ปิดหน้าต่าง
 

ฮาลาลคืออะไร ? ทำไมต้องฮาลาล ?

      คำว่า “ ฮาลาล ” เป็นคำภาษาอาหรับมีความหมายทั่วไปว่า อนุมัติ เมื่อนำมาใช้ในทางศาสนา จะมีความหมายาว่า สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ (เช่นอนุมัติให้กิน อนุมัติให้ดื่ม อนุมัติให้ทำ อนุมัติให้ใช้สอย เป็นต้น )

     “ ฮาลาล ” เป็นคำที่มีความหมายตรง ข้ามกับคำว่า “ ฮารอม ” ที่มีความหมายทั่วไปว่า ห้าม และเมื่อนำมาใช้ในทางศาสนาจะมีความหมายว่า สิ่งที่ศาสนาห้าม

     การอนุมัติสิ่งใด หรือการห้ามสิ่งใดในศาสนาอิสลาม เป็นประกาศิตที่มาจากอัลเลาะห์ผู้เป็นเจ้า และมาจากศาสนทูตของพระองค์เท่านั้น ถือเป็นหลักสำคัญที่มุสลิมทุกคน ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่ต้องค้นหาเหตุผลการอนุมัติ หรือเหตุผลการห้ามแต่อย่างใด เมื่อพระผู้เป็น เจ้าไม่ได้แจ้งไว้ เพราะมุสลิมมีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ส่วนสิ่งที่พระผู้เป็น เจ้าห้ามเป็นสิ่งที่มีพิษภัยและมีโทษ พระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาทราบดีถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อมนุษย์ พระองค์จึงอนุมัติสิ่งที่เป็นคุณและห้ามสิ่งที่เป็นโทษ

     ส่วนเหตุผลที่มนุษย์ค้นพบว่ามีข้อดีในสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และมีข้อเสียในสิ่งที่ศาสนาห้าม โดยพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้แจ้งไว้และได้นำมาอ้างอิงนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นไม่ใช่เป็นหลักสำคัญ เพราะเหตุผลที่มนุษย์ค้นพบอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ส่วนประกาศิตของพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นอมตะไม่เปลี่ยนแปลง

     ในเมื่ออิสลามเป็นระบอบในการดำเนินชีวิตของมุสลิม ชีวิตของมุสลิมจึงผูกพันอยู่กัลป์ศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย การกระทำทุกอย่างของมุสลิมต้องดำเนินอยู่ในกรอบที่ศาสนา กำหนดในทุกกรณีทั้งเรื่องความผูกพันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสัตว์ มุสลิมต้อง มีความเมตตาสงสารสัตว์ การกักขังสัตว์โดยไม่ให้อาหารเป็นเหตุให้ตกนรก การกลั่นแกล้งรังแกสัตว์ จะต้องถูกนำไปไต่สวน ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า การเชือดสัตว์เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ภายใต้กรอบที่เชือดเพื่อเป็นอาหาร ไม่กระทำทรมานสัตว์ ต้องเชือดด้วยมีดที่คม ต้องให้สัตว์ล้มลงนอนอย่างดี ขณะเชือดต้องกล่าวนามของพระผู้เป็นเจ้า

ฮาลาลและฮารอมในชีวิตส่วนตัวของมุสลิมเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม

     ประชาชาติและเผ่าพันธุ์มนุษย์มีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องอาหาร และเครื่องดื่มว่าสิ่งใดเป็นสิ่งอนุมัติและสิ่งใดเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเขามาช้านานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่มาจากสัตว์

     สำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่ได้มาจากพืชนั้น มนุษย์เราไม่มี ทัศนะที่แตกต่างกันมากนัก อิสลามไม่ได้ห้ามอาหารที่ได้มาจากพืช ยกเว้นสิ่งที่เกิดจากการนำไปหมักจนกลายเป็นสุรา ไม่ว่าจะผลิตจากองุ่น อินทผลัม ข้าวบาร์เลย์ หรือวัตถุอื่นใดก็ตาม เมื่อกลายสภาพเป็นสุรา

     เช่นเดียวกับที่อิสลามห้ามสิ่งที่ทำให้มึนเมาและขาดสติ และที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ยาเสพติดชนิดต่าง ๆ

     ส่วนอาหารที่ได้มาจากสัตว์นั้น ศาสนาและลัทธิต่าง ๆ มีทัศนะที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง

การเชือดสัตว์และการบริโภคเนื้อในลัทธิต่าง ๆ

     มีผู้คนหลายพวก เช่น พวกพราหมณ์และนักปรัชญา บางกลุ่มที่ห้ามเชือดสัตว์และห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ และดำรงชีพด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ คนกลุ่มนี้อ้างว่าการฆ่าสัตว์นั้น เป็นความทารุณโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อสัตว์ที่มีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อสัตว์มีชีวิต มนุษย์ก็ไม่มีสิทธิที่จะทำลายชีวิตของสัตว์

     อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพิจารณาถึงสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่อัลเลาะห์สร้างขึ้นมา เราจะพบว่าสัตว์ทั้งหลายมิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวของมันเอง ทั้งนี้เพราะมันไม่มีสติปัญญาหรือสิทธิ์ที่จะเลือก และเราจะพบอีกว่า สภาพทางธรรมชาติของมันก็อยู่ในลักษณะที่ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้มนุษย์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่ามนุษย์น่าจะได้รับประโยชน์ จากเนื้อของมันหลังจากที่มันถูกเชือด เช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้รับผลประโยชน์จากการใช้งานมันขณะเมื่อมันมีชีวิตอยู่

     เราจะพบได้อีกเช่นเดียวกันว่าในการสร้างสรรค์ของอัลเลาะห์นั้น พระองค์ได้วางกฎไว้ให้ สิ่งที่อยู่ตระกูลที่ต่ำกว่าต้องอุทิศตนแก่สิ่งที่อยู่ในตระกูลที่สูงกว่า ด้วยเหตุนี้พืชจึงถูกตัดไปเป็นอาหารสัตว์ และสัตว์จะถูกเชือดเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นคน ๆ เดียวกันอาจต้องต่อสู้ และเสียสละชีวิตเพื่อคนจำนวนมาก

     และการที่มนุษย์ไม่ฆ่าสัตว์ก็ใช่ว่าสัตว์จะรอดพ้นจาก ความตายและการถูกทำลายไปได้ คือถ้ามันไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นมันก็จะต้องตายเองอยู่ดี และมันอาจ ได้รับความเจ็บปวดยิ่งกว่าโดยคมมีดที่มาคร่าชีวิตของมันด้วยความรวดเร็ว

     ในศาสนาของยิวและคริสต์ซึ่งรากฐานมา จากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้านั้น อัลเลาะห์ได้ห้ามพวกยิวกินสัตว์ทะเลมากมายหลายชนิด คัมภีร์กุรอานเอง ก็ได้เอ่ยถึงสิ่งที่อัลเลาะห์ได้ทรงห้ามแก่พวกคนยิว ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษพวกยิวในฐานที่ดื้อดึง และทำบาปไว้หลายอย่างเช่น อายะห์ที่ว่า

     “ และสำหรับพวกยิว เราได้ห้ามสัตว์มีกีบที่ไม่แยก เป็นสองกีบทุกชนิด ส่วนวัวและแพะเราได้ห้ามแก่พวกเขาบริโภคไขของมัน เว้นแต่ที่ติดอยู่บนหลังของมันหรือตามลำไส้ หรือแทรกอยู่ในกระดูก เช่นที่กล่าวนั้น เราได้ลงโทษพวกเขาเพราะการละเมิดของพวกเขาและแท้จริงเราเป็นผู้ที่สัตย์จริง ” ( อัลอันอาม: 146)

ทัศนะของชาวอาหรับก่อนอิสลาม

     สำหรับชาวอาหรับในยุคก่อนอิสลามได้ห้ามสัตว์บาง อย่างในฐานะที่เป็นสัตว์สกปรกและบางอย่างก็ถูกถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะละเมิดไม่ได้ และเป็นสัตว์ที่พลีอุทิศให้แก่เทวรูป ของตน แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวอาหรับกลับอนุญาตอาหารที่ไม่บริสุทธิ์หลายอย่างเช่น เนื้อของสัตว์ที่ตายแล้ว และเลือด เป็นต้น

อิสลามอนุญาตสิ่งที่ดีมีเป็นประโยชน์

     ขณะที่ศาสนาอิสลามมาปรากฏ สภาพของมนุษย์ก็ยังคง เป็นอยู่อย่างที่กล่าวในเรื่องของการบริโภคเนื้อสัตว์ระหว่างพวกที่ถือว่าเนื้อสัตว์ทุกอย่างเป็นที่อนุมัติ ส่วนอีกพวกหนึ่งถือว่า เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นอัลเลาะห์จึงได้ชี้นำมนุษย์ชาติทั้งมวลว่า

     “ มนุษย์ชาติทั้งหลายเอ๋ย จงบริโภคสิ่งอนุมัติจากที่มีอยู่ ในแผ่นดิน และอย่าปฏิบัติตามรอยเท้าของมารร้ายซัยตอน เพราะแท้จริงมันเป็นศัตรูของพวกเจ้าอย่างชัดเจน ” ( อัลบะกอเราะห์ :168 )

     อัลเลาะห์เรียกพวกเขาในฐานะ “ มนุษยชาติ ” ให้บริโภคอาหารที่ดีที่พระองค์ได้ทรงจัดหาไว้ให้พวกเขาบนโลกอันเปรียบได้เสมือนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ และห้ามพวกเขา ไม่ให้เจริญรอยตามแนวทางของมารซัยตอนที่ล่อลวงผู้คนให้ห้ามปรามสิ่งดีมีประโยชน์ และมันจะชักนำมนุษย์ไปสู่กับดักแห่ง การทำลายตนเอง หลังจากนั้นอัลเลาะห์ได้แนะนำบรรดาผู้มีศรัทธาโดยเฉพาะว่า

     “ โอ้บรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลาย จงบริโภคสิ่งที่ดีทั้งหลาย ที่เราได้ประทานให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกท่าน และพวกท่านจงขอบคุณอัลเลาะห์ถ้าหากพวกท่านเคารพ ภักดีแต่พระองค์เท่านั้น ที่จริงพระองค์ได้ทรงห้ามพวกท่านเฉพาะแต่เพียง

     ซากสัตว์ เลือด เนื้อของสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดบูชาโดยเอ่ย นามอื่นนอกจาก อัลเลาะห์ ดังนั้นผู้ใดที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน โดยไม่มีเจตนาขัดขืนและไม่ใช่เป็นการละเมิดก็ไม่มีบาปตก แก่พวกเขา แท้จริงอัลเลาะห์เป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ ” ( อัลบะกอเราะห์ : 172-173 )

     คำประกาศนี้มุ่งเฉพาะผู้มีศรัทธาเท่านั้น อัลเลาะห์บัญชา ใช้พวกเขาให้บริโภคสิ่งที่ดีที่พระองค์ได้ทรงจัดไว้เป็นปัจจัยยังชีพพวกเขา และให้พวกเขามีสำนึกในความกรุณาของพระองค์ จากนั้นพระองค์ได้ทรงอธิบายต่อไปว่า พระองค์ไม่ได้ห้ามพวกเขาบริโภค ยกเว้นอาหารสี่อย่างดังที่ได้กล่าวไว้ในโองการข้างต้น และอาหารที่มีระบุไว้ในโองการอื่น ๆ และโองการที่จัดเจนที่สุดที่พูดถึงอาหารสี่อย่างเป็นการเฉพาะคือ คำดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลาที่ว่า

     “ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันไม่พบว่ามีสิ่งใดที่ถูกเผยแก่ฉัน เป็นสิ่งต้องห้ามแก่ผู้ที่จะบริโภคมัน เว้นแต่สัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออกมา หรือเนื้อของสุกร เพราะแท้จริงมันเป็นสิ่งสกปรก หรือสัตว์ที่เป็นการฝ่าฝืนที่เปล่งนามอื่นไปจากอัลเลาะห์ขณะเชือด ดังนั้นผู้ใดตกอยู่ในภาวะคับขัน โดยไม่ได้มีเจตนาขัดขืนและ ไม่ใช่เป็นการละเมิด เพราะแท้จริงองค์อภิบาลของท่านเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ ” ( อัลอันอาม : 145)

     ในซูเราะห์ อัลมาอิดะห์ อัลกุรอานได้ กล่าวถึงสัตว์ต้องห้ามเหล่านี้ พร้อมรายละเอียดมากยิ่งขึ้นว่า

     “ เป็นที่ต้องห้ามเหนือพวกท่าน คือซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดบูชาโดยเอ่ยนามอื่นจากอัลเลาะห์ สัตว์ที่ถูกรัดคอตาย สัตว์ที่ถูกตีจนตาย สัตว์ที่ตกมา จากที่สูงตาย สัตว์ที่ถูกขวิดตาย สัตว์ที่ถูกสัตว์ดุร้ายกิน เว้นแต่ที่สูเจ้าเชือดทัน และสัตว์ที่ถูกเชือดพลีบนแทนหิน บูชา... ” ( อัลมาอิดะห์ : 3)

     อาหารที่ต้องห้ามจึงรวมอยู่ในประเภทใหญ่ ๆ สี่ประเภท โดยสามารถที่จะจำแนกรายละเอียดออกได้เป็นสิบประเภท

ห้ามรับประทานซากสัตว์และเหตุผลของการห้าม

1. สิ่งแรกของอาหารต้องห้ามที่กุรอานกล่าวถึงเกี่ยวก็คือเนื้อของ “ ซากสัตว์ ” นั่นคือสัตว์และสัตว์ปีกที่ตายเองโดยไม่ได้ถูกฆ่าหรือถูกล่าโดยมนุษย์ เหตุผลที่ห้ามก็คือ

  • การกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงต่อความรู้สึกของคนทั่วไป
  • อัลเลาะห์มิทรงต้องการให้มนุษย์กินสิ่งที่เขามิได้ตั้งใจหรือคิดที่จะกินดังในกรณีสัตว์ที่ตายเอง
  • ถ้าหากสัตว์ตายเอง มันก็อาจเป็นไปได้ว่ามันตายเพราะเหตุปัจจุบันทันด่วน หรือตายเพราะโรคระบาด ดังนั้นการกินเนื้อของมันจึงอาจเป็นอันตรายได้
  • เป็นความเมตตาอย่างหนึ่งของอัลเลาะห์ที่จัดหาแหล่งอาหารไว้ให้แก่สัตว์และ นกบางประเภทที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายกับมนุษย์ ความจริงอันนี้จะเห็นได้จากการที่ซากสัตว์ต่าง ๆ ที่ตายอยู่กลางแจ้งจะถูกสัตว์และนกหลายชนิดเข้ามาจิกกิน

2. ข้อห้ามประการที่สองก็คือเลือด

     มีผู้ถามอิบนุ อับบาส เกี่ยวกับม้าม ท่านได้ตอบว่า “ พวกท่านจงกินมันเถิด ” พวกเขาได้กล่าวว่า “ แต่มันเป็นเลือด ” ท่านจึงตอบว่า “ เพียงแต่เลือดที่ไหลเท่านั้นที่ถูกห้ามสำหรับพวกท่าน ”

     เหตุผลสำหรับการห้ามกินเลือดก็คือ มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ต่อความรู้สึกของมนุษย์ และมันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน

รูปที่ 1ห้ามกินเลือด

3. อาหารต้องห้ามประเภทที่สามก็คือ เนื้อหมู

     เนื่องจากเนื้อหมูเป็นสัตว์ที่ชอบของสกปรกและ สิ่งปฏิกูล ยิ่งไปกว่านั้นการค้นคว้าทางการแพทย์ได้แสดงให้เราเห็นว่าการกินเนื้อหมูนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพใน ทุกสภาพอากาศ โดยเฉพาะในเขตอากาศร้อน นอกจากนี้แล้วการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก็ได้แสดงให้เห็นว่า เนื้อหมูนั้นมีเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ และยังมีพยาธิที่มีชื่อว่า ตัวจี๊ด (ทริไคนา) อยู่ด้วย

รูปที่ 2เนื้อหมู

4. อาหารประเภทที่สี่คือ สัตว์ที่ถูกพลีให้แก่สิ่งอื่นนอกจากอัลเลาะห์

     ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่ถูกเชือดโดยผู้เชือดกล่าว นามอื่นจากนามอัลเลาะห์ เหตุผลที่ห้ามสำหรับกรณีนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความศรัทธาทั้งสิ้น เพื่อทำให้การปฏิบัติศาสนกิจบริสุทธิ์เพื่ออัลเลาะห์ และเพื่อต่อสู้กับการตั้งภาคีทุกรูปแบบ

รูปที่ 3 สัตว์ทีถูกพลีให้แก่ผู้อื่นนอกจากอัลเลาะห์

ประเภทของซากสัตว์

     ที่กล่าวมานั้นเป็นอาหารเนื้อสัตว์ต้องห้ามสี่ประเภทใหญ่ ๆ นอกจากนี้กุรอานยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับ “ ซากสัตว์ ” อีก 5 ประเภทดังนี้

5. ที่ถูกรัดคอตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกรัดคอตายด้วยเชือก หรือด้วยวิธีการอย่างใดที่ทำให้หายใจไม่ออก

รูปที่ 4 สัตว์ที่ถูกรัดคอตาย

6. ที่ถูกตีจนตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกตีด้วยของหนักหรือวัตถุใด ๆ จนตาย

รูปที่ 5 สัตว์ที่ถูกตีจนตาย

7. ที่ตกมาตาย หมายถึงสัตว์ที่ตายเพราะตกจากที่สูงหรือตกลงไปในหุบเขา

รูปที่ 6 สัตว์ที่ตกมาตาย

8. ที่ถูกขวิดตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกสัตว์อื่นขวิดจนตาย

รูปที่ 7 สัตว์ที่ถูกขวิดตาย

9. ที่ถูกสัตว์ป่ากิน หมายถึงสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่ากัดและตายด้วยเหตุนั้น

รูปที่ 8 สัตว์ที่ถูกสัตว์ป่ากิน

เหตุผลของการห้ามอาหารเหล่านี้

     อัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรีชาญาณ ต้องการที่จะสอนมนุษย์ให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ และป้องกันมิให้มันได้รับอันตราย มนุษย์จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยจนสัตว์ถูกรัดคอ หรือพลัดตกมาจากที่สูง หรือต่อสู้กันจนถูกขวิด และจะต้องไม่ทรมานสัตว์ด้วยการเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง เหมือนที่พวกรับจ้างเลี้ยงสัตว์ทำ หรือนำสัตว์มาต่อสู้กันจนตัวหนึ่ง ทำให้อีกตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือขวิดอีกตัวหนึ่งจนตาย

     ส่วนเหตุผลที่ห้ามกินเนื้อสัตว์ที่ ถูกสัตว์ป่ากัดกินนั้น เป็นการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไว้ คือมุสลิม จะต้องไม่ลดตัวลงไปกินซากของสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่าจับมาเป็นเหยื่อ

สัตว์ที่ถูกเชือดบูชา

10. อาหารเนื้อสัตว์ต้องห้ามประเภทที่สิบ ก็คือสัตว์ที่ถูกเชือดบูชาเทวรูปต่างๆ ในยุคก่อนอิสลามนั้นเบื้องหน้าของเทวรูป จะมีแท่นบูชาตั้งอยู่ และพวกบูชาเทวรูปจะเชือดสัตว์บนแท่นหรือ ใกล้กับแท่นนี้เพื่อทำให้ตนได้ใกล้ชิดกับเทพเจ้าของพวกเขา

ปลาและตั๊กแตนไม่อยู่ในจำพวกซากสัตว์ที่ศาสนาห้าม

     อิสลามได้ยกเว้นปลา และปลาวาฬ และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ออกจากประเภท “ ซากสัตว์ ” ที่ศาสนาห้าม. ขณะเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ซ.ล. ได้ถูกถามเกี่ยวกับทะเล ท่านได้ตอบว่า :

     “ น้ำทะเลสะอาด และสัตว์ทะเลที่ตายนั้นฮาลาล ” ( เป็นที่อนุมัติ)

อัลเลาะห์ทรงกล่าวว่า :

      “ การล่าสัตว์ทะเลเป็นที่อนุมัติ แก่พวกท่านและอาหารของมัน “ ( อัลมาอิดะห์ : 96)

      ท่านอุมัรได้อธิบายคำว่า “การล่าสัตว์ทะเล ” ในที่นี้หมายถึงสัตว์ทะเลทุกชนิดที่ถูกล่าว และ คำว่า “ อาหารของมัน ” หมายถึงสิ่งที่ทะเลคายออกมา ส่วนอิบนุ อับบาส กล่าวว่า “ อาหารของมัน ” ก็คือสัตว์ทะเลที่ตาย

      สัตว์จำพวกตั๊กแตนก็ได้รับ การยกเว้นไม่เข้าอยู่ในอาหารประเภท “ ซากสัตว์ ” ด้วย ท่านศาสดาได้อนุญาตให้กินสัตว์จำพวกตั๊กแตนที่ตายแล้ว.

      นอกจากเนื้อสัตว์ต้องห้ามที่กล่าว มาแล้วศาสนาอิสลามยังห้ามสุรา สิ่งที่ทำให้มึนเมาและทำให้ขาดสติทุกประเภท ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม และห้ามนำมาเป็นส่วนผสมในอาหาร

      ในการปรุงอาหาร วัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารจะต้องเป็นสิ่งที่สะอาดตามบัญญัติศาสนาจะต้องผ่านการล้าง เอาสิ่งที่เป็นนะยิส (สิ่งที่ศาสนาถือว่าเป็นสิ่งสกปรก) ออกไป และผ่านกระบวนการปรุงที่สะอาด และที่ถูกต้อง ถ้าหากเป็นเนื้อสัตว์ต้องเป็นที่เชือดถูกต้องตามบัญญัติศาสนา และต้องผ่านการล้างอย่างถูกวิธีตามบัญญัติศาสนา.

 

 

ที่มา : http://www.halal.or.th/halal_knownledge.asp?id=34&lang=&statusA=3

 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี คลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 10120
โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-56
โทรสาร : (662) 577-9156, 577-9176, 577-9009

E-mail :