคมนี้คาดว่าคงไม่มีบริษัทใดยื่นข้อเสนออีก

    "เป็นที่ทราบกันดีว่า หน่วยราชการเวลาก่อสร้างโครงการต่างๆ มักจะมีราคาสูงกว่าบริษัทเอกชนทำกันเอง ยกตัวอย่าง โรงฆ่าแถวราชบุรีที่สร้างเสร็จในเวลาที่ กทม.กำลังหาคนมาบริหารและก่อสร้างโรงฆ่าที่หนองแขม ปรากฏโรงฆ่าของเอกชนมีมูลค่าการลงทุนถูกกว่าของ กทม.มาก กล่าวคือ ใช้เงินลงทุนไปแค่ 300 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเต็มที่ 1,600 ตัว/วัน หรือสามารถเชือดหมูได้ 200 ตัว/ชั่วโมง" แหล่งข่าวกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนกำลังมองไปที่การประกาศเปิดให้มีการประกวดราคารอบที่ 3 ขณะเดียวกันทางเครือเบทาโกรก็มีแผนที่จะก่อสร้างโรงเชือดเพิ่มเติม ส่วนเครือ ซี.พี.กำลังก่อสร้างโรงแปรรูปหมูปรุงสุกภายใต้ชื่อบริษัทซีพี-โยเนะคิว จำกัด มีกำลังการผลิต 600 ตัน/เดือน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ ซี.พี.จะต้องหาโรงเชือดที่ได้มาตร ฐานและทันสมัยเพื่อซัพพลายหมูป้อนเข้าโรงต้มสุกด้วย



ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3810(3010) หน้า 9

 

 

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี คลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 10120
โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-56
โทรสาร : (662) 577-9128, 577-9009

E-mail :