ปิดหน้าต่าง
 

ฮ่องกงพบเมลามีนปนเปื้อนในขนมปังกรอบในระดับที่ไม่น่าพอใจ

    เจ้าหน้าที่ของศูนย์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารของฮ่องกง เปิดเผยว่า พบระดับที่ต้องสงสัยของสารเคมีเมลามีน ที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมในขนมปังกรอบบางชนิด

    และนับเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตในจีนชนิดล่าสุด ที่ถูกเปิดเผยว่าไม่ปลอดภัย โดยจากทดสอบพบว่า ขนมปังกรอบ EDO แพ็ค อัลมอนด์ คาเคา บิสกิต สติ๊ก ปนเปื้อนเมลามีน ที่เป็นศูนย์กลางของความวิตกด้านความปลอดภัยของอาหารในจีน ในระดับ 8.5 ส่วน ต่อล้านส่วน ขณะที่ระดับของความปลอดภัยอยู่ที่ 2.5 ส่วน ซึ่งทางศูนย์ได้แจ้งเรื่องผลการทดสอบและขอร้านค้ายุติการจำหน่ายสินค้าชนิดนี้เนื่องจากผลทดสอบไม่เป็นที่น่าพอใจ

    ศูนย์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร ยังระบุด้วยว่า เด็กวัย 3 ขวบ จะต้องรับประทานขนมชนิดนี้ประมาณวันละ 10 ห่อ จึงจะถือว่าอยู่ในระดับอันตราย แต่ก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์นมปนเปื้อนในจีน ได้ส่งผลให้มีเด็กทารกเสียชีวิต 4 คน ป่วยอีก 53,000 คน เพราะดื่มนมปนเปื้อนเมลามีน ที่ใช้ในการผลิตพลาสติก แต่ถูกนำไปผสมในนมที่ถูกเติมน้ำจนเจือจาง เพื่อหลอกเครื่องตรวจวัดคุณภาพอาหารว่ามีโปรตีนสูง หลังเกิดเรื่องอื้อฉาว อาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตในจีนจำนวนมากถูกเรียกเก็บคืนจากร้านค้าทั่วโลก

 

ที่มา : http://www.komchadluek.net/ 2008/10/10/ x_main_a 001 _ 225409. php?news_id= 225409

 

 

ญี่ปุ่นพบยาฆ่าแมลงในถั่วแช่แข็งจากจีน

    โตเกียว-จีนงามหน้าอีก ญี่ปุ่นตรวจพบยาฆ่าแมลงสูงกว่าปริมาณที่กำหนดในถั่วแช่แข็งนำเข้าจากแดนมังกร

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (15 ต.ค.) ว่าวิกฤติอาหารปนเปื้อนในจีนได้ขยายวงออกไปอีกเมื่อกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นออกคำสั่งให้บรรดาผู้ค้าปลีกเรียกเก็บถั่วลันเตาแช่แข็งที่นำเข้าจากจีนออกจากชั้นวางจำหน่าย หลังจากมีผู้หญิงคนหนึ่งมีอาการชาที่ปากเพราะรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยถั่วดังกล่าวเข้าไปจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแล้วโดยไม่มีอันตรายใดๆ

    กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแนะให้ผู้ค้าปลีก และผู้นำเข้าทั่วประเทศระงับการจำหน่ายถั่วแช่แข็งจากจีนจนกว่าจะหาสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งรายงานข่าวแจ้งว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ทดสอบหลายครั้งไปเมื่อวันอังคารพบว่าถั่วเหล่านี้ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงสูงกว่าระดับที่อนุญาตถึง 3.45 หมื่นเท่า ด้านบริษัท นิชิเร ฟู้ดส์ ผู้นำเข้า แจ้งว่าซื้อถั่วเหล่านี้มาจากบริษัทเหยียนไถ่ เป๋ยไห่ ฟู้ดสตัฟฟ์ในมณฑลชานตุง และมีการนำตัวอย่างมาตรวจสอบแล้วก่อนจะนำเข้า แต่ไม่พบร่องรอยของยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด

    ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคมก็เคยเกิดเหตุการณ์คนป่วยเพราะกินเกี๊ยวซ่าแช่แข็งปนเปื้อนยาฆ่าแมลงนำเข้าจากจีนไป 10 คน ตามด้วยเรื่องผลิตภัณฑ์นมปนเปื้อนสารเมลามีนที่ทำให้เด็กทารก 4 คน เสียชีวิต และป่วยอย่างน้อย 5.3 หมื่นคน

    ล่าสุด เมื่อวันอังคาร จีนสั่งเก็บนมสด และนมผงทุกชนิดที่ผลิตก่อนวันที่ 14 กันยายน ออกจากชั้นวางจำหน่ายเพื่อนำไปตรวจหาสารเมลามีนเป็นการฉุกเฉิน นับเป็นการเรียกคืนผลิตภัณฑ์นมทุกชนิดครั้งใหญ่ที่สุดหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวนมปนเปื้อนสารเมลามีน ซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมเมื่อเดือนที่แล้ว

    ขณะที่มีรายงานว่าเด็กชาวฮ่องกงวัย 2 ปีเป็นนิ่วหลังจากรับประทานนม และคุกกี้ปนเปื้อนเมลามีน โดยเด็กชายผู้นี้ดื่มนมที่ผลิตโดยบริษัทอี้หลี อินดัสเทรียล โค สัปดาห์ละ 3 กล่อง มานาน 2 ปีแล้ว และรับประทานขนมปังกรอบรูปหมีโคอาลารสช็อกโกแลตของบริษัทล็อตเต้ กรุ๊ป ประเทศญี่ปุ่น สัปดาห์ละ 5 กล่อง

 

ที่มา : http://www.komchadluek.net/ 2008/10/16/ x_for_g 001 _ 226240. php?news_id= 226240

 

สธ. ออกเกณฑ์ใหม่คุมสารเมลามิน ( 30 / 09 / 2551 )

    เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 ที่ประชุมคณะกรรมการอาหารมีมติให้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนสารเมลามีนในอาหารที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายใหม่ โดยแยกออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. นมทารกชนิดน้ำ ยูเอชที ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 2. นมผง ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ 3. ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เช่น โยเกิร์ต ลูกอม ช็อคโกแลต เป็นต้น ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 2.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือทั้งจำและปรับ โดยจะเร่งทำคำสั่งเสนอให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุขพิจารณาลงนามหลังจากประกาศฉบับนี้ภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตรวจหาสารเมลามีนตามที่ สธ.กำหนดเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกใบรับรองก่อน จึงจะวางผลิตภัณฑ์จำหน่ายร้านค้า ห้างสรรพสินค้าได้

    นพ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อาหาร 4 รายการที่ถูกสั่งเก็บก่อนหน้านี้คือ 1. เวเฟอร์ สติกไวด์ ช็อกโกแลต เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตขาว ตราโอรีโอ นำเข้าโดยบริษัท ดีทแฮล์ม 2. ช็อกโกแลตนมตราโดฟ 3. ช็อกโกแลตนมเคลือบน้ำตาลสีต่างๆ ตราเอ็มแอนด์เอ็ม และ 4. ถั่วลิสงคาราเมลและนูกัส เคลือบช็อกโกแลตนม ตราสติกเกอร์ส ทั้งหมดนำเข้าจากบริษัท มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ นั้น ขณะนี้ อย.ตรวจสอบแล้วพบว่าปลอดภัย ดังนั้นจะเร่งออกใบรับรองเพื่อให้ผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายได้ตามปกติต่อไป

    ขณะนี้ อย.ได้อายัดนมผงนำเข้าจากจีน จำนวน 20 ตัน นำเข้าโดยบริษัท ดัชมิลล์ โดยผลตรวจสอบครั้งแรกพบสารเมลามีนปนเปื้อนประมาณ 0.33-0.55 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นปริมาณที่น้อยมากไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต และเชื่อว่าเป็นการปนเปื้อนจากธรรมชาติมากกว่า

 

ที่มา : http://www.acfs.go.th/news_detail.php?ntype= 07 &id= 3741

แนวโน้มส่งออกข้าวไทยไปสแกนดิเนเวีย

Contributed by สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน

Tuesday, 09 September 2008

 

     สคต.โคเปนฮาเกนชี้ ตลาาดข้าวโคเปนฮาเกนน่าสนใจ แม้ยังไม่ใหญ่มาก แต่คาดแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

     ประเทศในแถบนี้ไม่ใช่ผู้ผลิตข้าว จึงต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเพื่อการบริโภคทั้งหมด โดยมีทั้งการนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวโดยตรง เช่น ไทย ปากีสถาน อินเดีย สหรัฐฯ และจีน เป็นต้น และนำเข้าผ่านประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปหรือประเทศใกล้เคียงอีกทอดหนึ่ง เช่น เยอรมนี อิตาลี สเปน เบลเยี่ยมเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และฝรั่งเศส เป็นต้น

     ปัจจุบันข้าวหอมมะลิของไทยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เนื่องจากมีร้านอาหารไทยเป็นจำนวนมาก และคนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียค่อนข้างจะคุ้นเคยกับอาหารไทยเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศไทยมาแล้วทั้งนั้น นอกจากนั้น ร้านอาหารจีนบางแห่งก็ยังใช้ข้าวไทยด้วย ข้าวไทยจะวางจำหน่ายตามร้านขายของชำของคนเอเซีย เช่น ไทย จีน และเวียตนาม เป็นต้น และตามซุบเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ทั่วไป

     คู่แข่งขันของข้าวหอมมะลิไทยที่สำคัญ คือ ข้าวบาสมาติ อย่างไรก็ตามขณะนี้มีแนวโน้มว่าความนิยมบริโภคข้าวหอมมะลิจากไทยกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงคาดว่าแนวโน้มการนำเข้าข้าวจากไทยน่าจะเพิ่มขึ้นต่อไป แม้ว่าตลาดข้าวในประเทศในแถบสแกนดิเนเวียยังมีขนาดไม่ใหญ่มากก็ตาม สำหรับการนำเข้าจากประเทศคู่แข่งขันที่สำคัญของไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ได้แก่ อินเดีย และปากีสถาน ส่วนการนำเข้าจากเวียตนามมีมูลค่าเพียงเล็กน้อย และการนำเข้าจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง

     ราคาข้าวที่วางจำหน่ายตามซุบเปอร์มาร์เก็ตในตลาดเดนมาร์ก

  • ข้าวหอมมะลิของไทย บรรจุถุงละ 1 ก.ก. ราคา 19.95 เดนิชโครน (ประมาณ 140 บาท)
  • ข้าวบาสมาติของอินเดีย บรรจุถุงละ 1 ก.ก. ราคา 19.95 เดนิชโครน (ประมาณ 140 บาท)

     ชนิดของข้าวที่นำเข้าจากไทยและมีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นที่สำคัญ ได้แก่ Wholly-milled long grain rice, Semi-milled long grain rice, Semi-milled medium grain rice, Long grain husked (brown) rice และ Broken rice

การนำเข้าข้าวรวมของประเทศต่างๆ

ประเทศ

ปริมาณการนำเข้าข้าวปี 2550 ( ตัน)

% เพิ่ม/ลด 2550/2549

เดนมาร์ก

31,118

-7.39

สวีเดน

72,449

-4.80

ฟินแลนด์

27,876

+11.40

นอร์เวย์

21,675

+8.06

ไอซ์แลนด์

1,358

+7.34

รวม  

154,476

-1.01

 

  การนำเข้าข้าวจากไทยในปี 2550

ประเทศ

ปริมาณ (ตัน)

% เพิ่ม/ลด 2550/2549

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

% เพิ่ม/ลด 2550/2549

เดนมาร์ก

2,269

+27.98

1.530

+45.51

สวีเดน

11,118

+28.31

7.408

+42.98

ฟินแลนด์

1,738

+18.96

0.949

+37.56

นอร์เวย์

10,130

+8.35

7.886

+26.23

ไอซ์แลนด์

567

+8.79

0.376

+24.88

รวม  

25,822

+18.62

18.149

+34.72

Related Items:

Last Updated (Tuesday, 09 September 2008)

 

ที่มา http://news.thaieurope.net/content/view/ 3008/212/

สถานการณ์ข้าวในโปรตุเกส

Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน

Saturday, 04 October 2008

     โปรตุเกสบริโภคข้าวมากที่สุดในยุโรป เฉลี่ย 170,000 ตัน/ปี   โดยนำเข้ามาจากประเทศหลัก ๆ คือ   กายอานา   สเปน  และไทย

     จากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งโลก (Food and Agriculture Organization: FAO)  ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาวโปรตุเกสบริโภคข้าวประมาณ 16 กิโลกรัม/คน/ปี   ซึ่งมากที่สุดในยุโรป     ทั้งนี้   โปรตุเกสผลิตข้าวได้ปีละ 90,000 ตัน  แต่บริโภคข้าวปีละ 170,000 ตัน  ดังนั้น โปรตุเกสจึงต้องนำเข้าข้าวปีละ 80,000 ตัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ  

     จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคข้าวภายในประเทศ   พบว่าข้าวที่ชาวโปรตุเกสนิยมบริโภคมากที่สุดคือข้าวเมล็ดยาว ( long grain rice) หรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียก Arroz agulha    รองลงมาคือ ข้าวเมล็ดกลาง (medium grain rice) หรือ   Arroz carolino   นอกจากนี้   ชาวเอเชียและแอฟริกาที่อยู่ในประเทศก็นิยมบริโภคข้าวด้วยเช่นกัน (ปัจจุบัน มีชาวไทยในโปรตุเกสประมาณ 100 คน)

     ปัจจุบัน ราคานำเข้าข้าวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 500 ยูโร/ตัน   เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบเท่าตัว   ทั้งนี้   โปรตุเกสนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 25,000 ตัน/ปี   ราคาจำหน่ายข้าวไทยในโปรตุเกสเฉลี่ย 1.5 – 2 ยูโร ซึ่งข้าวไทยจัดว่ามีราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศอื่น ๆ   เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูง   ซึ่งต้องนำเข้าผ่านสเปนและฝรั่งเศสอีกต่อหนึ่ง  

     บริษัทผู้นำเข้าข้าวในโปรตุเกสที่สำคัญ แบ่งเป็น บริษัทต่างประเทศ ได้แก่ บริษัท Arroseiras Mundiarroz (Grupo Erba) และบริษัท   Saludaes (Grupo Sos) ของสเปน   รวมถึงบริษัท   Sear (Euricom) ของอิตาลี   ส่วนบริษัทโปรตุเกส ได้แก่  บริษัท   Valente Marques  บริษัท   Ernesto Morgado  และบริษัท   Atlantic News

    ปัจจุบัน มีร้านอาหารไทยในโปรตุเกสประมาณ 10 ร้าน   ส่วนมากเปิดกิจการอยู่ที่กรุงลิสบอนและเมืองท่องเที่ยวตากอากาศทางตอนใต้   เช่น   Algarve    สำหรับร้านขายข้าว/สินค้า/เครื่องปรุงไทยและเอเชียนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการของชาวจีน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังนี้ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ   เช่น Makro  Continent และ   Jumbo  รวมทั้ง   Pingo Doce  และ Modelo  ก็เริ่มนำข้าว/เครื่องปรุงไทยและเอเชียมาขายเพิ่มมากขึ้น

Related Items:

Last Updated (Monday, 06 October 2008)

 

ที่มา : http://news.thaieurope.net/content/view/ 3036/119/

 

มะกันชี้น้ำขวดไม่สะอาดกว่าน้ำประปา

     วอชิงตัน-กลุ่มนักวิจัยมะกันเผยผลการศึกษาชี้น้ำขวดไม่ได้สะอาดกว่าน้ำประปา แถมยังปนเปื้อนสารต่างๆเกือบ 40 ชนิด

     กลุ่มทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐ ที่ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนให้มีการออกกฎควบคุมให้เข้มงวดขึ้น เผยผลการศึกษาน้ำบรรจุขวดชั้นนำในสหรัฐนับ 10 ยี่ห้อ เมื่อวันพุธ ( 15 ต.ค.) พบว่า น้ำบรรจุขวดเหล่านี้ไม่ได้สะอาดอย่างที่คิด โดยมีการปนเปื้อนสารต่างๆ ที่มักจะพบในน้ำประปา ซึ่งนับเป็นการท้าทายครั้งสำคัญต่อความเชื่อของผู้คนที่มองว่า น้ำบรรจุขวดสะอาดกว่าน้ำประปา

     ผลการศึกษาที่จัดทำมานานกว่า 2 ปีชิ้นนี้ ระบุว่า พบการปนเปื้อนในน้ำขวดที่ขายใน 9 รัฐ รวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดีซี ถึง 38 ชนิด โดยมีทั้งแบคทีเรีย กาเฟอีน ยาแก้ปวดชนิดอะเซตามิโนเฟน ปุ๋ย สารละลาย สารเคมีผลิตพลาสติก และธาตุโลหะกัมมันตภาพรังสีอย่างสโตรเทียม ซึ่งสารบางชนิดอาจติดมากับน้ำประปาที่บริษัทผู้ผลิตบางแห่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่สารปนเปื้อนอื่นๆ อาจออกมาจากขวดพลาสติกเอง

     ขณะที่นางเจน ฮูลิแฮน วิศวกรสิ่งแวดล้อม หนึ่งในผู้เขียนผลการศึกษาชิ้นนี้กล่าวว่า ในบางกรณี แสดงให้เห็นว่าน้ำขวดไม่ได้มีการปนเปื้อนน้อยไปกว่าน้ำประปาเลย แถมยังต้องจ่ายแพงกว่า 1,900 เท่า และผู้บริโภคควรได้สิ่งที่ดีกว่านี้

     นักวิจัยเผยว่า น้ำขวด 8 ยี่ห้อไม่ได้ปนเปื้อนมากพอที่จะออกหมายเพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม แต่น้ำขวดอีก 2 ยี่ห้อมีการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน โดยพบว่าน้ำดื่มแซมส์ ชอยส์ ที่ขายโดยห้างวอล-มาร์ท และยี่ห้ออคาเดียของซูเปอร์มาร์เก็ตไจแอนท์ ฟู้ด มีปริมาณคลอรีนเกินกำหนดของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีคลอรีน 35 ส่วนต่อพันล้านส่วน มากกว่ากฎของแคลิฟอร์เนียที่ระบุไว้ว่า ควรมีคลอรีนไม่เกิน 10 ส่วนต่อพันล้านส่วน ซึ่งทางกลุ่มฯ ได้เรียกร้องให้ห้างวอล-มาร์ทติดฉลากเตือนบนขวดที่วางขายในรัฐแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากคลอรีนสามารถทำให้เกิดมะเร็งขึ้นได้ ส่วนอีกยี่ห้อวางขายรัฐอื่นซึ่งไม่เกินกำหนด

     อย่างไรก็ดี แม้จะมีการปนเปื้อน แต่น้ำดื่มทุกยี่ห้อไม่ได้ละเมิดมาตรฐานน้ำดื่มของรัฐบาลกลาง ขณะที่สมาคมน้ำขวดระหว่างประเทศจวกรายงานการศึกษานี้ว่าตื่นตูม โดยนายโจ ดอสส์ ประธานสมาคมฯ กล่าวว่า การศึกษานี้อ้างอิงหลักฐานแบบผิดๆ ที่ระบุว่าการปนเปื้อนเป็นภัยต่อสุขภาพ แม้ความจริงแล้วไม่มีน้ำยี่ห้อใดมีการปนเปื้อนเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้เลย

 

ที่มา : http://www.komchadluek.net/ 2008/10/17/ x_main_a 001 _ 226385. php?news_id= 226385

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายวิจัยพืชผักปลอดสารพิษ

     ศูนย์ตรวจสอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายวิจัยต่อยอดผลงานผลิตภัณฑ์ประกันมาตรฐานพืชผักปลอดสารพิษภูมิปัญญาชนเผ่าลุ่มน้ำโขง

   ผศ.ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรช.)เปิดเผยว่า ศูนย์บริการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพอาหาร น้ำ และผลิตภัณฑ์ มรช.ร่วมลงนามความร่วมมือกับบริษัท คาเอรุ จำกัด เกี่ยวกับ “ ยุทธศาสตร์ผักผลไม้สดปลอดสารพิษผลผลิตชนเผ่าลุ่มน้ำโขง ” ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เคยร่วมลงนามมาแล้วหลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีผลดีต่อยอดจำหน่ายอย่างมาก ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น ศรัทธาในสินค้าที่ผ่านการรับรองจากศูนย์ตรวจสอบของ มรช. เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

     ผู้อำนวยการศูนย์บริการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพอาหาร น้ำ และผลิตภัณฑ์ มรช.กล่าวว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือระหว่าง มรช.กับบริษัท คาเอรุ คือโครงการวิจัยการผลิตผลิตภัณฑ์ฉีดพ่นผสมสมุนไพรระงับกลิ่นกาย , การผลิตสบู่เหลว , ศึกษาองค์ประกอบสำคัญในสาหร่ายน้ำจืด (ไก) ผลิตภัณฑ์ผสมสมุนไพรระงับกลิ่นกายได้ประสบความสำเร็จ ทางบริษัทนำผลวิจัยไปพัฒนาการผลิต ดำเนินการทางการตลาดมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายทั่วประเทศ การลงนามเป็นการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาท้องถิ่นให้เป็นไปตามแผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของชุมชน สังคมให้เป็นฐานมั่นคง สอดคล้องกับโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนายั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนบนดอยสูงลุ่มน้ำโขงที่ดอยฮาง และตำบลห้วยชมพู อ.เมือง เชียงราย ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ ผัก ผลไม้สดปลอดสารพิษ สถานที่เพาะปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 14,000 เมตร มีการเพาะปลูกแบบระบบกางมุ้งมีคุณภาพปลอดสารพิษ ศูนย์บริการตรวจสอบ มชร.ได้ร่วมกับบริษัทคาเอรุในการวิเคราะห์ทดสอบสารพิษ เพื่อยืนยันคุณภาพของผัก ผลไม้จากพื้นที่สูง สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค จะเป็นช่องทางจำหน่ายผักผลไม้สดปลอดสารพิษให้เข้าถึงผู้บริโภคยิ่งขึ้นเป็นการสนับสนุน ส่งเสริมการผลิตผักผลไม้สดปลอดสารพิษให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ก่อให้เกิดงานแก่ชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในชุมชน ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผ่านการตรวจสอบจากศูนย์บริการตรวจสอบมาตรฐานของ มรช. ทำให้ผลิตภัณฑ์มียอดขายดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทคาเอรุยังได้ออกแสดงสินค้าต่างๆ ในระดับชาติ ซึ่งทางบริษัทจะได้พัฒนาต่อไปโดยมีศูนย์บริการตรวจสอบฯของมรช.เป็นผู้รับรองคุณภาพ ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงไปด้วย

 

ที่มา : วันที่ 19 สิงหาคม 2551 / 10:09:17 http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=080819100917

มช.วิจัยสรรพคุณพืชอาหาร พริก กาแฟ พริกไทย...ลดไขมัน

     การใช้ “ สารสกัดจากธรรมชาติ ” ในรูปอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทาภายนอกร่างกายให้ “ รูปร่างได้สัดส่วน ” ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มหญิง ชาย ที่ต้องการ “ ลดไขมัน ” ส่วนเกิน

     และ...เพื่อให้เป็นอีกทางเลือก ภญ.รศ.ดร. อรัญญา มโนสร้อย และ ภก.ศ.ดร.จีรเดช มโนสร้อย พร้อมด้วย นศ.ภ.จามร รุ่งโรจน์นวกุล และ นศ.ภ.ศุภลักษณ์ นันตา นักศึกษาปริญญาตรีผู้ช่วยวิจัย สายวิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงคิดค้นพัฒนา “ ตำรับสมุนไพรเพื่อลดสัดส่วนในรูปแบบเจลใช้ทา ” ขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ IRPUS ปี พ.ศ. 2550 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

     ภญ.รศ.ดร.อรัญญา หนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า สมุนไพรที่นำมาใช้ได้แก่ พริก บริเวณส่วน “ รก ” ที่มีเมล็ดติดอยู่จะมีสาร capsaicin ทำให้เผ็ด ส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อ กำจัดสารพิษออกอันเป็นการลดน้ำหนัก น้ำมันจาก พริกไทย ซึ่งเป็นสารประเภท monoterpenes ร้อยละ 60-80 sesquiterpenes ร้อยละ 20-40 ที่สำคัญได้แก่ limonene, caryophyllene และ pinene

     นอกจากนี้ “ โอลิโอเรซิน ” ในพริกไทย หากนำมาสกัดด้วยตัวทำละลาย จะได้สารประเภท อัลคาลอยด์ ที่สำคัญคือ piperine piperidine และ piperanine มีสรรพคุณใช้เป็นยาขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ฯลฯ ส่วนคาเฟอีนใน กาแฟ ที่นอกจากจะช่วย กระตุ้นหัวใจ และ ระบบประสาทส่วนกลาง อย่างอ่อน ยังมีฤทธิ์ในการเพิ่ม fat oxidation และ mobilize fat

     จากสรรพคุณดังกล่าว จึงน่าจะมีผลช่วยลดไขมันส่วนเกิน ทีมวิจัยจึงทำการสกัดด้วยวิธี continuous extraction, soxhlets extraction และ liquid-liquid extraction ตามลำดับ แล้วจัดทำ specification ของสารสกัดที่ได้ศึกษาความคงตัว พบว่า มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาการดูดซึมไม่สามารถสารออกฤทธิ์ผ่านไปยังเซลล์ไขมัน

     ดังนั้น จึงพัฒนาตำรับเจลที่เก็บกัก ในรูปของ “ อนุภาคขนาดนาโน นีโอโซม ” ( อนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตร) ซึ่งมีส่วนประกอบของสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ เช่น Tween และ Span ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารสกัดฯเข้าสู่ผิว ทำหน้าที่ช่วยออกฤทธิ์ที่เซลล์ไขมันได้ตามต้องการ อีกทั้งเป็นตัวพาสารเข้าชั้นผิวหนังได้ลึกและเพิ่มความคงตัว

     จากนั้นนำมาผสมในเจลเบส จะได้เจลที่มีลักษณะสีส้มขุ่น มีกลิ่นของสมุนไพร นำมาศึกษาลักษณะความคงตัวทางเคมีและกายภาพที่อุณหภูมิ 4° C 25 °C และ 45° C เป็นเวลา 30 วัน พบว่าตำรับเจลที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 25° C และ 45 °C มีสีที่จางลงเมื่อเทียบกับตำรับที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4° C นำเจลไปทดสอบในอาสาสมัคร

     โดยใช้ทาที่บริเวณต้นแขนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในลักษณะเนื้อเจล การซึมซาบ และความหนืด ส่วนการลดไขมันส่วนเกินพบว่า อาสาสมัคร 26.67 เปอร์เซ็นต์ มีขนาดรอบต้นแขนลดลง แต่ไม่มีนัยสำคัญซึ่งจะต้องทำการศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันในจำนวนอาสาสมัครที่เพิ่มมากขึ้นและใช้เวลาที่นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจนขึ้น

     ผลงานวิจัยนี้ น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยยกระดับสมุนไพรไทยให้ก้าวไกลไปต่างแดน ในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างแน่นอน.

 

ข้อมูลจาก : ฝ่ายงานสื่อสารสังคม (สกว.)

แหล่งที่มา : ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

 

ที่มา : http://www.trf.or.th/news/Content.asp?Art_ID=1013

จับตาสินค้าเกษตรเปื้อนสารเคมี ต่างชาติใช้ 'กีดกันการค้า'

ที่มา: เดลินิวส์ , 28/07/2008
โดย ศักดิ์ชัย อินทร์จันทร์

 

     การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าด้วยภาษีศุลกากร (Tariff Barriers) หรือ การตั้งกำแพงภาษี ถือเป็นวิธีที่หลายประเทศนิยมใช้ เพื่อปกป้องการถูกสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดภายใน แต่ด้วยแนวโน้มการค้าโลกที่กำลังหมุนเปลี่ยน สู่ยุคแห่งการค้าภาคี ที่เกิดการสร้างข้อตกลงทางการค้ามากมายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงระดับทวิภาคี อย่างเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) หรือระดับพหุภาคีอย่าง เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้าด้วยกำแพงภาษี กำลังถูกยกเลิกไป

     และมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ( Non-tariff Barriers) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทน เช่น การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การจำกัดปริมาณนำเข้า การออกใบอนุญาตนำเข้า การกำหนดมาตรการ และที่สำคัญคือการเพิ่มความเข้มงวดต่อการตรวจตรา มาตรการด้านสุขอนามัย และความปลอดภัยอาหาร สารตกค้าง สารปนเปื้อน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผู้ส่งสินค้าเข้าประเทศ

   โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนา ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่ของไทย ได้เพิ่มความเข้มงวดมาตรการการตรวจสอบความปลอดภัย ในอาหารและสินค้าเกษตรขึ้นมาก เช่น ญี่ปุ่นที่ได้ปรับปรุงกฎหมายอนามัยอาหาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่น ใช้ควบคุมด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหาร โดยเพิ่มความเข้มงวดในการใช้สารเคมีทางการเกษตร ยาปฏิชีวนะและสารเคมีอื่น ๆ เป็น 799 รายการ จากเดิมที่กำหนดสารควบคุมและตรวจสอบเพียง 283 รายการ

    ขณะที่ สหภาพยุโรป (อียู) ได้นำกฎระเบียบ REACH ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าของอียูต้องจดทะเบียนนำเข้าสารเคมี และสารเคมีที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ โดยมีสารเคมีที่อยู่ในข่ายต้องจดทะเบียนรวมทั้งสิ้นถึง 30,000 รายการ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ที่นำมาตรฐาน ACC หรือ Aquaculture Certification Council มาบังคับใช้ โดยกำหนดให้กระบวนการผลิตสินค้าอาหาร ต้องมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน

     มาตรการเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร การผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากขณะนี้การผลิตสินค้าการเกษตร อาหาร ยังพึ่งพาการใช้สารเคมีในอัตราสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง หรือการใช้ยารักษาโรคในสัตว์ ขณะเดียวกัน นโยบายบริหารงานของรัฐบาลเองยังไม่มีมาตรการการดูแลการใช้สารเคมีในอาชีพเกษตรกรรมที่ชัดเจน รวมถึงมีการใช้กฎควบคุมที่หย่อนยานกว่ามาตรฐานที่ทั่วโลกกำหนดไว้อยู่

     เห็นได้จากข้อมูลการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ระบุว่ายังมีการนำเข้าในปริมาณที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2550 ไทยนำเข้าสารเคมีมากถึง 67,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 15,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งที่นำเข้ามามากที่สุดคือสารเคมีกำจัดวัชพืช รองลงมาคือการกำจัดแมลง และสารป้องกันและกำจัดโรคพืช แถมยังมีแนวโน้มการนำเข้าที่สูงขึ้น

     ที่สำคัญยังมีการลักลอบนำสารเคมีปลอม ปุ๋ยปลอมที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาใช้ในการทำเกษตรจำนวนมาก โดยผลการปฏิบัติงานของคณะทำงานเฉพาะกิจที่กระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบสารเคมีและปุ๋ยปลอมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐานถึง 97 ตัวอย่าง และปุ๋ยปลอมที่ไม่ได้มาตรฐานอีก 101 ตัวอย่าง จากการตรวจสอบโรงงานเพียงแค่ 90 โรง ผู้ผลิตปุ๋ย 648 โรง และร้านค้า 13,944 ร้าน

     นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการหละหลวมของการควบคุมการใช้สารเคมี เช่น ไม่มีการตรวจสอบและ วิเคราะห์ข้อมูลพิษวิทยาที่ทันสมัย การขาดการจัดระบบขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่มีการอ้างใช้ชื่อทางการค้าหลายชื่อทั้งที่เป็นชื่อสามัญเดียวกัน ความไม่ชัดเจนในการควบคุมระบบการผลิตที่กระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อม การหย่อนยานเรื่องควบคุมการโฆษณากลยุทธ์การทำตลาดของสารเคมีเกษตร และที่สำคัญคือการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

     ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางการผลิตสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของไทย กำลังเดินสวนทางกับกระแสความต้องการของโลก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทย ที่ปีหนึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 171,107 ล้านเหรียญ หากยังไม่ลืมกันว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยประสบปัญหานี้ เรื่องมาตรฐานสินค้าไม่ปลอดภัยมาแล้ว ถูกสหภาพยุโรปตรวจพบยาปฏิชีวนะตกค้าง “ สารไนโตรฟูแรน ” ในกุ้งที่ส่งออกไปเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นยาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำใช้รักษาโรคขี้ขาว และก่อนหน้านั้นไม่นานกุ้งไทยก็ถูกตรวจพบสารปนเปื้อน คลอแรมเฟนิคอลตกค้างในกุ้งแช่เย็น แช่แข็งที่ไทยส่งออกไปประเทศกลุ่มเอเชีย ส่งผลให้ไทยถูกห้ามส่งออกกุ้งไปยังอียู สร้างความเสียหายให้ประเทศหลายหมื่นล้านบาท

     นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจพบสินค้าอาหารส่งออกของไทยที่ไม่ปลอดภัยยังมีอยู่ต่อเนื่อง ล่าสุด ที่สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ แจ้งมาว่า คณะกรรมาธิการยุโรปรายงานว่าสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ได้ตรวจพบสินค้าอาหารไทยไม่ปลอดภัยหลายรายการ เช่น ปลาแมกเคอเรลกระป๋อง ปลาหมึกแช่แข็ง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ชนิดกระป๋อง และ เจลลี่ชนิดถ้วย และเรียกเก็บคืนสินค้า ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้าทั้งหมด

     และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 พ.ค. 51 มีสินค้าอาหารไทยที่ถูกตรวจพบว่า ไม่ปลอดภัยและถูกแจ้งเตือนผ่านระบบเตือนภัยเร่งด่วนสำหรับอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ (RASFF) แล้ว 27 รายการ และบางสินค้าถูกห้ามนำเข้า ซึ่งผู้ผลิตและส่งออกของไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้สารเคมี สารปรุงแต่ง รวมทั้งการเก็บรักษาสินค้าขณะขนส่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

     จึงเกิดคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ภาครัฐจะต้องตื่นตัวขึ้นมาคุมเข้มเรื่องมาตรการการใช้สารเคมีสำหรับผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ ไล่ตั้งแต่การอนุญาตนำเข้าสารเคมีที่เป็นต้นทางของปัญหา รวมถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้สารเคมีแก่แรงงานภาคเกษตร และที่สำคัญคือควรส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้แนวทางปลูกพืชเชิงเกษตรอินทรีย์ ตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุเคมีให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่เพียงแต่คอยคุมอุตสาหกรรมปลายน้ำตามโรงงานผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะหากปล่อยละเลยต่อไปอาจลุกลามกลายเป็นปัญหา ข้ออ้างที่ต่างชาติยกขึ้นมากีดกันทางการค้า จนกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยได้.

 

ที่มา : http://www.ftadigest.com/fta/newsAnalysis335.html

TLO จับมือเอกชน ใช้สิทธิบัตร “ฟิล์มยืดอายุผัก ผลไม้” หนุนส่งออกไทย รับวิกฤตอาหารโลก

วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 08:45 น.
ที่มา ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี

 

     TLO จับมือเอกชน บ.อุตสาหกรรมถุงพลาสติคไทยฯ อนุญาตให้ใช้สิทธิใช้ประโยชน์เม็ดพลาสติกเข้มข้นเพื่อการผลิต “ ฟิล์มยืดอายุผักผลไม้ ” เป็นรายที่ 3 ชี้สามารถลดต้นทุนขนส่ง ลดการสูญเสียผลผลิต แถมราคาถูกกว่าฟิล์มแบบเดิม ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและหนุนส่งออกผลผลิตเกษตรไทยได้ถึงกว่า 21 ล้านบาทต่อปี รับวิกฤตอาหารโลก

 

     ไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีผลผลิตทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ออกสู่ตลาดในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมส่งออกผักและผลไม้ คือ ความสามารถในการยืดอายุการเก็บรักษาของผักและผลไม้สั้น เกิดการสูญเสียผลผลิตก่อนถึงมือผู้บริโภค ความพยายามในการสร้างศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน รองรับวิกฤตอาหารโลกและสร้างโอกาสของประเทศไทยในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรให้ยั่งยืนจึงเกิดขึ้น

     สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี ( Technology Licensing Office: TLO) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี ( TMC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามในสัญญา “ อนุญาตให้สิทธิใช้ประโยชน์เม็ดพลาสติกเข้มข้น เพื่อการผลิตและจำหน่ายถุงบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิด Active ที่มีคุณสมบัติในการยืดอายุผักและผลไม้สด ในเชิงพาณิชย์ สำหรับการทดลองตลาด ” ระหว่าง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ( MTEC) กับบริษัทอุตสาหกรรมถุงพลาสติคไทย จำกัด

     ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี ( TMC) ประธานในพิธี กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยนั้นเป็นการแปลงเงินคือทุนวิจัยให้เป็นความรู้ นวัตกรรม กระบวนการใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งเมื่อได้ผลงานมาแล้ว TMC โดยสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี ( Technology Licensing Office: TLO) จะดำเนินงานคุ้มครองความเป็นเจ้าของในรูปทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกรณีนี้คือ สิทธิบัตร แต่ส่วนมากในประเทศไทยสิทธิบัตรเหล่านี้ มักไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือเรียกว่า กลายเป็นงานวิจัยที่ถูกนำไปขึ้นหิ้ง

     ซึ่งกระบวนการอนุญาตให้ใช้สิทธินี้จะเป็นการนำความรู้ไปแปลงเป็นเงิน เงินที่ได้กลับมาก็จะสามารถนำมาใช้สร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ทำให้เกิดการบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างครบวงจรและเกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

     การถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับใช้บรรจุผักและผลไม้สด ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้มีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างสภาวะที่เหมาะสมภายในถุง ทำให้สามารถยืดอายุและรักษาผลิตผลสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะขยายผลได้หลายทาง เช่น ในส่วนของภัตตาคารหรือห้างสรรพสินค้าที่จะลดความสูญเสียผลผลิตผักและผลไม้สดทั้งที่วางจำหน่ายและจัดเก็บ ด้านผู้ส่งออกผักและผลไม้ก็สามารถรักษาความสดของผลิตผลและจัดจำหน่ายผลผลิตได้นานขึ้น คงความสดได้ยาวนานขึ้น สร้างโอกาสทางการขยายตลาดของสินค้าเกษตรไทยได้เป็นอย่างดี

     “ สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยีได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติในการดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ไปสู่เชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่ปลายปี 2549 จนปัจจุบันรวมจำนวน 3 บริษัท โดยคาดว่าจะสามารถทดแทนการนำเข้าถุงพลาสติกจากต่างประเทศ รวมทั้งลดการสูญเสียและส่งเสริมบรรจุผักสดส่งออกไปต่างประเทศได้มูลค่าไม่ต่ำกว่า 21 ล้านบาท/ปี ” ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าว

    รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ( MTEC) กล่าวว่า ความสำเร็จของผลงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศโดยตรงและเห็นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง งานวิจัยนี้เป็นผลมาจากการทุ่มเททำงานเพื่อสร้างองค์ความรู้ ซึ่งต้องมีทั้งความเพียรพยายามและทำงานเป็นทีม การเป็นนักวิจัยจึงไม่ใช่เพียงแค่ประสบผลสำเร็จในงานวิจัยเท่านั้น แต่ต้องมองต่อไปว่าจะสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในเชิงเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างไร

     ดร.วรรณี ฉินศิริกุล หนึ่งในทีมวิจัยจาก MTEC กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการมองเห็นปัญหาด้านการสูญเสียของผักและผลไม้รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรของไทย ทำให้ทีมวิจัยซึ่งมีความรู้ทางโพลีเมอร์พยายามนำความรู้เหล่านั้นมาลดข้อจำกัดของฟิล์มแบบเดิมๆ อาทิ การควบคุมบรรยากาศหรือแก๊สภายในบรรจุภัณฑ์โดยการใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการทำงาน เพื่อให้สามารถทำนายว่าควรใช้ฟิล์มประเภทใดเพื่อเหมาะสมกับผลิตผลทางการเกษตร

     โดยพยายามพัฒนาความรู้ คุณสมบัติการผ่านของออกซิเจนครอบคลุมผลิตผลที่หลากหลาย การทำงานวิจัยนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกันทั้งกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ความต้องการของผู้ใช้จริง โดยมีการทดสอบโดยตรงกับผลิตผลผักและผลไม้หลายชนิดเพื่อให้สามารถพัฒนาการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้มากกว่าเดิม เช่น ในผักคะน้าสามารถยืดอายุการเก็บได้จากหกวันเป็นประมาณหนึ่งเดือนทำให้สามารถส่งออกทางเรือแทนทางอากาศ และช่วยลดต้นทุนการส่งออกได้มากขึ้น สามารถลดการสูญเสียได้ 15-20% อีกทั้งฟิล์มที่พัฒนาขึ้นดังกล่าวยังมีราคาถูกลง 3-7 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการต้องนำเข้าฟิล์มแบบเดิมจากต่างประเทศ

     ด้านผู้ประกอบการ นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมถุงพลาสติคไทย จำกัด กล่าวว่า จากการทำงานในอุตสาหกรรมถุงพลาสติกเป็นเวลา 20 ปีที่ผ่านมาบริษัทเน้นการขยายผลิตภัณฑ์โดยเป็นการผลิตสินค้าตามคำสั่งของลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่อุตสาหกรรมพลาสติกไทยต้องเปลี่ยนแปลงจากการทำงานตามสั่งมาเป็นการทำงานวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปด้วย ทำให้ผลิตภัณฑ์เกิดการพัฒนาและต่อยอดความสำเร็จตรงกับความต้องการทั้งตลาดและผู้บริโภค สร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น

     งานประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี

     โทร. 02-564-7000 ต่อ 1476-8 www.tmc.nstda.or.th

     สอบถามข้อมูลข่าวและภาพเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

     02-270-1350-4 ต่อ 104, 086-612-0912 E-mail: prtmc@yahoo.com

 

ที่มา : www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=DAD8598DC312B9D69FAE80FCE6013398&sec=&query=yuinzc2h

 

อียูเตรียมชู “อาหารเพื่อสุขภาพ” เป็นจุดขายให้กับอุตสาหกรรมอาหารยุโรป

     อียูเห็นว่า "สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ" จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ยุโรปมีศักยภาพในระยะยาว ด้วยการมี comparative advantage จึงร่วมผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนเพื่อหาทางพัฒนา R&D มุ่งเป็นผู้นำโลกในด้านนี้

    ตามที่เมื่อต้นปี 2008 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผน ‘Lead Market Initiative' ( http://news.thaieurope.net/content/view/2863/222/ ) ซึ่งมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เห็นว่ายุโรปมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรม เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้ายุโรปในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนนั้น ล่าสุด "สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ" ได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งในสาขาที่อียูจะให้การสนับสนุนตามแนวทางดังกล่าว ด้วยเล็งเห็นว่ายุโรปมีมรดกวัฒนธรรมด้านอาหารที่เก่าแก่และพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

     เพื่อการนี้ เมื่อเดือนมิ.ย. 51 ได้มีการประชุมระดับสูง ( High Level Group – HLG) ระหว่างกรรมาธิการยุโรปจาก DG Agriculture, Consumer Protection และ Health โดยมีนาย Gunter Vergeugen รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นประธาน และมีตัวแทนระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหารือถึงแนวทางเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรป เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงานให้กับแผนดังกล่าว

     ประเด็นที่ทางคณะประชุมให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การเพิ่มการลงทุนใน R&D ในสาขาดังกล่าว การปรับระเบียบด้านอาหารให้มีความซับซ้อนน้อยลง โดยที่ยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่สูงไว้ และกำหนดแนวทางการเจรจาการค้าทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

     ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากของยุโรป สร้างรายได้กว่า 8 แสนล้านยูโรต่อปี การพัฒนาสร้างนวัตกรรมด้านอาหารจึงเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้ายุโรปในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

 

Related Items:

1." นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 1 http://news.thaieurope.net/content/view/1804/222/

2." นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 2 : วิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ http://news.thaieurope.net/content/view/1827/222/

3." นวัตกรรม" นำยุโรปสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตอนที่ 3 : กรองยุทธศาสตร์สู่ไทย http://news.thaieurope.net/content/view/ 1839/222/

4.EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม http://news.thaieurope.net/content/view/ 830/170/

5. การขยายผลการวิจัยและพัฒนาสู่ภาคการผลิตในสหภาพยุโรป http://news.thaieurope.net/content/view/2304/222/

 

Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป

Last Updated ( Monday, 07 July 2008 )

 

ที่มา : http://news.thaieurope.net/content/view/2942/211

 

การเปิดเสรีสินค้าเกษตรระหว่างยุโรปกับอียิปต์

     สหภาพยุโรปกับอียิปต์ตกลงเปิดเสรีสินค้าเกษตรกับสินค้าประมง แต่ยังมีข้อสงวนสำหรับสินค้าบางรายการ ได้แก่ ข้าว น้ำตาล ปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนแปรรูป

     สืบเนื่องจากการประชุมรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศเมดิเตอร์เรเนียนและแอฟริกาเหนือ (7 th EuroMed Conference) เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 51 (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ “FTA ระหว่างยุโรปกับแอฟริกาเหนือ ” http://news.thaieurope.net/content/view/ 2943/175/ )

     เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 51 สหภาพยุโรปกับอียิปต์ได้บรรลุความตกลงเปิดเสรีสินค้าเกษตรและสินค้าประมง โดยจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินกระบวนการภายในทางกฎหมายแล้ว ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตรและประมง 90% ของทั้งสองฝ่ายสามารถนำเข้าระหว่างกันได้อย่างเสรี

     ในส่วนของอียิปต์จะเปิดตลาดโดยไม่คิดภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์เกษตรและประมงเกือบทุกประเภท ยกเว้น ยาสูบ ไวน์และสปิริต และเนื้อสุกร ในขณะที่สินค้าในหมวด 1704 (ขนมหวาน) 1806 (ช็อกโกแลต) 1902 (พาสต้า) และ 1905 (เบเกอรี่) ใน Harmonized Tariff code จะได้ลดภาษี 50% โดยไม่จำกัดปริมาณ จะทำให้มีอัตราภาษีเฉลี่ย 12.5% ซึ่งผู้ส่งออกในอียูจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าในส่วนนี้มาก เนื่องจากอียิปต์เป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของยุโรปตลาดหนึ่ง

     ในส่วนของยุโรปจะเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตรและประมงจากอียิปต์ ยกเว้นสินค้าที่ถือว่าเป็นสินค้าอ่อนไหว ได้แก่ ผักบางชนิด (มะเขือเทศ แตงกวา บวบ กระเทียม สตรอเบอรี่) ข้าว น้ำตาล ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบสูง ปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนแปรรูป

     ในขณะเดียวกันอียิปต์ก็เป็นหนึ่งในประเทศความร่วมมือระหว่างภูมิภาค EuroMed ซึ่งกำลังมีการเจรจาเปิดเสรีสินค้าและบริการระหว่างกันโดยมีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2010

     อียูถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดของอียิปต์ โดยอียิปต์นำเข้าสินค้าจากยุโรป 43% ของการนำเข้าทั้งหมด และส่งออกไปยังยุโรป 31% ของการส่งออกทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญจากอียิปต์ ได้แก่ พลังงาน (56%) สิ่งทอและเสื้อผ้า (9%) ผลิตภัณฑ์เกษตร (6%) และเคมี (6%) ในขณะที่สินค้าส่งออกจากยุโรปไปอียิปต์ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องกลและอุปกรณ์สำหรับยานพาหนะ (43%) เคมี (17%) และสินค้าอุตสาหกรรม (14%)

 

ที่มาข้อมูล: วารสาร Bulletin Quotidien Europe ฉบับวันอังคารที่ 8 ก.ค. 2551

Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป

 

ที่มา : http://news.thaieurope.net/content/view/2959/175/

 

อียูยกเลิกระบบใบอนุญาตนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ ตั้งแต่1/7/51

     เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2551 สำนักข่าว Bulletin Quotidien Europe รายงานว่า คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประกาศยกเลิกระบบใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรเป็นส่วนใหญ่แล้ว ส่วนสินค้าที่ยังต้องขอใบอนุญาตจะใช้กฎเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด

     คณะกรรมาธิการชี้แจงว่าใช้ใบอนุญาตเพื่อติดตามรายละเอียดของการค้าโดยเฉพาะในสินค้าอ่อนไหว เพื่อช่วยให้การคาดคะเนพัฒนาการการค้าง่ายขึ้น และช่วยในการจัดการกับมาตรการภายใต้นโยบายเกษตรร่วมเช่นโควต้าภาษีและการคืนเงินเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม จะยังคงใช้ใบอนุญาตกับสินค้าบางรายการที่นำเข้าภายใต้โครงการสิทธิพิเศษต่อไป

     ในภาพรวม จำนวนสินค้าที่จะต้องขอใบอนุญาตจะลดลง ปัจจุบันมีจำนวนสินค้า 500 รายการ จะลดลงเหลือ 65 รายการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 (วันที่ 1 สิงหาคม สำหรับไวน์) สำหรับการส่งออก จะมีสินค้าเพียง 43 รายการที่จะต้องมีใบอนุญาต

     ในสาขาธัญพืช จำนวนสินค้าที่จะต้องขอใบอนุญาตนำเข้าจะลดลงจาก 133 รายการเหลือ 21 รายการ สินค้าที่ต้องใช้ใบอนุญาตส่งออกจะคงเหลือ 9 รายการจากเดิม 133 รายการ ส่วนไวน์ จำนวนสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าจะลดลงจาก 100 เหลือ 0 ในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าสามารถนำเข้าสินค้าใดๆ ที่อยู่ภายใต้กฎ CMO ได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ส่วนเนื้อวัว เนื้อลูกวัวอ่อน นมและผลิตภัณฑ์นมที่เสียภาษีเต็มอัตราไม่ต้องใช้ใบอนุญาตอีกต่อไป

 

Contributed by สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์

Last Updated ( Friday, 04 July 2008 )

 

ที่มา : http://news.thaieurope.net/content/view/2939/211/

เกษตรจับมือAFMA จัดประชุมนานาชาติ ถกทิศทางการตลาด ผลไม้เมืองเขตร้อน ( 04 / 07 / 2551 )

     นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ Agricultural and Food Marketing Association for Asia and Pacific (AFMA) จัดสัมมนาเรื่องความนิยมของผู้บริโภคและการส่งออกของผลไม้เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ในระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม ที่ โรงแรม เซ็นจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ ทั้งนี้เนื่องจากหลักการตลาดของสินค้าเกษตรจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน ผู้บริโภคจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า สินค้านั้นจะเป็นที่นิยมและสามารถขายได้หรือไม่

     อย่างไรก็ตามความนิยมของผู้บริโภคเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและต้องอาศัยการคาดการณ์ ดังนั้นการสัมมนาดังกล่าว จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามกระแสนิยมของผู้บริโภคต่อผลไม้เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน รวมถึงผลการส่งออกไปยังประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกาและยุโรป และเพื่อให้เกิดความร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆระหว่างผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิตและส่งออกผลไม้เมืองร้อน

     ทั้งนี้กิจกรรมในการสัมมนา ประกอบด้วยการบรรยายวิชาการ อาทิ กระแสการตื่นตัวเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีต่อการเติบโตของตลาดผลไม้เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนในประเทศร่ำรวย , แนวโน้มอุตสาหกรรมไม้ผลเมืองร้อนอินทรีย์และกึ่งเมืองร้อนอินทรีย์ , งานวิจัยเชิงวิเคราะห์ความนิยมของผู้บริโภค , ความท้าทายและอุปสรรคด้านเทคนิคในการส่งออกผลไม้ ฯลฯ รวมทั้งมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับผลไม้เมืองร้อนที่มีศักยภาพในการส่งออกทั้งผลไม้สดและแปรรูป

 

 

ที่มา : http://www.acfs.go.th/news_detail.php?ntype=09&id=3207

ส้มโอไทยไปโอลิมปิก ล็อตแรก 2 พันผล

     ชัยนาทส่งส้มโอ “ ขาวแตงกวา ” ส้มโอพันธุ์ดีของเมือง ชิมลางไปโอลิมปิก ล็อตแรก 2 พันผลทะยอยส่งจนครบ 4 หมื่นผล สร้างชื่อในจีน หวังขยายตลาดต่อเนื่อง

     วันที่ 25 มิถุนายน 2551 ได้มีพิธีส่งมอบส้มโอขาวแตงกวาไปโอลิมปิก โดย ศาสตราจารย์ ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ กลุ่มเกษตรกรสวนส้มโอขาวแตงกวา ตำบลมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ได้ร่วมกันส่งมอบส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ซึ่งเป็นผลผลิตส้มโอจากสวนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาคุณภาพส้มโอเพื่อการส่งออก ให้แก่ ดร.ประภากร สมิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และตัวแทนของบริษัทผู้ส่งออกที่สนใจจะส่งออกส้มโอไปยังประเทศจีน เพื่อให้นักกีฬาและประชาชนประเทศจีนได้บริโภคในช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2008

     ดร.ประภากร สมิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ส้มโอขาวแตงกวาเป็นส้มโอพันธุ์ขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาท ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมทั้งด้านรสชาติ ลักษณะทรงผล ผิวเปลือก และปลอดภัยจากสารเคมี โดยเฉพาะส้มโอขาวแตงกวาเป็นผลไม้ไทยที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( Geographical Identification: GI) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นส้มโอที่ปลูกและได้รับการดูแลในแหล่งที่เหมาะสมจริง นับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในทุกปีที่ผ่านมามีการส่งออกส้มโอขาวแตงกวาไปหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อาหรับเอมิเรสต์ และ ประเทศจีน โดยเฉพาะในการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2008 ที่เมืองปักกิ่ง ส้มโอจากประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ให้เป็นผลไม้สดสำหรับนักกีฬาและผู้เข้าร่วมงานตลอดฤดูการแข่งขันในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ช่วงระยะเวลาดังกล่าว ชาวจีนมีเทศกาลสาร์ทจีน (วันที่ 15 สิงหาคม) และเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ (วันที่ 14 กันยายน) อันเป็นเทศกาลมงคลที่ชาวจีนนิยมใช้ส้มโอในการไหว้เจ้า จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรชาวสวนส้มโอในปีนี้

     ผู้ว่าราชการ จังหวัดชัยนาท ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เกษตรกรในจังหวัดชัยนาทได้มีการวางแผนการผลิตส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพให้มีผลผลิตตรงกับช่วงเวลาดังกล่าว โดยส้มโอในชุดแรกที่เก็บเกี่ยวได้มีจำนวนประมาณ 20,000 - 25,000 ผล และจะทยอยเก็บเกี่ยวเพื่อส่งออกจนถึงเดือนสิงหาคม ในครั้งนี้จะเป็นส้มโอล็อตแรกเพื่อส่งออกเป็นตัวอย่างก่อนประมาณ 1,500 -2,000 ผล “ ส้มโอเป็นผลไม้ที่เก็บเกี่ยวแล้วหากทิ้งไว้ให้ลืมต้นสัก 7-10 วัน จะมีรสชาติหวานอร่อย นอกจากนี้ส้มโอยังเป็นผลไม้ที่ไม่เกิดความเสียหายเลย แม้ว่าการขนส่งจะใช้เวลานาน 3 -4 สัปดาห์ก็ตาม

     สำหรับส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวาเป็นส้มโอพันธุ์ขึ้นชื่อและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชัยนาท เพราะมีแหล่งกำเนิดในจังหวัดชัยนาท คุณสมบัติคือ มีรสชาติอร่อย กุ้งมีขนาดใหญ่ เกาะตัวไม่ร่วน กุ้งกรอบแต่ไม่แห้ง หวานอมเปรี้ยว ฉ่ำแต่ไม่แฉะน้ำ มีเมล็ดน้อยถึงไม่มีเลย แต่ละปีจังหวัดชัยนาทผลิตส้มโอขาวแตงกวาได้ปีละประมาณ 3,700 ตัน ทำรายได้ให้จังหวัดไม่ต่ำกว่า 90 -100 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ขณะนี้ทางจังหวัดชัยนาทกำลังส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มจากปัจจุบันที่มีปลูกอยู่ราว 2.7 พันไร่

     “ สำหรับส้มโอที่จะส่งไปให้นักกีฬาโอลิมปิกจีนครั้งนี้ ผลิตโดยกลุ่มเกษตรกรตำบลมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท จำนวน 38 ราย โดยมีการวางแผนการผลิตเป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การจัดการทรงพุ่ม การจัดการด้านดินและน้ำที่มีประสิทธิภาพในเชิงอนุรักษ์และถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้ได้ผลผลิตส้มโอขาวแตงกวาที่มีคุณภาพและปลอดภัยทั้งต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และเราหวังว่า การได้ส่งไปโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็นใบเบิกทางทำให้ส้มโอไทยโดยเฉพาะพันธุ์ขาวแตงกวาเป็นที่รู้จักของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ” ผู้ว่าราชการ จังหวัดชัยนาท กล่าว

     รศ.ดร. จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. เปิดเผยว่า แม้ส้มโอขาวแตงกวาเป็นที่ต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังมีปัญหาด้านคุณภาพผิวผลที่เสียหายเนื่องจากถูกโรคและแมลงทำลาย ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาต่ำ และได้ปริมาณส้มโอสดที่มีคุณภาพดีพอสำหรับการส่งออกน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในต่างประเทศ ดังนั้น สกว.โดย รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญการผลิตและการตลาดของพืชตระกูลส้ม ได้ดำเนินโครงการวิจัยและการพัฒนาคุณภาพผลผลิตส้มโอขาวแตงกวา โดยจัดฝึกอบรมการจัดการสวนส้มโอและพัฒนาระบบการผลิตส้มโอคุณภาพให้แก่กลุ่มเกษตรกร ตำบลมะขามเฒ่า และมีการวิจัยและทดลองห่อผลส้มโอด้วยกระดาษเคลือบไข ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จแล้วกับส้มสายน้ำผึ้งที่ จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่าได้ผลผลิตส้มโอที่มีคุณภาพสูง ผิวเรียบสวยสม่ำเสมอ เกษตรกรสามารถขายส้มโอได้ราคาเพิ่มจากราคาเฉลี่ยทั่วไป 18-20 บาทต่อผล เป็น 25 - 30 บาท/ผล และผลผลิตที่ได้มีคุณภาพผิวเปลือกผลระดับเกรดเอ ที่สามารถคัดเพื่อการส่งออกได้มากถึง 80-90% จากเดิมที่คัดได้เพียง 20 -25 % ผลการดำเนินงานโครงการ ฯ นี้ ของ สกว. เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการพัฒนางานวิจัยลงสู่ท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาตามความต้องการของเกษตรกรและชุมชน ทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตร และเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในภาพรวมอีกด้วย โดยนักวิจัยของโครงการ ฯ มีแผนงานในการขยายพื้นที่ดำเนินงานและกลุ่มเกษตรกรต่อไป

     รศ.ดร. อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ที่ปรึกษาการพัฒนางานวิจัย “ ส้มและส้มโอเพื่อการส่งออก ” ของ สกว. ได้ให้ข้อมูลว่า ธุรกิจการส่งออกส้มโอของไทยยังสดใส เพราะประเทศคู่แข่งมีเพียงเวียดนามกับอิสราเอล และส้มโอไทยเป็นที่รู้จักทั่วไป อีกทั้งมีรสชาติอร่อยที่ดีกว่ามาก นอกจากนี้เทคโนโลยีการห่อผลยังทำให้ส้มโอมีคุณภาพดีและปลอดภัยจากสารเคมี เพราะผลส้มโอจะถูกห่อตั้งแต่ผลส้มโอมีอายุได้ 3 เดือนหลังจากดอกบาน หลังจากห่อผลแล้วเกษตรกรไม่ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอีกเลย จากนั้นอีกราว 4 เดือนครึ่งจึงเก็บเกี่ยว นอกจากนี้การที่ส้มโอขาวแตงกวาจังหวัดชัยนาท ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( Geographical Identification: GI) แล้วด้วย ย่อมเป็นเครื่องยืนยันที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่า เป็นผลผลิตส้มโอขาวแตงกวาที่ปลูกและได้รับการดูแลในแหล่งที่เหมาะสมจริง

 

 

ที่มา : http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=953

อียูเลื่อนบังคับใช้เกี่ยวกับฝาสัมผัสอาหาร

    ด้วยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำสหภาพยุโรป   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งให้ทราบว่า   ตามที่ไทยได้ยื่นข้อเสนอประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้ระเบียบของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับค่าสูงสุดของการถ่ายเท plasticizers ในฝาที่สัมผัสอาหาร ( การปรับลดค่าสูงสุดของการถ่ายเทสารสู่ฝาที่สัมผัสอาหาร) ซึ่งเดิมมีผลบังคับใช้ประมาณกลางปี 2551 นั้น   เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศแก้ไขระเบียบดังกล่าวสรุปดังนี้

  • ขยายระยะเวลาการประกาศใช้กฎหมายท้องถิ่นแต่ละประเทศสมาชิกสำหรับฝาที่ประกอบด้วยพลาสติกหลายชั้นหรือเคลือบด้วยพลาสติกหลายชั้นที่ทำด้วย Gasset ในฝาที่ประกอบด้วยวัสดุที่แตกต่างกันสองชั้นหรือมากกว่าสองชั้นสามารถวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปได้หากปฏิบัติตามระเบียบเฉพาะของภาคผนวกนี้
  • ขยายระยะเวลาบังคับใช้จากวันที่   30 มิถุนายน 2551 เป็นวันที่ 30 เมษายน 2552

    การเลื่อนการบังคับใช้ดังกล่าวเป็นการขยายระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ( transition period) ให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาปรับตัวในการหาฝาที่สัมผัสอาหารที่สอดคล้องกับระเบียบสหภาพยุโรป   โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารประเภท   fatty food บรรจุในขวดแก้วมีฝาที่ต้องใช้   plasticisers

 

ที่มา   :   มกอช. วันที่ 30 มิถุนายน 2551 http://www.acfs.go.th/news_detail.php?ntype= 07 &id= 3170

กะเทาะปัญหาตลาดส่งออก ผักผลไม้ บทเรียนจากเอฟทีเอไทย-จีน

    ฤดูกาลสำหรับผลไม้เมืองร้อน ไม่ว่ามังคุด ทุเรียน ลำไย เงาะ ในประเทศไทยกำลังจะวนกลับมาอีกครั้ง ในสถานการณ์ปริมาณสินค้าล้นตลาด การหาช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านกลไกความตกลงเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้าต่างๆ จึงเป็นอีกทางออกหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ได้ระบายสินค้า ออกไป

    แต่ปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้ชาวไทยยังเกิดขึ้น แม้จะมีเอฟทีเอแล้ว ดังเช่นในรายงานการศึกษาของคณะนักวิจัยโครงการศึกษาวิจัยองค์ความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจและด้านการต่างประเทศ : กรณีธุรกิจผักผลไม้ ภายใต้ข้อตกลงทางการค้าเสรีไทย-จีน ( ภายใต้กรอบระหว่างอาเซียน-จีน) ซึ่งประกอบด้วยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอฟทีเอ วอตช์ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ร่วมกันจัดทำรายงาน " ผลกระทบของข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน และการปรับตัวในระบบธุรกิจผักผลไม้"

    ซึ่งระบุว่า ในระดับมหภาค การขยายตัวทางการค้า โดยเฉพาะการขยายตัวของการส่งออกอาจทำให้เชื่อว่าไทยได้ประโยชน์จากการทำเอฟทีเอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การนำเข้าผักผลไม้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบทั้งกับผู้บริโภคและเกษตรกร

    โดยในกรณีการส่งออกลำไย มีการเปลี่ยนแปลงของการส่งออก โดยจาก เอฟทีเอไทย-จีน ทำให้มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตโดยเฉพาะลำไย หรือ "ล้ง" จำนวนมากขึ้นเพื่อส่งให้ ผู้ส่งออกไทย หรือเข้ามาทำหน้าที่เป็นทั้ง ผู้รวบรวมผลผลิตและเป็นผู้ส่งออกเอง

    ทำให้ผู้ส่งออกชาวไทยดั้งเดิมต้อง ปรับตัวเพื่อแข่งขันกับผู้ส่งออกชาวจีนมากขึ้น บางรายที่ปรับตัวไม่ทันต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด เพราะถูกพ่อค้าชาวจีนแย่ง "ล้ง" โดยให้ค่าจ้างสูงกว่า ส่วนบางรายที่มีความสามารถในการแข่งขันก็สามารถขยายกิจการ เปิดโรงงานรับซื้อผลผลิตได้มากขึ้น

    ในด้านอำนาจต่อรองของราคาสินค้า ในรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า หลังเอฟทีเอ ผู้ส่งออกมีจำนวนมากขึ้น และสามารถเข้าถึงผลผลิตได้ง่าย มีเสรีในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร

    แต่จากการศึกษาพบว่าผู้ส่งออกไม่ได้แข่งขันกันเพื่อรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจาก 1) มีการรวมตัวของผู้ส่งออกอย่างไม่เปิดเผย คือ ผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลในการกำหนดราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยอิงราคาตลาดในจีน หักด้วยค่าขนส่ง และค่าดำเนินการต่างๆ แล้วประกาศราคารับซื้อหน้าโรงงาน เพื่อเป็นการให้สัญญาณราคารับซื้อผลผลิตแก่ผู้ส่งออกรายอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ราคารับซื้อหน้าโรงงานต่างๆ จะไม่แตกต่างกันมากนัก

    2) มีความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสารสำหรับใช้ในการตัดสินใจเลือกขายผลผลิตของเกษตร คือ มีการแบ่งเกรดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่แตกต่างกันกับเกรดการส่งออก อีกทั้งยังไม่มีมาตรฐานในการรับซื้ออย่างชัดเจน ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้รับซื้อว่าจะให้ขายเท่าไร โดยเกษตรกรไม่มีอำนาจในการต่อรองราคา ทำให้ระบบตลาดล้มเหลว

    อีกทั้งแม้หลังทำเอฟทีเอ ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า และมีช่องทางการค้าที่มากขึ้น แต่การส่งออกสินค้าจากไทยไปจีนกับไม่ได้ลดอุปสรรคอื่นๆ ลงตามด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินการขนส่งและนำเข้าผักผลไม้จากไทยไปจีนทั้งก่อนและหลังเอฟทีเอ ซึ่งยังคงต้องผ่านตัวแทนโลจิสติกส์ที่เป็นบริษัท ที่ได้รับอนุญาตจากทางการจีนเพียง 3 บริษัทเท่านั้น โดยเรื่องนี้ยังเป็นการผูกขาดที่ผู้ส่งออกไทยต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามที่บริษัทเหล่านี้กำหนด

    หรือการขายผักและผลไม้จากไทยไปจีนยังต้องผ่านบริษัทนำเข้าที่จดทะเบียนในประเทศจีน (trader) เท่านั้น โดยบริษัทเหล่านี้จะทำหน้าที่กระจายสินค้าไปยังตลาดขายส่งและตลาดขายปลีก แล้วได้รับค่า นายหน้าจากการฝากขายและเมื่อขายได้ ก็จะส่งเงินกลับไปยังผู้ส่งออกของไทย ทำให้เกิดความเสี่ยงในการได้รับเงินค่าสินค้าล่าช้า รวมถึงการที่ผู้ส่งออกสินค้าจากไทยยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 13% ที่คิดจากราคาประเมินที่บริษัทกลางเป็นผู้กำหนดทุกๆ 3 สัปดาห์ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละมณฑล

    และการที่ทางการจีนยังเข้มงวดกับการนำเข้าผักและผลไม้ คือ ต้องมีหนังสือรับรองจากทางการไทยสำหรับสวน GAP ซึ่งมีจำนวนน้อยและปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอในการส่งออก ถ้าไม่มีหนังสือรับรองก็จะเกิดความยุ่งยากในการนำเข้า ถูกส่งไปตรวจสอบ ทำให้เสียเวลา และผู้ส่งออกต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (อย่างไม่เป็นทางการ)

ดังนั้น ก่อนผลไม้เมืองร้อนจะทะลัก ออกสู่ตลาด เกษตรกร ผู้รับซื้อ ผู้ส่งออกและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จึงต้องรวบรวมข้อมูลอุปสรรคและเร่งแก้ไขจุดอ่อนเหล่านี้ ก่อนที่ปัญหาจะทับถมจนยากเกินจะแก้ไข

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เม.ย. 2551 http://www.thaifta.com/ThaiFTA/NewsFTA/NewsFTA2/tabid/156/ctl/Details/mid/570/ItemID/4075/Default.aspx

เอฟทีเอ"ไทย-จีน"..... ตอกฝาโลง"กระเทียมไทย"!!! (รายงานพิเศษ)

    กระแสการค้าโลกแบบโลกาภิวัตน์ชักนำให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก " องค์กรการการค้าโลก"( WTO) ตั้งแต่ปลายปี 2538 ในครั้งนั้นสิทธิของการเป็นสมาชิกได้สร้างความพึงพอใจในภาพรวมของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง สำหรับข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าและปรับมาใช้มาตรการด้านภาษีแทนส่งผลให้.....

    " กระเทียมไทย"

    มีตลาดส่งออกกว้างขวางขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และในทางกลับกันก็มีการกำหนดโควตาภาษีนำเข้ากระเทียมที่ร้อยละ 27 สำหรับการนำเข้าในโควตาที่ 62 ตัน และกระเทียมนอกโควตาที่ภาษีร้อยละ 62.4 ในปี 2538 เป็นต้นมา และเช่นเดียวกัน "จีน" ได้เข้ามาเป็นสมาชิก WTO ในปลายปี 2544 และนำมาซึ่งการเจรจา "ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน" ภายใต้กรอบอาเซียน-จีน ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างจากไทยนัก แต่ด้วยความพร้อมด้านการผลิตและต้นทุน ตลอดจนการมีสินค้าที่หลากหลายกว่า ส่งผลให้ตลาดส่งออกกระเทียมไทยถูกเบียดแย่งจากกระเทียมราคาถูกจากจีน จนไม่สามารถเบียดกลับได้เช่นอดีต พร้อมๆ กันนั้นตลาดในประเทศก็ถูก "กระเทียมจีน" บุกอย่างหนัก จนภาษีในและนอกโควตาก็ไร้ซึ่งความหมายในการกีดกัน กระเทียมจีนยังสามารถสร้างให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกินในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2545 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นผลผลิตกระเทียมไทยจะล้นเกิน จนเกษตรกรต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอยู่เสมอ

    จากข้อมูลการผลิตกระเทียมไทยและกระเทียมจีนทำให้ทราบว่าปี 2547 จีนเป็นผู้ที่ครองอันดับ 1 ของการผลิตกระเทียมในโลกด้วยอัตราส่วนการผลิตที่ร้อยละ 75 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 9 มีอัตราการผลิตที่ร้อยละ 0.75 แม้กระเทียมไทยจะมีความได้เปรียบด้านรสชาติ แต่ "เสียเปรียบ" ด้านต้นทุน

    จากการคำนวณต้นทุนการผลิตกระเทียมจีน โดยคิดจากการต้นทุนการผลิตและผลผลิตต่อไร่ของกระเทียมไทยย้อนกลับจะพบว่ากระเทียมจีนจะมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2.05 บาท/กก. ขณะที่ของไทยจะอยู่ที่ 5.54 บาท/กก.!!!

    กระเทียมราคาถูกจากจีนและประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาพร้อมๆ กับนโยบาย " ครัวไทยสู่ครัวโลก" และ " World food Trend" ได้ชักนำให้ธุรกิจอาหารของไทยเติบโตขึ้นมาก ในทางทฤษฎีการเกิดอุปสงค์ส่วนเกินต่อสินค้ากระเทียม ควรจะนำมาซึ่งราคาตลาดที่สูงขึ้น และจะชักนำให้ราคาฟาร์มหรือราคาที่เกษตรกรได้รับให้สูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงกระเทียมจีนกลับยึดอุปสงค์ส่วนเกินที่เกิดจากอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และครัวเรือนสมัยใหม่ ที่นิยมความง่าย ความเร็ว และราคาถูก เนื่องจากกระเทียมจีนและกระเทียมนอกอื่นๆ สามารถตอบโจทย์หลายประการได้เป็นอย่างดี เช่น กลีบขนาดใหญ่ เนื้อมาก แกะง่าย กลิ่นไม่ฉุนแรง ใช้ตกแต่งอาหารหรือปนกับกระเทียมไทยทำอาหารที่ไม่ใช้กลิ่นกระเทียมไม่มาก หรือใช้ในการทำขนมและอาหารฝรั่งได้ดี ในอุตสาหกรรมน้ำพริกและแหนม ก็ยังใช้กระเทียมนอกที่มีสีชมพูและสีขาวแทนกระเทียมไทย

    การทดแทนที่ของกระเทียมจีนหรือการเกิด " Substitution Effect" ต่อกระเทียมไทยในอุตสาหกรรมอาหารและการใช้ของครัวเรือน ซึ่งเป็นตลาดหลักของกระเทียมไทยก่อให้เกิดการ "บล็อก" ทั้งราคาและปริมาณการขายกระเทียมไทยในประเทศไทยเอง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมโดยตรง เนื่องจากราคาฟาร์มมีแนวโน้มแทบจะไม่เพิ่มขึ้นจากอดีตมากเท่าไรนัก และบางปียังลดลงด้วยซ้ำ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งราคาฟาร์มที่แนวโน้มของการเป็นวัฏจักรแคบลง หรือโอกาสที่เกษตรกรจะทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตามฤดูกาลมีน้อยลง.....

    นั่นหมายความว่าราคากระเทียมที่เกษตรกรได้รับมีราคาค่อนข้างคงที่ตลอดปี อย่างไรก็ดีแนวโน้มของการมีเสถียรภาพของราคาได้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จีนจะเข้าเป็นสมาชิก WTO แล้ว!!!

    เมื่อกำไรในการผลิตลดลง อีกทั้งการเก็บกระเทียมแห้งไว้ขายก็ไม่คุ้มค่าเสียแล้ว กระเทียมจึงหลุดจากมือเกษตรกรเร็วขึ้น และผลต่อมาคือการจ้างงานต่อเนื่องในพื้นที่ในการมัดจุก ตากแห้ง ซึ่งเป็นแรงงานคนแก่ ผู้หญิงและเด็ก ก็พลอยได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปด้วย

    ในอีกทางหนึ่งเมื่อเกษตรกรจำเป็นต้องเร่งขายผลผลิตให้เร็วขึ้น ดังนั้นผู้รวบรวมจะต้องรับภาระต้นทุนในการเก็บรักษานานขึ้น จึงเกิดการควบรวมหน้าที่การตลาดส่วนนี้ที่พ่อค้าส่งแทนผู้รวบรวมรายย่อยที่มีทุนน้อย โดยพ่อค้าส่งจะส่งคนงานไปเหมากระเทียมสดจากไร่เกษตรกร

    ในอีกทางหนึ่งเกษตรกรได้ปรับตัวโดยการลดพื้นที่ปลูกลง โดยการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น หรือปลูกกระเทียมแซมพืชอื่น จนทำให้พื้นที่ปลูกกระเทียมของประเทศลดลงอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้การลดพื้นที่ปลูกจากนโยบายของรัฐกลับไม่ค่อยสัมฤทธิ์เท่าที่ควร ขณะที่เกษตรกรบางส่วนยังคงปลูกกระเทียมต่อไป เนื่องจากกระเทียมเป็นพืชที่ผูกพันกับความเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย และยังเป็นพืชเงินสดที่ได้เงินหมุนเวียนเร็วและเป็นกอบเป็นกำ แต่ในการปลูกครั้งนี้มีหลายลักษณะ ทั้งปลูกแบบลดการลงทุนลง ปลูกแบบปริมาณมากแต่ด้อยคุณภาพการดูแล( high volume, low value) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต และปลูกแบบเร่งปุ๋ยเร่งยาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้เงินเท่าเดิม แม้ว่าราคาต่อหน่วยจะลดลง เป็นต้น

    แม้ว่ากระเทียมจีนจะชักนำให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกินขึ้นในตลาดเมืองไทย แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดผู้นำเข้ากระเทียมแบบถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่จากข้อมูลก็บอกได้ว่าการลักลอบนำเข้ามีแนวโน้มลดลง แต่ก็มีบางปีที่ยังมีการลักลอบนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีผู้นำเข้ากระเทียมเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ผู้นำเข้ากระเทียมและพ่อค้าในระดับต่างๆ ได้ใช้กลยุทธ์การตลาดในการบริหารจัดการทั้งอุปสงค์และอุปทานกระเทียมในประเทศ ประกอบกับอาศัยช่องว่างของความไม่รู้ของผู้บริโภค และความไม่ชัดเจนของมาตรฐานสินค้าบางประการได้เอื้อประโยชน์แก่ผู้นำเข้า และพ่อค้าในแต่ละระดับในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากอุปสงค์ส่วนเกินที่เกิดขึ้น โดยพ่อค้าเป็นผู้กำหนดพันธุ์ของกระเทียมที่นำเข้ามาขายและเป็นผู้กำหนด(จัด)เกรดของกระเทียมนำเข้าที่จะขายในตลาด และเป็นผู้บริหารจัดการ Demand และ Supply กระเทียมในตลาดไทยผ่านช่วงเวลาการนำเข้าและการเก็บและปล่อยกระเทียมจาก stock หรือเท่ากับว่าพ่อค้าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อราคาสินค้ากระเทียมในตลาดไทย

    หากมองในแง่ดีการมีกระเทียมราคาถูกลง และมีหลากหลายพันธุ์ให้เลือกย่อมส่งผลดีกับผู้บริโภคในประเทศในแง่การสร้างทางเลือก และราคาที่ถูกลงหรือผันผวนน้อยลง แต่อีกด้านหนึ่งได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้า เนื่องจากสินค้ากระเทียมไม่มีเกรดมาตรฐานแบบเป็นทางการ อีกทั้งกระเทียมที่นำเข้ามาหลายพันธุ์ยังมีลักษณะที่คล้ายกระเทียมไทย ขณะที่ผู้บริโภคเองกลับไม่มีข้อมูลและความรู้มากพอที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างกระเทียมไทย และกระเทียมนอก จึงก่อให้เกิดช่องว่างให้พ่อค้านำกระเทียมนอกที่มีลักษณะคล้าย แต่ราคาถูกกว่ากระเทียมไทยมาปลอมปนกับกระเทียมไทยแล้วขายในเกรดกระเทียมไทยหรือขายราคาถูกลงเล็กน้อย แต่ได้กำไรมากขึ้น ซึ่ง.....

    ผู้บริโภคและเกษตรกรไทยคือผู้เสียประโยชน์โดยตรง!!!

    นอกจากนี้การปลอมปนกระเทียมโดยตั้งใจของพ่อค้า และการใช้กระเทียมนอกและกระเทียมจีนทดแทนการใช้กระเทียมไทยในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และภาคครัวเรือนโดยตั้งใจ

    ประกอบกับแนวโน้มของผู้บริโภคปัจจุบันที่รับประทานอาหารนอกบ้าน จนมีการรับรสแบบลิ้นจระเข้มากขึ้น จะยิ่งทำให้เป็นตัวเร่งให้พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีต่อรสนิยมการกินกระเทียมเปลี่ยนไปเร็วขึ้น ในอนาคตอันใกล้ผู้บริโภคจะยิ่งมีความเข้าใจถึงความแตกต่างของกระเทียมไทยและกระเทียมนอกน้อยลง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วกับกรณี.....

    " หอมหัวใหญ่และหอมแดง"

 

ที่มา : แนวหน้า วันที่ 5/5/2008 http://www.thaifta.com/ThaiFTA/NewsFTA/NewsFTA2/tabid/156/ctl/Details/mid/570/ItemID/4112/Default.aspx

ผัก,ผลไม้หลายชนิดมีราคาสูงขึ้นในช่วงหน้าแล้งปีนี้

    ภัยแล้ง กระทบผลผลิตการเกษตรอุบลฯ ลดลง ดันราคาผักผลไม้ในอีสานปรับตัวขึ้นหลายชนิด กระทบกับผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อมากขึ้น ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือเตือนสัปดาห์หน้าทั่วอีสานมีฝนฟ้าคะนองและให้ระวังภัยจากลูกเห็บด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุบลราชธานีว่า จากการตรวจสอบราคาสินค้าในตลาดค้าส่งเทศบาลเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ปรากฏราคาพืชผักและผลไม้ได้ปรับตัวขึ้นหลายรายการเฉลี่ยรายการละ 10-20 บาท ทั้งนี้สืบเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง ทำให้มีสินค้าออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ จึงไม่เพียงพอแก่ความต้องการของตลาด

    ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากมีพื้นที่ใช้เพาะปลูกพืชไร่และพืชสวนกว่า 7 แสนไร่ ยังมีการนำเข้าผักและผลไม้บางชนิดจากประเทศลาว ก่อนกระจายสินค้าไปสู่ส่วนต่างๆของภาคอีสานและส่วนกลางของประเทศ การปรับราคาขึ้นของพืชผักผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าครองชีพสูงขึ้น สำหรับราคาผักที่ปรับตัวสูงขึ้นมากประกอบด้วยผักชี ผักคะน้า และผักกาดขาว

    ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี ระบุว่า ภาคอีสานยังคงมีอากาศร้อนโดยทั่วไป อุณหภูมิสูงสุด 38-39 องศาเซลเซียส และตั้งแต่วันที่ 21-26 เมษายน จะมีพายุฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง กับมีฝนตกหนักและมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนและลูกเห็บตกไว้ด้วย

 

 

ที่มา : http://www.innnews.co.th/local.php?nid=104051

 


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9128

E-mail :