การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก
และจำกัดพลังงานกำลังเป็นประเด็นร้อนของ
ระบบอุตสาหกรรมอาหารซึ่งมี 3 ลักษณะคือ
ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้สารทดแทนไขมันและน้ำตาล
ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีพลังงานต่ำ
ในที่นี้จะเน้นไปที่มีพลังงานต่ำ ในที่นี้จะเน้นไปที่
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทดแทนน้ำตาลมากกว่า
เพราะระบบการผลิตอาหารได้เปลี่ยนแปลงสู่ระบบ
อุตสาหกรรมอาหารที่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก
หลากหลายชนิด อีกทั้งแนวโน้มของผู้บริโภคที่มีปัญหาจากการเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ
โรคความดันโลหิตและโรคมะเร็งมากขึ้นกว่าเดิม
ด้วยกระแสการบริโภคในปัจจุบัน
ที่นิยมอาหารประเภทโลว์คาร์บ ( Low-Carbohydrate )
และอาหารพลังงานต่ำ
แทนสารพลังงานสูงจำพวกน้ำตาลและไขมัน ซึ่งปกติแล้ว
สารเหล่านี้จะมีหน้าที่ทำให้อาหาร
มีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น น้ำตาล ให้ความหวาน
และให้โครงสร้าง ไขมันให้การหล่อลื่น
ความนุ่มและเรียบเนียน และความชุ่มชื้นภายในปาก
ดังนั้นเมื่อลดและตัดสารจำพวกแป้งและน้ำตาล
หรือไขมันออกจากส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว
จำเป็นต้องเติมสารตัวใหม่เข้าไปทดแทนปริมาณ
มวลสารที่หายไป ตัวอย่างสารเพิ่มปริมาณที่ใช้กันมาก
คือ สารให้ความหวาน ( Sweeteners )
พลังงานต่ำ หรือสารทดแทนน้ำตาล ( Sugar substitutes )
ที่เรียกว่าน้ำตาลเทียม เช่น แอสปาเทม
ซัคคาริน ซอร์บิทอล ไซลิทอล แต่ใช้ในปริมาณน้อยเพราะให้
ความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส (ตารางที่ 1)
ทำให้สัดส่วนของปริมาณมวลสารในผลิตภัณฑ์นั้นหายไป
และมีผลต่อผลิตภัณฑ์ไม่สามารถคงรูปได้ตามปกติ
จึงจำเป็นต้องใช้สารที่ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มปริมาณ
หรือสารเพิ่มมวล ( Bulk Ingredients )
ที่มีสมบัติอุ้มน้ำได้ดีหลายเท่าตัว และน้ำจะทำหน้าที่เป็น
สารเพิ่มมวลในผลิตภัณฑ์นั้นด้วย
เช่น สารในกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ ( Polyol Sugar )
หรือสารทดแทนคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น
สารในกลุ่มเซลลูโลสและเซลลูโลสดัดแปร เฮมิเซลลูโลส
มอลโตเด็กซตริน และแป้งดัดแปรชนิดต่างๆ
ซึ่งล้วนเป็นสารในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์
ตารางที่ 1 สารให้ความหวานพลังงานต่ำ
|
สารให้ความหวาน |
คุณลักษณะ / คุณสมบัติ |
รสชาติ / ข้อจำกัด |
หมายเหตุ / ความปลอดภัย |
|
แซคคาริน |
ทนความร้อน/ละลายน้ำได้ดี/หวาน
มากกว่าน้ำตาลประมาณ 450 เท่า |
มีรสขม/ให้กลิ่นโลหะ/ thin mouth feel |
ในอเมริกา : ตั้งแต่ค.ศ. 2007 อนุญาตให้ใช้ตามปกติ
ด้วยมีข้อพิสูจน์ว่าไม่เป็นสาเหตุของมะเร็ง
ใน EU : ระดับสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ 80-100 มก./ลิตร |
|
แอสปาเทม |
ไม่ทนความร้อนสูง/ละลายน้ำปานกลาง/หวาน
มากกว่าน้ำตาลประมาณ 180 เท่า/มีฟอง |
ไม่เสถียรที่ค่า pH เป็นกลาง ละลายน้ำเย็นได้ช้า |
นิยมใช้ในเครื่องดื่ม เครื่องดื่มผงผสม ผลิตภัณฑ์นม
เบเกอรี่ ขนมอบกรอบ ลูกกวาด
ใน EU : ระดับสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ 60 มก./ลิตร |
|
นีโอเทม |
หวานมากกว่าน้ำตาลประมาณ 7000-13,00 เท่า |
- |
นิยมใช้ในเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์
เบเกอรี่ เค้ก ผลิตภัณฑ์นม
ไอศกรีม ขนมหวานแช่แข็ง ลูกกวาด ขนมอบกรอบ |
|
อะเซซัลเฟม-เค |
ทนความร้อน/ละลายน้ำได้/หวาน
มากกว่าน้ำตาลประมาณ 200 เท่า |
เสถียรที่ช่วงค่า pH กว้าง/มีรสขม/ให้กลิ่นโลหะ/ที่
ความเข้มข้นสูงมี thin mouth feel บ้าง |
นิยมใช้ในหมากฝรั่ง เครื่องดื่มผงผสม โยเกิร์ต
ใน EU : ระดับสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ 350 มก./ลิตร |
|
ไซเคลเมต |
ทนความร้อน/ละลายน้ำได้ดี/ให้รสหวาน
มากกว่าน้ำตาลประมาณ 35 เท่า |
มีรสหวาน |
ในอเมริกา : ไม่อนุญาตให้ใช้
ใน EU : ระดับสูงสุดที่อนุญาต
ให้ใช้ 400 มก./ลิตร |
|
อะลิเทม |
- |
ไม่เสถียรในทุกตัวพา |
- |
|
สตีวิโอไซด์ |
Slow sweetness onset |
มีรสขม มี licorice aftertaste |
- |
|
Thaumatin Monellin |
Slow sweetness onset /ไม่ทนความร้อน |
มีรส licorice / menthol aftertaste นานกว่า |
เป็นโปรตีน |
ตัวอย่างสารเพิ่มมวลในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์
เซลลูโลสและเซลลูโลสดัดแปร
เช่น คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส เมทิลเซลลูโลส ไมโครคริสทัลเซลลูโลส
เป็นสารที่ไม่สามารถย่อยได้ในร่างกาย
จึงมีค่าพลังงานเป็นศูนย์ เจลของเซลลูโลสให้ลักษณะที่เป็นครีม เนื้อสัมผัสเป็นเงา
โดยเฉพาะไมโครคริสทัลเซลลูโลสให้สมบัติเป็นอิมัลชันในผลิตภัณฑ์
โพลีแซคคาไรด์
เป็นสารโพลีเมอร์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง มีความสามารถ
จับน้ำได้ดี สามารถพองตัวได้หลายเท่า
ละลายน้ำได้สารละลายที่มีความข้นหนืด
บางชนิดสร้างเจลได้ เช่น เบต้า-กลูแคน
ซึ่งจัดเป็นกลูโคสโพลีเมอร์ที่ไม่ละลายในน้ำ
เพคติน เป็นสารที่มีหมู่เมทอกซีสูงจะสร้างเจลใน
สารละลายที่เป็นกรดและน้ำตาลสูง เช่นในแยม แต่ยังมีเพคตินที่มีหมู่เมทอกซีต่ำ
ที่เหมาะสมกับการเตรียมสูตรแยมพลังงานต่ำด้วย
กัม
จัดเป็นกลุ่มสารไฮโดรคอลลอยด์ที่ละลายน้ำแล้วให้
สารละลายข้นหนืด มีหลายชนิดที่สร้างเจลได้
แบ่งสารสกัดตามแหล่งที่มาได้ คือ น้ำยาง ( Exudates )
สกัดได้จากน้ำยางต้นไม้ เช่น กัมอะราบิก
กัมทรากาแคนท์ และกัมกาลายา สารสกัดจากสาหร่าย
( Algae extracts ) เช่น อาการ์ แคลเซียมอัลจิเนต
คาราจีแนน และเฟอเซลเลอแรน สารสกัดจาก
แป้งพืชตระกูลถั่ว เช่น กัวกัม และโลคัสปีนกัม
สารสกัดจากจุลินทรีย์ เช่น แซนแทนกัม และเจลแลนกัม
สารสกัดจากพืช ( Plant extracts )
เช่น สารกลูโคแมนแนนสกัดจากแป้งหัวบุกซึ่งมีสมบัติ
ละลายน้ำและอุ้มน้ำได้ดี ได้สารละลายข้นหนืด
ที่สร้างเจลได้ โดยเฉพาะเมื่อนำมา
ผสมกับแซนแทนกัม (ที่ปกติไม่สร้างเจล)
จะเกิดเจลของผสมระหว่างแซนแทนกับแมนแนนกัมได้
สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล
ชนิดน้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar alcohols)
สารให้ความหวานที่ใช้ทดแทนน้ำตาลซูโครสมักใช้ใน
อาหารหลายประเภท เช่น เพื่อให้ความหวาน
และช่วยสร้างปริมาตรและโครงสร้างให้กับผลิตภัณฑ์ใน
ขนมอบ แต่ถ้าหากใช้สารให้ความหวานสูงๆ
แทนที่น้ำตาลซูโครสแล้วผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่คงรูปได้ตามปกติ
ควรปรับไปใช้น้ำตาลแอลกอฮอล์เป็นสาร
เพิ่มมวลในอาหารนั้นแทนที่สัดส่วนของน้ำตาลที่ลดลงไปแทน
แม้ว่าจะให้ความหวานน้อยกว่าน้ำตาล
สมบัติและความหวานของน้ำตาลแอลกอฮอล์เปรียบเทียบ
กับน้ำตาลซูโครสดังแสดง ในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 สมบัติและความหวานของน้ำตาลแอลกอฮอล์
|
น้ำตาลแออกอฮอล์/น้ำตาล |
การละลายในน้ำ (กรัม/100 มล.ที่ 20 0C ) |
การละลายตอนอิ่มตัว (ที่ 20 O C ) |
จุดหลอมเหลว ( 0 C ) |
ความแข็งของผลึก |
การทนความร้อน |
ความหวาน (ที่ 20 0 C: 5,20 % ซูโครส = 100) |
จำนวนแคลอรี่ (กิโลแคลอรี่/กรัม) |
ปริมาณการใช้บริโภค (กรัม), ผู้ใหญ่ : เด็ก |
ซูโครส
ไซลิทอล
มัลติทอล |
-
64
- |
-
31 %
- |
-
93-94.5
- |
-
-
- |
-
ทนได้ดี
ทนได้ดี |
100
(86-115, 104)
(~ 85, -) |
4
2.4
2.1 |
-
30-50 : 9-15
ไม่มีบันทึก |
ซอร์บิทอล
มานิทอล
แลคติทอล |
220
15.6
- |
70%
20%
- |
93-97
165-169
- |
ปานกลาง
มาก
- |
ทนได้ดี
ทนได้ดี
ทนได้ดี |
(55-60, 77)
(~ 50, -)
(~ 40, ต่ำ, -) |
2.6
1.6
2 |
30-60 : 20
10-20 : 3
ไม่มีบันทึก |
ไอโซมอลท์ |
- |
- |
- |
- |
- |
(~ 50, -) |
2 |
- |
ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหาร
นิยมใช้น้ำตาลแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมใน
ผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด ทั้งในยุโรป
อเมริกา และญี่ปุ่น เพราะเชื่อมั่นในความปลอดภัย
ของกระบวนการผลิตที่ใช้ปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชั่น
(Hydrogenation) โดยมีน้ำตาลกลูโคสเป็นวัตถุดิบเริ่มต้น
หรือทำการสกัดจากมันสำปะหลัง และพืชผักหลายชนิด อีกทั้งผู้ผลิตสามารถเลือก
ใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับประเภทอาหารได้ทุกชนิด โดยพิจารณา
คุณสมบัติเด่นของน้ำตาลแอลกอฮอล์แต่ละชนิดตามที่ต้องการ เช่น
- เป็นสารให้ความหวานเหมือนน้ำตาลที่ให้พลังงานต่ำ
เช่น การใช้ซอร์บิทอล (Sorbitol)
พบมากในเชอร์รี่และแพร์ ซึ่งให้ค่าพลังงาน เพียง 2 ใน 3
ของการใช้น้ำตาลซูโครส คือ เท่ากับ 2.6 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม
ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
หรือผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ขนมหวาน
โดยเฉพาะขนมหวานชนิดแช่เยือกแข็ง ซึ่งให้ผลดีด้านการเก็บรักษา
รสชาติและเนื้อสัมผัส และผลิตภัณฑ์เนื้อประเภทไส้กรอก
แต่ด้วยมีรสซ่าที่ติดลิ้นปนอยู่เล็กน้อยจึงไม่ค่อยนิยม
นำมาปรุงในอาหารหรือเครื่องดื่ม สารให้ความหวานตัวถัดมา
ที่เป็นที่นิยมมากขึ้นคือ ซูคราโลส ( Sucralose ) ให้ความหวาน
มากกว่าซูโครส 200-250 เท่า ไม่มีรสขม
มีรสหวานติดลิ้นบ้าง ใช้เป็นน้ำตาลบนโต๊ะอาหาร เครื่องดื่ม
ขนมปัง ลูกอม และตัวอย่างสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ
อีริธริทอล ( Erythritol ) หรือทรีฮาโลส ( Trehalose ) ซึ่งเป็น
น้ำตาลให้พลังงานต่ำใช้ได้กับเครื่องดื่ม ลูกกวาด
ผลไม้แปรรูป ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์นมและเบเกอรี่ หรืออาจ
เลือกน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่เป็นไดแซคคาไรด์ เช่น มัลติทอล
แลคติทอล ซึ่งใช้ผสมในเครื่องดื่มหรืออาหาร รวมทั้งของหวาน
ทุกชนิดทั้งร้อนและเย็น อีกทั้งไม่ทำให้อาหารเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
เหมือนน้ำตาลทั่วไปและเมื่อปรุงในอาหารเย็นก็ละลายง่าย ไม่ตกผลึก
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
ให้สม่ำเสมอ เนื่องจากน้ำตาลแอลกอฮอล์จะถูกย่อย
และร่างกายสามารถดูดซึมได้ช้ากว่าซูโครส จึงได้รับแคลอรี่ต่ำ
และมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน
- ช่วยรักษาความชื้นในอาหาร ทำให้มีอายุการเก็บยาวนานขึ้น
ช่วยให้ลักษณะเนื้อสัมผัสของอาหารดีขึ้น เช่น
ใช้ปรับเนื้อสัมผัสของหมากฝรั่ง และช่วยทำให้ลูกอม
ที่ในองค์ประกอบมีน้ำตาลแอลกอฮอล์
อยู่มีรสชาติที่เย็น ช่วยทำให้ผิวของอาหารมีความเงาน่ารับประทาน
- ไม่ทำให้ฟันผุ การใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟันและน้ำยาล้างปาก
จะสามารถช่วยลดและก่อปัญหาฟันผุในช่องปากเพราะ
ไม่เหมาะสมกับจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณผิวของฟัน
ซึ่งจะย่อยซูโครสได้มากกว่า และกรดที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้นยัง
เป็นสาเหตุทำให้สารเคลือบฟันถูกทำลายทำให้ฟันผุต่อไป
- ช่วยในการขับถ่าย การบริโภคน้ำตาลแอลกอฮอล์ใน
ปริมาณมากจะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ( Laxative Effect )
เช่น การใช้มัลทิทอลในเครื่องดื่มหรืออาหาร ในช่วงแรกๆ
จะขับถ่ายคล่องกว่าปกติ เพราะมัลทิทอลสามารถ
ดูดซับน้ำในทางเดินอาหารไว้อย่างช้าๆ เหมือนใยอาหารทั่วๆไป
หลังจากนั้นร่างกายจะปรับตัวรับได้มากขึ้น
ดังนั้นในยุคที่ผู้บริโภคต้องการเน้นคุณภาพ
ของผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะ สุขภาพ ต้องการลดแคลอรี่
ลดปริมาณไขมัน ลดเกลือ ลดความหวานจากน้ำตาล
แต่มีความต้องการสูตรอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบ ถึงขั้น
อาหารเป็นยา หรือ อาหารต้านมะเร็ง
โดยเพิ่มสารเสริมต่างๆ เช่น เส้นใย แคลเซียม ไอโอดีน
วิตามิน และอาหารออร์แกนิค ( organic food )
ผู้ผลิตควรจะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ครบวงจรของระบบ
อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การอาหาร โภชนาการและการตลาดในคนเดียวกัน
จึงจะสามารถเลือกใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล
ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีพลังงานต่ำ มีความคงตัว
อายุการเก็บได้นานขึ้น ยังสามารถลดต้นทุนที่เป็นปัญหา
ทางเศรษฐกิจ และเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติได้
ที่มา : Asia Pacific Food Industry Thailand.
January-February 2007. P.42-45.
|