Positive List System
ระเบียบใหม่ของญี่ปุ่นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
 โดย นฤมล       คงทน
  Positive List System

     Food Sanitation Law ถือเป็นกฎหมายที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่นใช้เป็นกฎหมายหลักในการควบคุมทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหาร กฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องสุขภาพของชาวญี่ปุ่นจากอันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม และเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานความปลอดภัยด้านอาหารในญี่ปุ่น ซึ่งจากการปรับปรุงกฎหมาย Food Sanitation Law ครั้งที่ 2 กระทรวงสาธารณสุขฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบและรายการมาตรฐานสารเคมี สารเพิ่มเติมในอาหารสัตว์รวมถึงยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆ ที่อนุญาตให้มีในอาหารจากระบบเดิมที่เรียกว่า Negative List System มาเป็นระบบใหม่คือ Positive List System โดยมีสาระสำคัญที่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยควรทราบดังนี้

  • สารเคมีที่ควบคุม คือ สารเคมีทางการเกษตร ยาปฏิชีวนะสำหรับสัตว์(196 รายการ) และสารเพิ่มเติมในอาหารสัตว์
  • อาหารที่ควบคุม คือ อาหารทุกชนิดรวมถึงอาหารสำเร็จรูป

การควบคุมสารเคมีตามระบบ Positive List

  1. กำหนดสารเคมีจำนวน 65 รายการที่ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่า MRLs เนื่องจาก พิจารณาแล้วว่ามีความปลอดภัย
  2. กำหนดสารเคมี 15 รายการที่ไม่อนุญาต
    ให้มีตกค้างหรือห้ามใช้ในอาหาร
  3. กำหนดค่า MRLs ของสารเคมีทางการเกษตร ยาปฏิชีวนะ และสารเพิ่มเติมในอาหารสัตว์ จำนวน 799 รายการ
  4. สารเคมีอื่นๆ ที่ไม่ปรากฏรายชื่อในข้อ 1-3 กำหนดให้ใช้ค่า MRLs ที่ระดับ 0.01 ppm เป็นมาตรฐานทั่วไป (Uniform Limited)

    การบังคับใช้ระบบ Positive List นั้นจะบังคับใช้กับสินค้าที่ผลิต ในประเทศญี่ปุ่นเอง และสินค้านำเข้าตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2549 นี้ ยกเว้นเฉพาะอาหารแปรรูปที่ผลิตก่อนวันที่ 29 พฤษภาคม 2549

    ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งสินค้าอาหารเข้าญี่ปุ่นเป็นอันดับ 5 ปี 2548 ไทยส่งอาหารเข้าตลาดญี่ปุ่นเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 96,164 ล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 4.6 ที่สำคัญสินค้าอาหารไทยที่ส่งเข้าตลาดญี่ปุ่นล้วนเป็นสินค้ากลุ่ม เป้าหมายที่ต้องมีมาตรฐานตรงตามระบบ Positive List ทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารไทยจึงไม่อาจ หลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติให้ตรงตามข้อกำหนดในระบบใหม่นี้ได้

กฎระเบียบการควบคุมสารเคมีตกค้างในปัจจุบันเปรียบเทียบกับระบบ Positive List

ที่มา : Standard and Evaluation Division, Department of Food Safety, Ministry of Health, labour and welfare JAPAN.

     ระบบและมาตรฐานการควบคุมสารเคมีตกค้างของประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ในปัจจุบันหรือ Negative List System นั้นจะทำการควบคุมและตรวจสอบสารเคมีตามรายการที่มีการกำหนดค่า MRLs ไว้เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 283 รายการ แต่จากการศึกษาของญี่ปุ่นได้พบว่าทั่วโลกมีการใช้สารเคมีทางการเกษตร ยาปฏิชีวนะและสารเคมีอื่นๆ กว่า 700 ชนิด ดังนั้นญี่ปุ่นจึงทำการทบทวนระเบียบนี้ใหม่เพื่อให้สามารถควบคุมการใช้สารเคมีในสินค้าอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงเป็นผลให้เกิดระบบ Positive List System ขึ้นมา ระบบใหม่นี้มีการกำหนดค่า MRLs ของสารเคมีเพิ่มขึ้นจากเดิม 283 รายการเป็น 799 รายการ โดยนำเอาหลักการของการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) มาใช้ในการกำหนดค่ามาตรฐาน MRLs

     แต่ทั้งนี้การนำหลักการ Risk Analysis มาใช้จำเป็นต้องทำการศึกษาการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ของสารเคมีแต่ละชนิดซึ่งใช้เวลานาน ส่งผลให้ในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นสามารถกำหนดค่า MRLs ของสารเคมีได้เพียงปีละ 4 รายการเท่านั้น ดังนั้นจึงมีสารเคมีถึง 758 รายการจาก 799 รายการที่ญี่ปุ่นกำหนดค่ามาตรฐาน MRLs โดยอ้างอิงจากข้อมูลค่ามาตรฐาน Codex และค่ามาตรฐานของประเทศต่างๆ 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่กำหนดค่ามาตรฐานโดยการอ้างอิงผลการศึกษาด้านพิษวิทยาที่มีคุณภาพและมาตรฐานของขั้นตอนการศึกษาเทียบเท่ากับวิธีการของ Codex และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศทั้ง 5 นี้ยังเป็นประเทศผู้ผลิตสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลกอีกด้วย นอกจากนั้นสารที่ไม่อยู่ใน 799 รายการและไม่อยู่ในรายการสาร 65 ชนิดที่ปลอดภัย จะถูกกำหนดให้ใช้ค่า MRLs (Uniform Limited)ที่ระดับ 0.01 ppm

  สารที่ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้ใช้

     สารเคมีทางการเกษตรและสารปฏิชีวนะ 15 รายการ ที่ระบบ Positive List ไม่อนุญาตให้ใช้ได้แก่ 2, 4, 5- T ,Azocyclotin and cyhexatin, Amitrol, Captafol, Carbadox, Coumaphos, Chloramphenicol, Chlorpromazine, Diethylstilbestrol, Dimetridazole, Daminozide, Nitrofuran, Propham, Metronidazole, Ronidazole

  สารที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้ใช้

    รายการสารที่ระบบ Positive List อนุญาตให้ใช้ 65 รายการ โดยไม่มีการกำหนดค่า MRLs นั้นส่วนใหญ่เป็นแร่ธาตุ และวิตามินที่มีความปลอดภัยต่อร่างกาย ดังนี้

ลำดับ
สารที่อนุญาตให้ใช้และไม่กำหนดค่า MRLs
ลำดับ
สารที่อนุญาตให้ใช้และไม่กำหนดค่า MRLs

1

Zinc

33
Sorbic acid
2 Azadirachtin
34
Thiamine
3 Ascorbic acid
35
Tyrosine
4 Astaxanthin
36
Iron
5 Asparagine
37
Copper
6 beta-apo-8' - carotene acid ethyl ester
38
Paprika coloring
7 Alanine
39
Tocopherol
8 Allicin
40
Niacin
9 Arginine
41
Neem oil
10 Ammonium
42
Lactic acid
11 Sulfur
43
Urea
12 Inositol
44
Paraffin
13 Potassium
45
Barium
14 Calcium
46
Valine
15 Calciferol
47
Pantothenic acid
16 beta-Carotene
48
Biotin
17 Citric acid
49
Histidine
18 Glycine
50
Hydroxypropyl starch
19 Glutamine
51
Pyridoxine
20 Chlorella extracts
52
Propylene glycol
21 Chlorine
53
Magnesium
22 Oleic acid
54
Machine oil
23 Silicon
55
Marigold coloring
24 Diatomaceous earth
56
Mineral oil
25 Cinnamic aldehyde
57
Methionine
26 Cobalamin
58
Menadione
27 Choline
59
Folic acid
28 Shiitake mycelia extracts
60
Iodine
29 Sodium bicarbonate
61
Riboflavin
30 Tartaric acid
62
Lecithin
31 Serine
63
Retinol
32 Selenium
64
Leucine
   
65
Wax

 

  ผลกระทบต่อการส่งออกอาหารไทย

     กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ สินค้าข้าว ในปี 2548 ไทยส่งข้าวเข้าญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่า 1,072 ล้านบาท ภายหลังจากวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 สินค้าข้าวที่ส่งเข้าตลาดญี่ปุ่นทั้งหมดต้องเพิ่มรายการการตรวจวิเคราะห์สารเคมีถึง 301 รายการเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบ Positive List โดยสรุปจะต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์สารเคมีถึง 4 ครั้ง ดังนี้

ครั้ง
การตรวจสอบ
สารเคมีที่ตรวจสอบ
จุดเก็บตัวอย่าง
ผู้ดำเนินการ
ผู้จ่ายค่าตรวจวิเคราะห์
1
Pre-shipment Sample
Inspection
สารเคมีชนิดที่ไม่มีการกำหนดค่า MRLs จำนวน 208 รายการ
โรงสี คลังสินค้าของผู้ส่งออก หน่วยงานตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียน
กับกระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น
กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น
2
Pre-shipment Sample
Inspection
สารเคมีชนิดที่มีการกำหนด
ค่า MRLs จำนวน 301 รายการ
โรงสี
คลังสินค้าของผู้ส่งออก
ผู้นำเข้าที่ขึ้นทะเบียน ผู้นำเข้าจ่ายค่าตรวจวิเคราะห์ประมาณ 1.8 ล้านเยนต่อรุ่น
สินค้าที่นำเข้า
จำนวน 1,000 ตัน

3
Loading Sample
Inspection
สารเคมีชนิดที่มีการกำหนด
ค่า MRLs จำนวน 301 รายการ
คลังสินค้า ณ ท่าเรือของไทยที่ใช้เก็บสินค้าก่อน
การส่งออก
หน่วยงานตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียน
กับกระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น
โดยต้องเก็บและส่งตัวอย่างข้าวทางเครื่องบิน ไปทำการตรวจวิเคราะห์ในประเทศญี่ปุ่น
กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น
4
Regulatory Monitoring สารเคมีชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่นควบคุม
จำนวน 301 รายการ
ด่านนำเข้าในประเทศญี่ปุ่น กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น  

    ทั้งนี้ผู้นำเข้าจะต้องจ่ายเงินค่าประกันตรวจสอบข้าวก่อนส่งออกในอัตรา 1.8 ล้านเยน ต่อรุ่นสินค้าข้าวที่นำเข้า 1,000 ตัน ซึ่งผู้นำเข้าสามารถนำค้าใช้จ่ายการตรวจสอบนี้บวกรวมเป็นราคาขายข้าวให้แก่กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่นได้

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบปานกลาง

    สินค้าอาหารที่อาจได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง ได้แก่ สินค้าผักแช่แข็ง ผักสดแช่เย็น ผลไม้สด เช่น กล้วยหอม มะม่วง สับปะรดกระป๋องและสินค้าเครื่องเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้สารเคมีทางการเกษตรในการเพาะปลูก และใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อการถนอมรักษา ในปี 2548 ไทยส่งสินค้าผักแช่แข็ง ผักสดแช่เย็น ผลไม้สด สับประรดกระป๋อง และเครื่องเทศเข้าตลาดญี่ปุ่นรวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4,076 ล้านบาท

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อย

     สินค้าอาหารที่อาจได้รับผลกระทบในระดับค่อนข้างน้อย ได้แก่ สินค้าประมงและผลิตภัณฑ์เนื่องจากรายการสารปฏิชีวนะที่ญี่ปุ่นห้ามใช้ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ไทยและผู้นำเข้าอื่นๆ ต่างก็ห้ามใช้ด้วย ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตและส่งออกสินค้าประมงไทยมีความตื่นตัวและปฏิบัติตรงตามข้อกำหนดดังกล่าวอยู่แล้ว ยกเว้นการตกค้างของ Pesticide บางชนิดในไก่ที่ไทยควรเฝ้าระวัง

ผลกระทบต่อหน่วยงานควบคุมของภาครัฐ

     เมื่อพิจารณาภาพรวมของระบบ Positive List แล้วในทางปฏิบัติถือว่าการส่งสินค้าอาหารเข้าประเทศญี่ปุ่นหลังวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 สินค้าไทยต้องผ่านการตรวจสอบสารตกค้างเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนมาก ในส่วนของภาครัฐอาจได้รับผลกระทบในแง่ของการต้องปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุม และตรวจติดตามที่สำคัญ 3 ส่วนดังนี้

  1. การจัดระบบควบคุมการใช้สารเคมีในระดับไร่นา ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ การควบคุมการใช้สารเคมีในระหว่างการแปรรูปและระหว่างการเก็บรักษาเพื่อรอการขนส่ง เพื่อให้ผลผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรมีมาตรฐานตรงตามที่ญี่ปุ่นกำหนด รวมทั้งต้องเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนรับรองเกษตรกร ผู้ผลิตและผู้ส่งออกด้วย
  2. ต้องศึกษาและติดตามถึงวิธีการเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจวิเคราะห์ตามที่ระบบนี้กำหนดว่ามีวิธีการเก็บตัวอย่างอย่างไร จำนวนเท่าใด ความถี่มากน้อยแค่ไหน
  3. การสร้างความสามารถของห้องปฏิบัติการ และการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญในการตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง เนื่องจากการกำหนดค่า Uniform Limited หรือการกำหนดค่า MRLs ที่ระดับ 0.01 ppm นั้นถือว่าต่ำมาก ซึ่งหากทางการญี่ปุ่นกำหนดให้หน่วยงานที่มีอำนาจของไทยต้องเป็นผู้สุ่มและวิเคราะห์สารตกค้างในตัวอย่างอาหารในไทยก่อนการส่งออก ไทยก็จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการในการตรวจวิเคราะห์สารดังกล่าวอีกหลายรายการ
    ซึ่งทั้ง 3 ส่วนข้างต้นนี้ล้วนส่งผลให้ภาครัฐของไทยต้องมีการลงทุนเพิ่มทั้งสิ้น ทั้งในด้านของการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรไทยนำระบบ GAP, Coc ไปใช้ การจัดหากำลังคนให้เพียงพอต่อการสุ่มเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ และการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ ความชำนาญในการตรวจวิเคราะห์สารเคมีรายการที่ไม่เคยมีประสบการณ์การตรวจวิเคราะห์ในสินค้าอาหาร และสารเคมีที่มีการกำหนดค่า MRLs อีก 799 รายการ

  การเตรียมพร้อมของผู้ส่งออกไทย

     ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอาหารไทยควรต้องตื่นตัวและทำความเข้าใจระบบใหม่ที่ญี่ปุ่นจะบังคับใช้กับสินค้าอาหารนำเข้าในเร็ววันนี้อย่างเข้มข้น โดยควรต้องกลับมาพิจารณาในตัวสินค้าของตนว่ามีการใช้สารเคมีทางการเกษตร สารปฏิชีวนะและสารชนิดอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้ใช้หรือไม่ และควรต้องนำรายการสารเคมีทางการเกษตร ยาปฏิชีวนะ และสารเพิ่มเติมอาหารสัตว์จำนวน 799 รายการ ที่ญี่ปุ่นกำหนดค่า MRLs ไว้มาประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจจัดซื้อวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน และควรตรวจสอบสินค้าของตนในระหว่างการผลิต และก่อนการส่งออกทุกครั้ง สำหรับสารเคมีที่ควรเฝ้าระวังการตกค้างในสินค้าอาหารของไทย ได้แก่ สาร EPN ในหน่อไม่ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว สาร Cypermethrin ในกล้วยหอม สาร Chlorpyrifos ในชะอมและมะม่วง สาร Ametryn, Alachor ในใบมะกรูด และ Flumioxazin ในพริกไทยอ่อน เป็นต้น

     นอกจากนั้นผู้ประกอบการไทยควรติดตามว่าในกรณีที่ผู้มีอำนาจของญี่ปุ่นทำการตรวจสินค้า ณ ปลายทางนั้น มีการตรวจอย่างไรและมีการสุ่มตัวอย่างมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญควรระวังในเรื่องของการสุ่มตรวจสารเคมีบางชนิดที่ญี่ปุ่นไม่เคยสุ่มตรวจมาก่อนด้วย สำหรับผู้ส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปก็ควรสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกระบบ Precertification system เพื่อให้สามารถผลิตอาหารได้ตรงตามมาตรฐานของญี่ปุ่น และช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบก่อนการนำเข้า ซึ่งหากผู้ผลิตและส่งออกไทยมีการเตรียมพร้อม เร่งทำความเข้าใจต่อข้อกำหนด และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติในการผลิตอาหารให้มีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ญี่ปุ่นกำหนดได้อย่างรวดเร็วและปฏิบัติได้ก่อนประเทศคู่แข่ง จะส่งผลให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างสูงสุด และนำสินค้าออกสู่ตลาดได้ในจังหวะที่เหมาะสม

 

ที่มา : สถาบันอาหาร แผนกวิเคราะห์ข้อมูล ฝ่ายบริการข้อมูลและสารสนเทศ www.nfi.or.th