มุมมองใหม่ของการส่งออก INTERNATIONALIZATION by DEP
อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก (นายราเชนทร์ พจนสุนทร) ในโอกาสเข้า ร่วมประชุมหัวหน้าองค์กรส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ( ATPF หรือ Asian Trade Promotion Forum) ซึ่งออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 เมษายน 2550 ณ นครซิดนีย์ ได้บรรยายให้ที่ประชุมทราบถึงกลยุทธ์การส่งออกของไทยในมุมมองใหม่ซึ่งประเทศไทยนำมาใช้เพื่อผลักดันการส่งออก ตามแผนงาน Internationalization เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยขณะนี้ได้มีการเตรียมการที่จะเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลภาพรวมการส่งออกตั้งแต่นโยบายการตลาด การผลิต การเงิน ให้ไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเพื่อยกระดับสินค้าของไทยให้หนีจากคู่แข่งที่ผลิตสินค้าราคาถูก โดยกรมฯ จะส่งเสริมให้ผู้ส่งออกไทยเข้าไปทำธุรกิจในต่างแดนในรูปแบบของการแต่งตั้งตัวแทน การจัดตั้งสาขา การมีหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมทุน การขยาย แฟรนไชน์ที่มีชื่อเสียงของไทยเข้าไปในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบราคาถูกในต่างประเทศ การสร้างเครือข่ายนักธุรกิจ การจัดหาข้อมูลตลาด และแนะนำโอกาสในการทำการค้า จัดหาข้อมูลการตลาดที่สำคัญ ตลอดจนกฎระเบียบในประเทศผู้นำเข้า เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายการลงทุนและเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศได้และประสบผลสำร็จในการลดต้นทุน สามารถเพิ่มมูลค่าการค้าขายและมีกำไรมากขึ้นกว่าการผลิตในประเทศแล้วทำการส่งออก นอกจากนี้กรมฯ ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นในประเทศต่างๆ ที่มีสำนักงานตัวแทนของกรมฯ จัดตั้งอยู่กว่า 50 แห่งทั่วโลก เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าสู่ตลาดให้แก่สินค้าไทย ทั้งนี้กรมฯ ได้วางแผนที่จะทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของ Internationalization ให้แก่ผู้ส่งออกไทยรวมทั้งหมด 15,000 ราย
นอกจากนี้ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นในลักษณะเล่าสู่กันฟังถึง แนวทางการส่งเสริมการส่งออกใหม่ๆ ของแต่ละประเทศสมาชิก ดังนี้คือ
ญี่ปุ่น (JETRO) รายงานการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวอย่าง ต่อเนื่องเข้าสู่เดือนที่ 61 พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโตจะขยายตัวต่อเนื่องเข้าสู่ปี ที่ 5 รวมทั้งได้ชี้ให้เห็นว่าการค้าภายในประเทศสมาชิก ATPF มีการขยายตัวเพิ่มจาก 42 % เป็น 56 % ในช่วงปี 1987 ถึง 2005 ทั้งนี้สำหรับประเทศญี่ปุ่นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีความ สำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยญี่ปุ่นมี SME จำนวน 5 ล้านราย ครองสัดส่วนผู้ประกอบการ 99.7 % คิดเป็นสัดส่วนการจ้างงาน 70 % ของประเทศ ซึ่งนับจากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา SME ส่วนใหญ่มีความต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ดังนั้นบทบาทของ JETRO จึงปรับปรุงงานหันมาให้ความสำคัญกับการให้บริการแก่ SME ทั้งด้านส่งเสริมการส่งออก การสนับสนุน FDI การริเริ่มที่จะก่อตั้งศูนย์วิจัยแห่งใหม่ของอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) การจัดโปรแกรมเฉพาะรายให้แก่ SME เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ โดยเน้น 5 สาขาที่มีศักยภาพสูงคือ Content Industry, สิ่งทอคุณภาพสูง, ออกแบบ, จักรกลและชิ้นส่วน, และอาหาร
ออสเตรเลีย (Austrade) เน้นกลยุทธ์ส่งเสริมการค้าโดยใช้วิธีสนับสนุนให้ลูกค้าแนะนำต่อๆกันไป เนื่องจากออสเตรเลียมีลักษณะพื้นฐานเป็นผู้มี Loyalty สูงนอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นผ่านคลับนักธุรกิจ การพัฒนาระบบ IT และสนับสนุน Brand Australia
ฟิลิปปินส์ (CITEM) ใช้ Creative Industry เป็นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางด้านนี้สูงในระดับแนวหน้าของเอเชีย จึงได้ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการใช้ ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ เป็นฐานในการสร้างงานและความมั่งคั่งของประเทศ โดยได้ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
ฮ่องกง (HKTDC) รายงานว่าตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 อุตสาหกรรมของฮ่องกงได้ย้าย ฐานการผลิตเข้าไปตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่แทบทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมา HKTDC จึงหันมาให้ความสำคัญกับการหารายได้เพื่อเลี้ยงตนเองของหน่วยงาน ลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ โดยการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ การจัดงานแสดงสินค้า และ online marketplace นอกจากนี้ HKTDC มีโครงการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน SME ในการทำธุรกิจ
มาเก๊า (IPIM) เสนอบทบาทพัฒนามาเก๊าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและการพนันที่โดดเด่นของเอเชีย โดยได้มีการลงทุนก่อสร้างอาคารสถานที่มหึมามีสิ่งอำนวยความสะดวกพรั่งพร้อมเพื่อให้บริการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า รวมทั้งมีการจัดงานแสดงสินค้าประจำปี ( MIF) เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติทั้ง Exhibitors, Visitors และนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือน
จีน (CCPIT) แสดงตัวเลขการลงทุนในต่างแดนของบริษัทจีน มีจำนวนสูงถึง 73.33 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ปัญหาใหญ่ของผู้ส่งออกจีนคือขาดแคลนเงินทุน และการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่ง CCPIT ได้มีการทำความตกลงกับ China Eximbank เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ผู้ส่งออก และกำลังอยู่ในระหว่างเจรจากับ China Export and Credit Insurance Corporation เกี่ยวกับการทำประกันเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนให้ผู้ส่งออก
เกาหลี (KOTRA) นำเสนอโมเดล KOTRA's B2B ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการ ทำ e-trade ทั้งการจัดคณะผู้แทนการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การก่อสร้าง การจัดบูธ การจัดนัดหมายทางธุรกิจ ซึ่งสามารถทำมูลค่าการค้ารวมได้ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาระบบซื้อขาย online www.buykorea.org ซึ่งเป็นเวปไซด์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีผู้เข้าใช้บริการอย่างแพร่หลาย โดย KOTRA รับประกันการขายสินค้าของสมาชิกที่มีชื่อปรากฏอยู่บนเวปไซด์นี้
นิวซีแลนด์ (NZTE) เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นิวซีแลนด์ ต้องการเป็นประเทศผู้นำในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ทั้งนี้ บทบาทของ NZTE ครอบคลุมทั้งงานส่งเสริมการค้า การลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาธุรกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ NZTE ยังแสดงเบื้องหลังแห่งความสำเร็จของคูหาประเทศนิวซีแลนด์ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่โชว์ความก้าวหน้าทางวิทยาการคืองาน CEBIT ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งความสำเร็จเกิดจากการชักชวนบริษัทที่มีศักยภาพและอัตราเติบโตสูงเข้าร่วมงาน โดยไม่คำนึงถึงขนาดของบริษัท ประกอบกับการส่งเสริม Branding, Pavilion Positioning, และการบริหารจัดการที่ดี
ไต้หวัน (TWTC) กล่าวถึงหน้าที่หลักขององค์กรคือ การพัฒนาตลาด การให้บริการข้อมูลการค้า การจัดงานแสดงสินค้า การจัดประชุม การให้ความรู้ด้านการค้า e-Marketing และเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการค้าสินค้าบริการขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2549 เพื่อดูแลงานด้านธุรกิจบริการโดยเฉพาะ อีกทั้งมีการริเริ่มโครงการใหม่ๆ อาทิ เสริมสร้าง แบรนด์และภาพลักษณ์ Branding Taiwan ทั้งนี้ TWTC เป็นผู้ดำเนินการจัดงานแสดงสินค้า ปีละไม่ต่ำกว่า 25 งานในไต้หวัน ยิ่งกว่านั้นยังได้ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารแสดงสินค้าแห่งใหม่ซึ่งจะเปิดบริการในปี 2551
สิงคโปร์ (IE Singapore) นำเสนอการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการ ส่งเสริมการค้าและผลักดันให้เกิดธุรกรรม มีการพัฒนาเวปไซด์ International Enterprise เพื่อเป็นแหล่งข้อมูล มีโปรแกรมความช่วยเหลือ มีข้อมูลการตลาด และมีการคำนวณส่วนประหยัดที่ได้รับจาก FTA tariff rate และตั้งแต่พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมา ได้มีการแบ่งส่วนหนึ่งของเวปไซด์เพื่อการจับคู่ทางธุรกิจเรียกว่า Buy Singapore รวมทั้งการจัดโชว์สินค้า online การค้นหาผู้นำตลาดในสินค้านั้นๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ระบบมีการใช้งาน 2,400 คู่ธุรกิจ และมีการพัฒนา e-trade ใหม่ๆ อาทิ TradeNet, TradeXchange, TradePalette
บทสรุป ในปัจจุบันหน่วยงานส่งเสริมการค้าของประเทศสมาชิก ATPF โดยเฉพาะกลุ่มแนวหน้า เช่น สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย ต่างก็มีแนวทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันกับของไทย และมีข้อสังเกตว่าองค์กรส่งเสริมการค้า (TPOs Trade Promotion Offices) ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียต่างก็เน้นงานด้านสนับสนุนการส่งออกและการขยายการลงทุนเข้าสู่ต่างประเทศ (Internationalization) ทั้งสิ้น เนื่องจากการส่งเสริมนำเข้าอย่างชัดเจนจะเกิดแรงต้านจากภายในประเทศ ทั้งนี้การประชุม ATPF ครั้งต่อไปในปี 2551 จะจัดขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
กลุ่มงานความร่วมมือระหว่างประเทศ
สำนักแผนพัฒนาการส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก
วันที่ 30 เมษายน 2550
|