ปิดหน้าต่าง

   สู่ศตวรรษที่ 21 กับกระแสบริโภคอาหารอินทรีย์

      ในหลายช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอาหารล้วนได้รับอิทธิพลจากกระแสทุนนิยมและส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อวิถีชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากเกษตรกร กระบวนการผลิต จนถึงการกระจายสินค้าถึงมือผู้บริโภคอย่างเราๆ ล้วนมีอันตรายจากสารปนเปื้อนในหลายๆ กระบวนการจนกลายเป็นเรื่องปกติและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไปแล้ว

      เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้ผู้คนในยุคนี้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ฉับไว รวมถึงข่าวสารข้อมูลถึงความไม่ปลอดภัยในคุณภาพของอาหาร ทำให้ผู้คนในยุคนี้หันมาให้ความสนใจในรายละเอียดในคุณภาพอาหารและคุณภาพชีวิตมากขึ้น หลายคนหันมาตื่นตัวกับกระแสบริโภคอาหารอินทรีย์ ( Organic Food ) โดยเฉพาะผู้บริโภคในแถบประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น

พัฒนาการสู่เกษตรอินทรีย์

      ท่ามกลางภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดการค้าโลก แม้ภาคการเกษตรของไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียเปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารแต่หลายฝ่ายกลับมองเห็นผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์เป็น “ ตัวเต็ง ” ที่ส่งเข้าชิงชัยในสนาม แต่การจะคว้าชัยชนะมาได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างดี และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องปรับปรุงทางนโยบายหลายๆด้าน

      อาหารอินทรีย์ ( Organic Food ) เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย โดยเป็นอาหารที่ผลิตมาจากพืช ผัก ผลไม้ที่เจริญเติบโตขึ้นมาโดยปราศจากการใช้สารกำจัดศัตรูพืช หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์สังเคราะห์ ใช้อาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติเกือบทั้งหมด และมีมาตรฐานที่เข้มงวดที่เกษตรกรผู้ปลูกต้องปฏิบัติตาม โดยอาหารอินทรีย์ในประเทศไทยให้การรับรองโดยมาตรฐานของประเทศไทย เครื่องหมายรับรองของ ACT ประเทศไทย ได้รับการรับรองโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เรียกว่า สมาพันธ์ผู้ผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( International Federation of organic Agriculture Movement : IFOAM ) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ

      ในปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกเพื่อผลิตสินค้าอินทรีย์เพียง 25,000 ไร่เท่านั้นซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้นในสองสามปีจากนี้ไป เนื่องมาจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกแห่งองค์การค้าโลก ( World Trade Organization: WTO ) จำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการส่งออกสินค้าเกษตรเข้าสู่ประเทศคู่ค้า และจำเป็นต้องผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยปราศจากสิ่งปนเปื้อนรวมถึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลเนื่องมาจากการผลิตสินค้า

แนวโน้มความต้องการอาหารอินทรีย์ของประเทศหลัก

      แนวโน้มความต้องการอาหารอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศมีอัตราการขยายตัวที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 25 ต่อปี และมูลค่าของตลาดโลกของอาหารอินทรีย์มีมากกว่า 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 560,000 ล้านบาท จากการเติบโตของของตลาดถือเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยที่จะผลิตสินค้าประเภทนี้ป้อนสู่ตลาดโลก เนื่องมาจากประเทศไทยมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพาะปลูกที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีโดยมีตลาดใหญ่คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ผู้ที่ต้องการส่งออกสินค้าอาหารอินทรีย์ต้องศึกษากฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าเหล่านี้นำกฎระเบียบที่ใช้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศของตนมาใช้กับสินค้าที่นำเข้าด้วย

      สหรัฐอเมริกา :สหรัฐอเมริกาถือเป็นคู่ค้าสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยที่นิยมบริโภคอาหารอินทรีย์จนมีคำกล่าวที่ว่า ” จากนี้ต่อไป สิ่งที่เรียกว่าอาหารนั้นจะต้องเป็นอาหารแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ” ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ( USFDA ) ได้รายงานว่าร้อยละ 60 ของประชากรนิยมซื้ออาหารอินทรีย์แทนอาหารแบบเดิม ซึ่งสินค้าที่จะเข้าไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องติดฉลาก “ เกษตรอินทรีย์ ” ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน National Organic Standards (NOS) ของสหรัฐฯ

      สหภาพยุโรป ( European Union : EU ) : ขณะนี้ EU ได้กำหนดแผนปฏิบัติการเพื่อการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์และอาหารอินทรีย์ ( European Action Plan for Organic Food and Farming ) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการทำฟาร์มอินทรีย์โดยจะเน้นในด้านการวางแผนการตลาด การวางนโยบายทางด้านการผลิต การกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ในระดับ EU ได้มุ่งเจาะเป้าหมายตลาดใหม่ โดยหันมายังผู้บริโภคที่ซื้ออาหารอินทรีย์ ซึ่งให้ความสำคัญในด้านราคาเป็นหลัก และรัฐบาลให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือในอุตสาหกรรมอาหารที่ผลิตอาหารอินทรีย์มากขึ้น และพยายาม ศึกษาวิจัยข้อมูลในด้านต่างๆ เพื่อหาวิธีช่วยเหลือให้เกษตรกรอินทรีย์มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในแง่การรักษาสิ่งแวดล้อมและเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ยั่งยืนใน UK ควบคู่กันไปด้วย โดยอาหารอินทรีย์ที่จะนำเข้าไปยังยุโรปในแต่ละประเทศจะต้องขออนุญาตก่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวน ชนิด ประเทศที่ผลิต และระยะเวลาที่อนุญาตให้นำเข้า และจะอนุญาตเฉพาะประเทศที่ขออนุญาตนำเข้าเท่านั้น เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าสหภาพยุโรปแล้วสามารถค้ากันได้โดยเสรีระหว่างประเทศสมาชิก

     ญี่ปุ่น : ในประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากกว่า 3.2 ล้านล้านเยนต่อปี และมีแนวโน้มมากขึ้นในอนาคตและเป็นประเทศใส่ใจในรายละเอียดเรื่องสุขภาพมาก ต้องการอาหารที่ปลอดภัยและสะอาด ในขณะที่สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นเองมีน้อยมากและยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ทั้งหมดแม้จะมีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงแม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่พึ่งพาอาหารนำเข้าแต่ก็เป็นประเทศที่มีกฎระเบียบการนำเข้าที่เข้มงวดมากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยมีข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าอาหารอินทรีย์ของญี่ปุ่นคือกำหนดมาตรฐานคุณภาพไว้สูง และต้องใช้ใบรับรองสุขอนามัยปลอดโรคพืชและแมลง ( Phytosanitary ) ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าผักผลไม้สดจากต่างประเทศ ผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าอาหารอินทรีย์เข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่นจึงจำเป็นมากที่ต้องปรับมาตรฐานให้เป็นไปตามกฎระเบียบของทางญี่ปุ่นเนื่องมาจากยังคงมีความต้องการการนำเข้าที่สูงอยู่ โดยอยู่ภายใต้กฎระเบียบมาตรฐานสินค้าเกษตรฉบับใหม่ของญี่ปุ่น ( Japan Agricultural Standard-JAS ) ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของญี่ปุ่น ( Ministry of Agriculture, Fisheries and Forests - MAFF ) กำหนดให้สินค้าอาหารอินทรีย์ที่นำเข้ามายังญี่ปุ่นต้องติดฉลากที่ออกใบรับรองมาตรฐานโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยติดตราสัญลักษณ์ JAS

อาหารอินทรีย์กับสิ่งแวดล้อม

      ในปัจจุบัน กระแสการตื่นตัวด้านอาหารอินทรีย์ได้แพร่หลายและกระจายไปทั่วโลกอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพิษภัยของสารเคมีในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางดินก่อให้เกิดปัญหาดินเสื่อมไม่สามารถปลูกพืชให้สามารถเจริญเติบโตได้อีก ผลทางอากาศก่อให้เกิดมลพิษเป็นอันตรายต่อผู้ใช้สารเคมีโดยตรงและยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติ ประเทศไทยพยายามที่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารสู่ครัวโลก จำเป็นที่จะต้องเพิ่มบทบาทของตนเองในการผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคที่ห่วงใยต่อสุขภาพของตนและเป็นผู้มีจิตสำนึกต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เนื่องจากอาหารอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในกระบวนการผลิตป้องกันการปนเปื้อนในระหว่างการแปรรูปและการรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ทั้งยังสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดผลผลิตใหม่ที่ปลอดภัยโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีทำให้สุขภาพแข็งแรง สิ่งแวดล้อมดี ทั้งเป็นการสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืนอีกด้วย

      ในรอบทศวรรษนี้ประเทศไทยได้เริ่มทยอยเปิดการเจรจาการค้าเสรีที่อาจต้องแลกกับความได้เปรียบเสียเปรียบในหลายด้านโดยเฉพาะภาคการเกษตร ขณะที่ประเทศคู่ค้ายังใช้ช่องทางกีดกันสินค้าเกษตรจากไทย และอุดหนุนภาคการเกษตรของตัวเองอยู่ต่อไป ความเสียเปรียบแทนทุกด้านอาจมีหนทางแก้ไขได้ด้วยการผลิกผันสู่เกษตรแบบยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์ที่ยังมีฐานความรู้และการผลิตภายในประเทศอยู่ ซึ่งยังช่วยตอบคำถามเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารควบคู่ไปด้วยเนื่องมาจากประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในการผลิตอาหารอินทรีย์ เพราะมีดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม มีความได้เปรียบด้านแรงงาน แต่ปัจจุบันเกษตรกรได้หันมารับจ้างในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้การทำงานด้านเกษตรกรรมนับวันจะน้อยลงทุกที นอกจากนั้นแล้วเกษตรกรยังคงชินกับการใช้ยาแมลงและปุ๋ยเคมีมากเกินกว่าความจำเป็น เป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารควรร่วมมือกันในการผลักดันให้เกษตรกรเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้นด้วยกลยุทธ์การดึงดูดเกษตรกรด้วยราคา เป็นต้น

 

 

 

ที่มา : Asia Pacific Food Industry Thailand September – October 2006 หน้าที่ 36-39

 

 

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9128

E-mail :