Trend Watch: Thailand s Seafood Industry อุตสาหกรรมอาหารทะเลนับเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในธุรกิจส่งออกที่มีมูลค่าในระดับกว่า 1 พันล้านเหรียญ สหรัฐฯ ในช่วงเกือบสิบปีทีผ่านมา และเป็นที่ยอมรับว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลชั้นนำของโลกในลำดับต้นๆ อาหารทะเลไทย : ขีดความสามารถด้านการผลิตและการตลาดในประเทศ สำหรับตลาดภายในประเทศเอง ผู้ผลิตและส่งออกหลายราย หันมาให้ความสนใจกับตลาดภายในประเทศมากขึ้น โดยเหตุผลประการหนึ่งคือ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเสมอต่อกรณีที่อาจ เกิดความผันผวนของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลที่ออกสู่ตลาดมีความหลากหลายสอดคล้อง กับกระแสบริโภคและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมทุกวันนี้ผู้บริโภครับทราบข่าวสารความรู้ใหม่ๆ มากขึ้น และให้ความใส่ใจในเรื่องของคุณภาพอาหารมากกว่าที่เคยเป็น การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ การแข่งขันในตลาดยุคปัจจุบัน ดังนั้นองค์ประกอบหลักๆไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมอาหารรสชาติอาหาร เทคโนโลยีในการผลิต เทคโนโลยีในเรื่องของความสะอาดสุขอนามัยตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิตและตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงจุดขาย ให้แก่ผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ ประกอบกับนับตั้งแต่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค การค้าเสรี ระบบเศรษฐกิจการค้าไว้พรมแดน อุตสาหกรรมอาหารทะเลได้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่ นำวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติ และผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อนมาเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทานแบบใหม่ๆ มีออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ รักษากลิ่นรสความสด ของอาหารได้ยาวนานขึ้น และสำหรับตลาดภายในประเทศ เราจะเห็นได้ว่าบรรจุภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปมีรูป โฉมที่สะดุดตาน่าซื้อมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่มี การวิจัยพบว่าการตัดสินใจซื้อ ณ จุดขาย ( point of purchase ) ของผู้บริโภคเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ทันทีที่พบสินค้าในบรรจุภัณฑ์ที่ตนรู้สึกถูกใจขึ้นมาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ ที่สำคัญที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร คือ ความสะอาดปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งเรื่องนี้ในประเทศไทย ได้มีหน่วยงานทั้งของทางภาครัฐและภาคเอกชนได้ให้ความสนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยี ด้านความสะอาดปลอดภัยแก่ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลสดและที่แปรรูป ตัวอย่างเช่นในปัจจุบัน กว่า 80 % ของผู้ประกอบการต่างมีระบบ GMP - Good Manufacturing Practice และขั้นต่อไปคือ การมี HACCP Hazard Analysis and Critical Control Point system อันเป็นข้อกำหนดที่สำคัญ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา) นอกจากนี้แล้วในส่วนต้นสายการผลิตซึ่งเป็นส่วนที่ป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรม อาหารทะเลแปรรูปก็ได้มีการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมของสมาคมอาหารแช่แข็ง แห่งประเทศไทยในกำหนดแนวปฏิบัติระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ( Code of Conduct ) ในโครงการ Bio-Shrimp และ การมี GAP - Good Agricultural Practice สำหรับฟาร์มเลี้ยง เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่สะอาดและปลอดการปนเปื้อนก่อนนำไปแปรรูปและเข้าสู่ขบวนการทาง การขายและการตลาดต่อไปจนถึงผู้บริโภคอย่างปลอดภัย ในทางกลับกัน การนำเข้าวัตถุดิบอาหารทะเล (เช่น ปลาทูน่า) ที่จะนำมาแปรรูปก็เช่นกัน ผู้นำเข้าของไทยก็จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมาตรฐาน HACCP ของทางสหรัฐอเมริกา หรือ ISO 9000 ของทางยุโรป หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่กำหนดของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย เพราะเมื่อนำมาผลิตแปรรูปและส่งออก เมื่อทำการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิด ทุกๆ จุดก็จะต้องถึงเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด จึงจะสามารถส่งขายได้ การพัฒนาอีกขั้นเพื่ออาหารทะเลปลอดภัย เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพของการตรวจสอบย้อนกลับทาง Codex Alimentarius Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานมาตรฐานสากลได้พัฒนาข้อกำหนดและแนวทางด้านความสะอาดปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งเรียกว่า Code of Hygienic Practice และเพื่อให้ข้อกำหนดนี้เกิดผลอย่างจริงจังทางรัฐบาลไทยจึงได้ออกข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการประเภทสัตว์น้ำทุกประเภทจะต้องทำการจดทะเบียนต่อกรมประมงซึ่งเรียกว่า การขึ้นทะเบียนระบบสัตว์น้ำ ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงโรงเพาะฟักอนุบาลโรงงานผลิต ผู้ค้า ผู้ขนส่ง ผู้นำเข้าและผู้ส่งออก เป็นต้น โดยประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการขึ้นทะเบียนนี้ อาทิ การได้รับพิจารณาในลำดับต้นหากมีการพิจารณาให้เงินสนับสนุนในการพัฒนามาตรฐานการผลิต ได้รับสิทธิพิเศษในการลดขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การได้รับการรับรองมาตรฐานในการผลิตและการส่งออก การขอขึ้นทะเบียนดังกล่าวนี้สามารถดำเนินการบนอินเตอร์เน็ตได้ด้วยท่านผู้อ่านที่เป็นผู้ประกอบการที่สนใจลองเข้าไปดูที่ www.fisheries.go.th กล่าวเฉพาะ กุ้ง ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยนั้น แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้งคุณภาพประเทศไทยได้พัฒนาการผลิตกุ้งคุณภาพโดยดำเนินการในทุกส่วนตั้งแต่ฟาร์มจนถึงผู้ส่งออกและต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบมาตรฐานของกรมประมง สุดท้าย ผู้ส่งออกยื่นขอตรารับรองคุณภาพจากกรมประมงตามระเบียบกรมประมงทางด้านมาตรฐานสามารถแยกการพิจารณาได้ 2 ส่วน โดยส่วนแรกซึ่งจัดเป็นส่วนการผลิตต้น สายการผลิตในเรื่องของการเพาะเลี้ยงในระดับฟาร์มและในส่วนที่สองเป็นส่วนปลาย สายการผลิตที่เกี่ยวข้องกับผู้จัดจำหน่ายกุ้งและโรงงานแปรรูป ซึ่งมาตรฐานของการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของโรงงานแปรรูปของไทยได้พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานสากล ( CODEX ) และมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของประเทศผู้นำเข้าต่างๆ ตลาดส่งออกยังคงรุ่งเรืองยาวนาน อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลกในเรื่องของลักษณะอันโดดเด่น เช่น ความหลากหลาย ความสด และรสชาติ ความมีชื่อเสียงในเรื่องนี้ทำให้ไทยยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้นำในวงการอาหารทะเลของโลกโดยตำแหน่งหลักๆ คือ เป็นผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็งรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องในระดับแนวหน้า และเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปอันดับหนึ่งในทวีปเอเซีย สามอันดับอาหารทะเลสดส่งออกยอดฮิดของไทยคือ กุ้ง ปลา และปลาหมึก โดยกุ้งครองสัดส่วนถึงประมาณ 45 % ในปี 2548 ที่ผ่านมามียอดการส่งออกถึงประมาณ 37,000 ล้านบาท เป็นประเภทกุ้งแช่แข็ง กุ้งอบแห้ง และกุ้งต้มสุก และเมื่อรวมถึงกุ้งกระป๋องและกุ้งแปรรูปที่รวมกันมีมูลค่าการส่งออก 32,420 ล้านบาท ทำให้ยอดการส่งออกเฉพาะกุ้งของไทยเป็นมูลค่าถึงเกือบ 70,000 ล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา สำหรับปลาทูน่ามาเป็นอันดับหนึ่ง คือ รวมถึงปลาทูน่ากระป๋องและปลาทูน่าแปรรูปแล้วมีมูลค่าส่งออกในปีที่แล้วถึงเกือบ 45,000 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์) ตลาดส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของไทยคือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศ EU ประเทศแคนาดา จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นต้น การที่อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเลเป็นที่ต้องการของตลาดโลก อาจกล่าวได้ว่าอาหารทะเลของไทยมีการสายการผลิตที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าตลอดทั้งสายโซ่การผลิต ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐ และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องของมาตรฐาน และความปลอดภัยจึงมีมาตรการต่างๆที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถที่จะแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก อย่างไรก็ตาม เส้นทางการค้าก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป ในปัจจุบันการค้าส่งออกกุ้งของไทยที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญปัญหาใหญ่ นั่นคือ ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าทำการทุ่มตลาด ผลที่ตามมาคือทางสหรัฐอเมริกาได้ทำการเรียกเก็บอากร Anti Dumping (AD) และยังเรียกค่า bondage payment ซึ่งเรียกว่า C-Bond เพิ่มเติมอีกจากผู้ส่งออกกุ้งจากประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องมีภาระต้นทุนสูงขึ้น ในเรื่องนี้ทาง WTO ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและกว่าเรื่องจะแล้วเสร็จน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี จากนี้ (จนถึงประมาณกลางปี 2550) กระนั้นก็ตาม จากการศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกร ( KRC ) พบว่าการส่งออกกุ้งของไทยยังไปได้ดีในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากค่า C - Bond ที่เรียกเก็บไม่ได้ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงมากไปกว่าคู่แข่ง และที่สำคัญ คือ สินค้าจากประเทศไทยได้คุณภาพมาตรฐานในระดับโลก และอาหารทะเลแปรรูปต่างๆ จากประเทศไทยก็มีคุณภาพด้านรสชาติ ความสดอร่อยตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาอย่างยากที่ใครจะช่วงชิงตำแหน่งผู้นำไปได้ง่ายๆ ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา การค้าต่างประเทศของอาหารทะเลเติบโตกว่า 300 % และยังคงมีอนาคตที่รุ่งเรืองสดใสเนื่องจากกระแสของตลาดโลกที่ต้องการแหล่งโปรตีนจากอาหารทะเลเป็นทางเลือกที่มาแรง ประกอบกับปัจจัยด้านความเสี่ยงต่อโรควัวบ้า และไข้หวัดนก ทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งปริมาณของอาหารทะเลจากแหล่งธรรมชาติในที่ต่างๆ ของโลกจะมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับความต้องการของผู้บริโภคเนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงลบ แต่ปริมาณการผลิตและส่งออกของไทยยังคงมีอยู่สม่ำเสมอจากแหล่งเลี้ยงในระบบฟาร์มปิด ซึ่งประเทศไทยสามารถทำได้ดีในเรื่องของเทคนิคระบบฟาร์ม ความสะอาดปลอดเชื้อเป็นที่ยอมรับจากนานๆประเทศ และในขั้นตอนของการแปรรูปอาหารทะเล โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารทะเลบรรจุกระป๋องประเทศไทยก็นับเป็นหนึ่งผู้นำในด้านนี้ของโลกเช่นกัน ดังนั้นอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำได้ต่อไปอย่างไม่มีข้อสงสัย และแน่นอนปรากฏการณ์แชมป์โลกนี้ยังคงดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถรักษาคุณภาพต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน การตรวจสอบในด้านปลอดภัย การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รสขาติ การรักษาความสดให้ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ด้วยระบบการบรรจุ การจัดเก็บ และการขนส่งที่เหมาะสมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องมีการพิจารณาลงทุนในเรื่องต่างๆ ดังกล่าวอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเพื่อความอยู่รอดบนเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศ
ที่มา : Asia Pacific Food Industry Thailand September October 2006 หน้าที่ 24-26
|
|
|
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี คลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 10120 โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-56 โทรสาร : (662) 577-9128, 577-9009
|
|