ปิดหน้าต่าง

   Food Allergen และกฎระเบียบของประเทศคู่ค้าไทย

 

   การบริโภคอาหารที่แตกต่างกันใน แต่ละท้องถิ่นและแต่ละพื้นที่ส่งผลให้อาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มีความแตกต่างกัน อีกทั้งความแตกต่างทางกรรมพันธุ์ของมนุษย์ก็เป็นได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า

  • อาหารก่อภูมิแพ้หลักสำหรับเด็กในประเทศต่างๆ มี 3 ชนิดหลักด้วยกัน คือ ไข่ไก่ นมวัว และธัญพืช
  • ภูมิแพ้ไข่ไก่และนมวัวนั้นสามารถพบได้ทั่วโลก
  • ภูมิแพ้ต่อถั่วลิสงนับเป็นอาหารก่อภูมิแพ้อันดับที่ 3 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์
  • ข้าวสาลีนับเป็นอาหารก่อภูมิแพ้อันดับ 3 ในประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น
  • ปลาเป็นอาหารก่อภูมิแพ้อันดับ 3 ในประเทศสเปน
  • เมล็ดงาเป็นอาหารก่อภูมิแพ้อันดับ 3 ในประเทศอิสราเอล

กฎระเบียบอาหารก่อภูมิแพ้ประเทศคู่ค้าของไทย

    สถานการณ์ภูมิแพ้อาหารที่ทวีความรุนแรงและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญ การติดฉลากอาหารที่อาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมีดังนี้

1. สหรัฐอเมริกา เนื่องจากประชากรประมาณ 2 % ของผู้ใหญ่และ 5 % ของเด็กในสหรัฐอเมริกาเป็นภูมิแพ้อาหารบางชนิด โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละ 150 คน ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดชนิด/กลุ่ม อาหารก่อภูมิแพ้ 8 ชนิด ที่ต้องติดฉลากระบุคือ นม ไข่ ปลา สัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือก เช่น กุ้ง กั้ง ปู เมล็ดถั่ว ประเภทพืชยืนต้น ( Tree nuts ) เช่น ถั่วอัลมอนด์ พีแคนนัท หรือ วอลนัท ถั่วลิสง เมล็ดข้าวสาลี ถั่วเหลือง โดยจะต้องติดฉลาก คำว่า “contains” อยู่หน้าชื่อชนิดของอาหารก่อภูมิแพ้ และใช้ชื่อธรรมดาสามัญ ( Common or usual name ) ของสินค้านั้นๆ ที่ผู้บริโภคทั่วไปรู้จัก (พิมพ์ต่อกัน) โดยชื่ออาหารก่อภูมิแพ้จะต้องพิมพ์ในขนาดตัวอักษรที่ไม่เล็กไปกว่าชื่อของส่วนประกอบอาหาร ( Food ingredient ) ให้ใช้ขนาดตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่อย่างน้อย 1/16 นิ้ว (ความสูงเทียบจากอักษร O ) กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

หมายเหตุ : ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้ระบุซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphurdioxide) หรือซัลไฟต์ ( Sulfite ) เป็นอาหารก่อภูมิแพ้ ซึ่งแตกต่างจากของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามในระเบียบการติดฉลากทั่วไปของสหรัฐอเมริกา หากมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือซัลไฟต์เกิน 10 ppm ต้องระบุในฉลาก เช่น ระบุในส่วนประกอบอาหาร (เช่น Wheat, Corn starch (contains sulphurdioxide as processing aid < 0.005 % ) หรือใต้ฉลากโภชนาการ ( Nutrition Facts Panel )

2. สหภาพยุโรป กำหนดอาหารก่อภูมิแพ้ 9 กลุ่ม ที่ต้องติดฉลากระบุ ได้แก่ ธัญพืชที่มีกลูเตน ( Gluten ) และผลิตภัณฑ์ เช่น ข้าวสาลี ไรย์ บาร์เล่ย์ โอ๊ต Spelt Kamit รวมทั้งธัญพืชที่เป็นพันธุ์ลูกผสมจากสายพันธุ์เหล่านี้ด้วย สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำมีเปลือกและผลิตภัณฑ์ นมและผลิตภัณฑ์นม (รวมทั้งแลคโตส) ถั่วและผลิตภัณฑ์ เช่น อัลมอนด์ วอลนัท พีแคนนัท บราซิลนัท พีนัทชีโอนัท มะคาเดเมียนัท ฮาเซลนัท ควีนแลนด์นัท ถั่วเหลือง และถั่วลิสง คื่นช่ายและพืชในตระกูลเดียวกัน ( Umbelliferae family ) และผลิตภัณฑ์ มัสตาร์ดและผลิตภัณฑ์ งาและผลิตภัณฑ์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลไฟต์ ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 10 ppm ลักษณะการติดฉลากให้ใช้เป็นเครื่องหมายการค้า ( Trademark ) รูปสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนสินค้า หีบห่อ เอกสาร ป้าย และใช้คำว่า “contains” ตามด้วยชื่ออาหารก่อภูมิแพ้ เช่น contains peacan nut แต่ในกรณีของเครื่องดื่มที่รายการของส่วนประกอบอาหาร ( List of ingredient ) ระบุชื่อเฉพาะแล้ว ไม่ต้องระบุซ้ำในฉลากอีก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 2548

3. ญี่ปุ่น การติดฉลากอาหารก่อภูมิแพ้จำแนกได้ 2 กรณี ได้แก่ อาหารก่อภูมิแพ้ซึ่งบังคับให้ติดฉลาก มี 5 ชนิด (ข้าวสาลี โซบะ ไข่ นม และถั่วลิสง) และอาหารชนิดอื่นที่แนะนำว่าอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้มี 19 ชนิด (หอยอะวาบิ ( A wabi ) หรือหอยทากขนาดใหญ่ ปลาหมึก ไข่ปลาอิคูระ ( Ikura ) กุ้ง ปู ปลาแซลมอน ปลาซาบะ เนื้อวัว วุ้นเจลาติน เนื้อหมู เนื้อไก่ ส้ม กีวี วอลนัท ถั่วเหลือง ลูกพีช มันแกว แอปเปิ้ล เห็ดโคนญี่ปุ่น) โดยเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2544 โดยกำหนดให้จะต้องมีการตรวจสอบปรับปรุงทุก 2 ปี

หมายเหตุ : ห้ามใช้คำว่า “ อาจจะมีสารก่อภูมิแพ้ ”

4. ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ จัดตั้งหน่วยงานดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร เรียกว่า Food Safety Australia and New Zealand (FSANZ) เพื่อดูแลและออกกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารร่วมกันกำหนดอาหารก่อภูมิแพ้ที่ต้องติดฉลาก ได้แก่ ธัญพืชที่มีองค์ประกอบเป็นกลูเตนและผลิตภัณฑ์ กุ้งและผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์ ปลาและผลิตภัณฑ์ ถั่วลิสง ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ อาหารที่เติมซัลไฟต์ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 10 ppm ถั่วชนิดประเภทยืนต้น งา และผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2545

    ดังนั้นผู้ประกอบการควรให้ความสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจและออกเป็นกฎหมายในหลายๆ ประเทศ สำหรับผู้บริโภคเมื่อทราบแล้วว่าอาหารประเภทใดเป็นอาหารก่อภูมิแพ้ ก็ขอให้ระมัดระวังและสังเกตการบริโภคของตัวท่านเอง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของท่านและคนที่ท่านรัก

การจัดการกับอันตรายของอาหารก่อภูมิแพ้ในอุตสาหกรรมอาหาร

    คงมีหลายๆ คนตั้งคำถามว่า แล้วเราจะจัดการหรือควบคุมอาหารก่อภูมิแพ้ในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเกิดอันตราย หรือมีการปนเปื้อนอย่างไม่ตั้งใจเกิดขึ้น เราสามารถทำได้หลายวิธี ดังจะกล่าวต่อไปนี้

  1. การทบทวนและวิเคราะห์อันตรายในระบบ HACCP ของวัตถุดิบรับเข้า ซึ่งขั้นตอนนี้เราสามารถที่จะทราบก่อนที่จะผลิตและสามารถประเมินความเสี่ยงและการจัดการกับวัตถุดิบที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างถูกต้อง
  2. การปนเปื้อนข้ามในระหว่างกระบวนการและการทำความสะอาด เราควรที่จะพิจารณากระบวนการผลิตว่าสายการผลิตใดที่มีส่วนประกอบของสารก่อภูมิแพ้ และไม่มีสารก่อภูมิแพ้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการผลิตที่จะไม่มีโอกาสของการปนเปื้อนข้าม หรือการจัดการในระหว่างการเปลี่ยนสูตรผลิต ต้องมีระบบการเปลี่ยนหรือการทำความสะอาดที่จะมั่นใจว่าสารก่อภูมิแพ้ไม่ตกค้างก่อนที่จะเปลี่ยนสูตรใหม่ และต้องการมีการทวนสอบด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ เช่น Bioluminescence testing หรือ Enzyme-Linked ImmunoSorbent Assay (ELISA) เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น ส่วนเครื่องมือสำหรับการทำความสะอาด ก็ควรชี้บ่งและแยกกันอย่างชัดเจน
  3. การจัดการกับสินค้าที่นำมาผลิตใหม่ ( Rework ) ต้องมั่นใจว่าจะไม่นำผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการนำมาผลิตใหม่และมีสารก่อภูมิแพ้มาใช้ในการผลิตสูตรที่ต้องการปลอดสารก่อภูมิแพ้
  4. การอนุมัติผู้ขาย ( Supplier approval ) เลือกผู้ขายที่ระบบการจัดการภายในที่ดี ก่อนการอนุมัติอาจจะมีการตรวจสอบโรงงานผู้ขาย เพื่อให้มั่นใจถึงการจัดการกับสารก่อภูมิแพ้ที่มีประสิทธิภาพ
  5. ความตระหนักในเรื่องอาหารก่อภูมิแพ้ ควรมีการฝึกอบรมให้พนักงานรู้จัก และตระหนักถึงอาหารก่อภูมิแพ้ การจัดการและรู้ถึงอันตรายของอาหารก่อภูมิแพ้ที่จะส่งผลต่อผู้บริโภค
  6. ฉลาก ต้องมีการระบุสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ในสูตรการผลิตให้ผู้บริโภคทราบ เพื่อที่จะได้เกิดความระมัดระวังในการเลือกซื้อและบริโภค อีกทั้งยังเป็นกฎหมายในหลายๆ ประเทศ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในขั้นต้น

    ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อลดโอกาสการเกิดอันตรายจากอาหารก่อภูมิแพ้สู่ผู้บริโภคได้ในที่สุด

ที่มา : Food Focus Thailand –April 2007. หน้า 40-43

 

 

 

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9128

E-mail :