Update มาตรฐาน EurepGAP
ข้อกำหนดมาตรฐาน EurepGAP ของผักและผลไม้ ได้มีการประยุกต์ใช้
และให้การรับรองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 และมีการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ
เพิ่มเติมมาโดยตลอด ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงข้อกำหนดขึ้นใหม่ล่าสุดดังนี้
ทางคณะกรรมการกลุ่มผู้ค้าปลีกของยุโรปได้
มีการปรับปรุงเนื้อหาข้อกำหนดมาตรฐาน EurepGAP ของผักและผลไม้ จาก EurepGAP Fruit
and Vegetables Version 2.1-Oct04 มาเป็น EurepGAP Integrated Farm Assurance Version 3.0-Mar07
ซึ่งข้อกำหนดใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 และจะมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2551
ซึ่งเนื้อหาข้อกำหนดมาตรฐานใหม่นี้ได้มีการปรับปรุงเนื้อหา ทั้งส่วนของข้อกำหนดทั่วไป ( General Regulations; GR )
และหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติและจุดควบคุม ( Control Points and Compliance Criteria; CPCC )
ซึ่งได้แบ่งข้อกำหนดใหม่เป็น 3 ส่วน จากข้อกำหนดเดิมที่จัดทำรวมกันเป็นฉบับเดียว
เนื้อหาใจความหลักที่ปรับเปลี่ยนใหม่มีอะไรบ้าง
1. ข้อกำหนดทั่วไป ( General Regulations; GR ) ได้เพิ่มเติมรายละเอียดข้อกำหนด ดังนี้
-
กลุ่มเกษตรกรต้องมีสภาพเป็นนิติบุคคลโดยกฎหมายที่ดำเนินการกิจกรรมด้านการผลิต/ค้าขายสินค้าเกษตร
-
สถานะ EurepGAP (ด้านเกษตรกร และผลิตภัณฑ์สินค้า)
- ผู้ตรวจประเมินภายในของเกษตรกรแต่ละราย ซึ่งต้องได้รับการสังเกตการณ์โดยหน่วยงานตรวจประเมินระบบ ( CB )
2. หลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติและจุดควบคุม (Control Points and Compliance Criteria; CPCC)
มี 2 ลักษณะ คือ ข้อกำหนดใหม่กับข้อกำหนดเดิมที่เข้มงวดขึ้น มีดังนี้
1. ข้อกำหนดใหม่ที่เพิ่มเติม ได้แก่
- เรื่องสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน
- ข้อมูลเวลาการทำงานของพนักงาน/ผู้ปฎิบัติงาน และการว่าจ้างผู้รับเหมาช่วง
- เอกสารขั้นตอนการเรียกคืน/ถอดถอนผลิตภัณฑ์สินค้าจากตลาด
- เรื่องเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์
- การบันทึกวิธีการ อัตรา วันที่ ของพืชที่หว่าน/เพาะปลูก
- การแจ้งข้อมูลด้าน GMO ให้แก่ลูกค้ารับทราบ
- ความต้องการธาตุอาหารปุ๋ยของพืช และความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดิน
- เรื่องเทคนิคการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
- การประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ ในแปลงเพาะปลูก รวมถึงการติดตามการระบาด
ของโรคและแมลงเพื่อลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และใช้เท่าที่จำเป็น
- เรื่องสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- ข้อมูลหลักฐานการจัดซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- การจัดพื้นที่สำหรับรับประทานอาหารและสูบบุหรี่แยกจากพื้นที่จัดการผลผลิต
- ข้อกำหนดและคำแนะนำเรื่องสุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงานและผู้เยี่ยมชม
- การจัดการควบคุมด้านคุณภาพของผลผลิต
2. ข้อกำหนดเดิมแต่เข้มงวดมากขึ้น (ได้ปรับระดับจาก Minor must เป็น Major must
และจาก Recommendation เป็น Minor must, Major must ) ได้แก่
- เรื่องสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน
- การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความปลอดภัย
ในสภาพลักษณะการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน
- การจัดทำเอกสารบันทึกและฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการใช้สารเคมี การปฐมพยาบาล
และสุขอนามัย รวมทั้งผู้รับเหมาช่วง/ผู้เยี่ยมชม
- ผู้รับผิดชอบด้านสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน
- ความสะอาดของอุปกรณ์ ชุดป้องกันสารเคมี
- เรื่องการจัดการขยะและมลพิษ
- การระบุขยะของเสีย และมลพิษของกิจกรรมต่างๆในแปลงปลูก
- การกำจัดขยะของเสียและความสะอาดบริเวณพื้นที่แปลงปลูกและที่พัก
- เรื่องเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์พืช
- การพิจารณาคัดเลือกพันธุ์ด้านความต้านทาน/ทนทานต่อโรคและแมลง
- การจัดเก็บปุ๋ยอินทรีย์เหมาะสม ไม่ปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม
- ข้อมูลแสดงธาตุอาหารของปุ๋ยอนินทรีย์
- เรื่องการใช้น้ำในพื้นที่ปลูก
- วิธีการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการสูญเสีย
-
การประเมินความเสี่ยงและการวิเคราะห์น้ำใช้
- การอนุญาตการใช้แหล่งน้ำ ความเพียงพอของน้ำใช้
- เรื่องการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลผลิต
- วิธีการ ความถูกต้องของการสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์
- เรื่องการจัดการสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- การจัดเก็บตามข้อกำหนดกฎหมาย (ถ้ามี)
- การจัดเก็บในลักษณะปลอดดภัยมีกุญแจล็อค
- การจัดเก็บสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในภาชนะบรรจุเดิม
- การจัดการภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้หมดแล้ว
- เรื่องการเก็บเกี่ยวและการจัดการผลผลิต
- การฝึกอบรมด้านสุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน
ด้านเก็บเกี่ยวผลผลิต
- การใช้ภาชนะบรรจุผลผลิตที่เก็บเกี่ยว
-
การประเมินความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในการจัดการผลผลิต
- สิ่งอำนวยความสะดวก ห้องน้ำ อ่างล้างมือ ที่ถูกสุขอนามัย
-การจัดเก็บสารทำความสะอาด สารเคมี และการควบคุมแก้ว กระจก
ต้องการตรวจรับรองระบบทำอย่างไร
1.สำหรับผู้ที่เคยผ่านการตรวจรับรองระบบแล้ว มีแนวทางดังนี้
- ศึกษาข้อกำหนดมาตรฐานใหม่ตามรูปแบบที่ได้เลือกประยุกต์ใช้แล้ว
(เกษตรกรรายบุคคล หรือกลุ่มเกษตรกร) ด้วยตนเอง จากข้อมูลในเว็บไซต์ http://www.eurepgap.org
หรือเข้าร่วมอบรมหลักสูตรกับหน่วยงานที่จัดฝึกอบรม เพื่อให้เข้าใจในข้อกำหนดมาตรฐานใหม่มากยิ่งขึ้น
- ประยุกต์ใช้ข้อกำหนดใหม่และข้อกำหนดที่มีการปรับปรุงที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม
โดยต้องดำเนินให้แล้วเสร็จทันการบังคับใช้จริงในปี พ.ศ.2551
2.สำหรับผู้ริเริ่มต้นขอการรับรองระบบใหม่ มีแนวทางดังนี้
- ตรวจสอบว่าพืชปลูกที่จะขอรับรองระบบนั้นอยู่ในทะเบียนรายชื่อที่ EurepGAP
สามารถให้ตรวจรับรองระบบได้หรือไม่ จากนั้นเลือกรูปแบบของการประยุกต์ใช้ ซึ่งมีสองรูปแบบ
คือ เกษตรกรรายบุคคล ( Option 1 ) และกลุ่มเกษตรกร ( Option 2 ) ซึ่งทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกัน
ในการประยุกต์ใช้ข้อกำหนด สามารถศึกษารายละเอียดได้ใน http://www.eurepgap.org
- ศึกษาหลักเกณฑ์และข้อกำหนดมาตรฐานด้วยตนเองในเว็บไซต์ข้างต้น หรือเข้าร่วมอบรมหลักสูตร
กับหน่วยงานที่จัดฝึกอบรม เพื่อให้เข้าใจในข้อกำหนดมาตรฐานมากยิ่งขึ้นและสามารถนำข้อกำหนด
ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ควรต้องศึกษาข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ ของประเทศปลายทางที่ส่งผลผลิตไปจำหน่ายด้วย
- เริ่มต้นประยุกต์ใช้ทุกข้อกำหนด และมีรายละเอียดการบันทึกอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป
พร้อมทั้งแจ้งความจำนงเพื่อขอตรวจรับรองต่อหน่วยงานที่ให้บริการตรวจประเมินรับรองระบบ
(EurepGAP approved CB) ล่วงหน้า
- หลังจากมีการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดได้ช่วงระยะหนึ่ง ควรทำการตรวจติดตามภายใน (Internal audit)
เพื่อทวนสอบความพร้อมของระบบด้วยตนเอง หรือให้หน่วยงานที่ให้บริการตรวจประเมินรับรองระบบมาทำ
การตรวจประเมินความพร้อมของระบบเบื้องต้น ( Pre-assessment )
- ทำการตรวจประเมินเพื่อรับรองระบบจริง ( Initial assessment ) ซึ่งควรดำเนินการในช่วงที่ใกล้เคียง
หรือมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเนื่องจากผู้ขอรับรองต้องแสดงผลการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลผลิตว่า
สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายของประเทศปลายทางหรือไม่
เลือกรูปแบบเกษตรกรแบบใดดี
รูปแบบที่จะขอการรับรองระบบนั้นมีความสับสนอยู่มาก
พอสมควรสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใหม่ ซึ่งรูปแบบที่ให้การรับรองนั้น แบ่งเป็น 2 รูปแบบดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ
เกษตรกรรายบุคคล ( Option1; รูปแบบที่ 1) และกลุ่มเกษตรกร ( Option 2; รูปแบบที่ 2)
(ซึ่งคำที่ใช้เรียกในข้อกำหนดใหม่นี้จะเปลี่ยนจากคำว่าเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร ( Farmer/Farmer group )
มาเป็นผู้ผลิต/กลุ่มผู้ผลิต ( Producer/Producer group ) แทน)
ลักษณะความแตกต่างของรูปแบบที่จะขอรับรองระบบมีดังนี้
- รูปแบบที่อยู่ในขอบข่ายให้การรับรองระบบแบบเกษตรกรรายบุคคล คือ เกษตรกรหรือบริษัท
ผู้ผลิตต้องมีระบบดำเนินการจัดการเพาะปลูกพืชด้วยตนเองทั้งหมดและมีความเป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกที่ขอการรับรอง
- รูปแบบที่อยู่ในขอบข่ายให้การรับรองระบบแบบกลุ่มเกษตรกร คือ กลุ่มเกษตรกรหรือบริษัทที่มีสภาพ
เป็นนิติบุคคลโดยกฎหมาย และมีเกษตรกรเป็นสมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลและ
บริหารจัดการของกลุ่ม และเกษตรกรทุกคนต้องปฏิบัติตามนโยบาย ข้อกำหนด
กฎระเบียบที่ทางกลุ่มกำหนดไว้ รวมทั้งข้อกำหนดของ EurepGAP
หลังจากเลือกรูปแบบการขอรับรองแล้วควรศึกษา
ข้อกำหนดที่ต้องประยุกต์ใช้ของแต่ละรูปแบบ ได้แก่
1. สำหรับเกษตรกรรายบุคคล เนื้อหาข้อกำหนดมาตรฐานที่ควรรู้และต้องประยุกต์ใช้ ได้แก่
- ข้อกำหนดมาตรฐานของการจัดการพื้นที่เพาะปลูกในส่วนของหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติและจุดควบคุมทั้ง 3 ส่วน คือ
- ข้อกำหนดพื้นฐานทั่วไป (Section AF; All Farm Base)
-
ข้อกำหนดหลักของการเพาะปลูกพืช (Section CB; Crop Base)
-
ข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มผักและผลไม้ (Section FV; Fruit and Vegetables)
2. สำหรับกลุ่มเกษตรกร/ผู้ผลิต เนื้อหาข้อกำหนดมาตรฐานที่ควรรู้และต้องประยุกต์ใช้ ได้แก่
- ข้อกำหนดการจัดการกลุ่มเกษตรกร/กลุ่มผู้ผลิต ในข้อกำหนดทั่วไปส่วนที่ 3 (General Regulations (GR);
Integrated Farm Assurance Part III-Producer Group (Option 2) Certification) ข้อกำหนดการจัดการกลุ่มเกษตร
นี้มีลักษณะการประยุกต์ใช้คล้ายกับระบบบริหารคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001:2000 คือ มีการจัดทำเอกสารคู่มือคุณภาพ
ระเบียบการปฏิบัติงาน โครงสร้างองค์กร เป็นต้น เพื่อใช้บริหารจัดการเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของกลุ่มทั้งหมด
- ข้อกำหนดมาตรฐานของการจัดการพื้นที่เพาะปลูก ในส่วนของหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติและจุดควบคุมทั้ง 3 ส่วนคือ
- ข้อกำหนดพื้นฐานทั่วไป (Section AF; All Farm Base)
-
ข้อกำหนดหลักของการเพาะปลูกพืช (Section CB; Crop Base)
-
ข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มผักและผลไม้ (Section FV; Fruit and Vegetables)
โดยทั่วไปแล้วบริษัทหรือผู้ผลิตในประเทศไทยที่มีการขอรับรอง
ระบบส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการส่งออกผักและผลไม้ไปจำหน่ายยังกลุ่มสหภาพยุโรป ( EU ) ซึ่งมักเริ่มต้นประยุกต์ใช้
และขอรับรองระบบในรูปแบบของเกษตรกรรายบุคคลก่อน หลังจากผ่านการตรวจรับรองระบบแล้วจะเริ่มประยุกต์ใช้ในส่วน
ของรูปแบบของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งอาจดำเนินได้ง่ายขึ้นเพราะมีความคุ้นเคยในข้อกำหนด แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบที่มีการประยุกต์ใช้
และขอรับรองระบบต้องอยู่ในขอบข่ายเบื้องต้นดังกล่าวโดยรูปแบบที่ขอรับรองทั้ง 2 รูปแบบนั้นจะมีอายุการให้การรับรอง 1 ปี
หากต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดมาตรฐาน สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ใน http://www.eurepgap.org
ที่มา : Food Focus Thailand . September 2007. P54-57.
|