| ปิดหน้าต่าง | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ทิศทางเกษตร อาหารไทย ใต้กรอบค้าเสรีไทย-อินเดีย ปาริชาต เธียรโชติ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ในช่วงหลายปีทีผ่านมาอินเดียเป็นหนึ่ง ในตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยในภูมิภาคเอเซีย มูลค่าส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศทั้ง สองมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตามทั้งสองมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตามทั้งสอง ฝ่ายต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคทางการค้าซึ่งมีทั้งปัญหาด้านภาษีศุลกากรที่มีการจัดเก็บ ในอัตราที่สูงและปัญหาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร เช่น มาตรการด้านสุขอนามัย และการปกป้อง อุตสาหกรรมภายในประเทศ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการขยายตัวทางการค้าระหว่างกัน ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศอินเดีย นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และนายกรัฐมนตรี Shri Atal Bihari Vajpayee ของอินเดียได้ เห็นชอบร่วมกันในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยเฉพาะ การจัดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งต่อมาได้มีการตั้งคณะทำงาน ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ มีการตั้งคณะกรรมการสองฝ่ายเพื่อประชุมและเจรจาร่วมกัน เพื่อจัดทำกรอบการค้าเสรีไทยและอินเดีย กระทั่งได้มีการลงนามในความตกลงไป เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 โดยสาระสำคัญของกรอบความตกลงจะครอบคลุมการ เปิดเสรีด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน และยังรวม ไปถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน ในด้านการ เปิดเสรีทางการค้าสินค้านั้น ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ในส่วนของการเร่งลดภาษีสินค้า บางส่วนทันทีนั้น ( Early Harvest Products : ESPs ) จะมีการทยอยลดภาษีลงในอัตรา ร้อยละ 50 ร้อยละ 75 และร้อยละ 100 ของอัตราภาษีปีฐาน (ณ วันที่ 1 มกราคม 2547) โดยเริ่มต้นจะลดภาษีในอัตราร้อยละ 50 ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2548 - 31 สิงหาคม 2549 และสุดท้ายจะลดภาษีลงในอัตราร้อยละ 100 หรืออัตราภาษีจะเหลือ 0 % ในวันที่ 1 กันยายน ทั้งนี้สินค้าที่จะได้รับสิทธิพิเศษทาง ภาษีศุลกากรภายใต้ Early Harvest Products : ESPs ต้องเป็นไปตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ( Wholly Obtained ) ตามเกณฑ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงกันไว้ คือ ต้องเป็นสินค้า ที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด หรือเป็นสินค้าที่ผลิตในไทยหรืออินเดีย มีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ โดยมีการเปลี่ยนแปลง พิกัดศุลกากรในระดับที่กำหนดไว้ และมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัสดุในประเทศตามที่กำหนด ( Local Value Added Content : LVAC ) ซึ่งจะใช้เป็นการชั่วคราวและจะยกเลิกเมื่อมีการบังคับใช้ฉบับถาวร ภายใต้เกณฑ์การเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วน ทันทีนั้น มีสินค้าทั้งหมดจำนวน 82 รายการที่จะเริ่มลดภาษีระหว่างกัน ในจำนวนนี้เป็นสินค้าที่อยู่ในหมวด เกษตรระหว่างกัน ในจำนวนนี้เป็นสินค้าที่อยู่ในหมวดเกษตรและอาหารอยู่ 11 รายการ ได้แก่ มังคุดและมะม่วงสด องุ่นสด แอปเปิ้ล ทุเรียนสด เงาะ ลำไย และทับทิมสด ข้าวสาลีดูรัม ข้าวสาลีอื่นๆ สินค้าทั้ง 7 รายการนี้อยู่ในกลุ่มสินค้าเร่งลดภาษีและอยู่ภายใต้เกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้า ( Wholly Obtained ) โดยต้องเป็นสินค้าที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ในประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีก 4 รายการ ซึ่งอยู่ภายใต้เกณฑ์การเร่งลดภาษีบางส่วนทันที ที่มีการเปลี่ยนแปลง พิกัดศุลกากรและมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัสดุในประเทศ ( Local Value Added Content ) ซึ่งได้แก่ ปลาแซลมอนทั้งตัว หรือเป็นชิ้นแต่ไม่บด ที่มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของ วัสดุในประเทศไม่น้อยกว่า 20 % ปลาซาร์ดีนและ ปลาซาร์ดีนเนลล่าและปลาบริสลิงหรือปลาสแปรต ปลาแมกเคลเรล ทั้งตัวหรือเป็นชิ้นแต่ไม่บด ปูที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสีย สินค้าทั้ง 3 รายการ นี้มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัสดุในประเทศไม่น้อยกว่า 30 % หลังจากที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 ส่งผลให้การค้าสินค้า ในกลุ่มเกษตรและอาหารไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยไทยอยู่ในสถานะได้เปรียบดุลการค้าอย่างชัดเจน หากพิจารณาถึงทิศทางการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าระหว่างไทยและอินเดีย ในช่วงวันที่ 1 กันยายน 2547 -31 สิงหาคม 2548 ซึ่งทั้งสองประเทศต่างได้รับส่วนลดจากอัตราภาษีปีฐาน ในอัตราร้อยละ 50 จะพบว่าการส่งออก ในกรอบเอฟทีเอไทย-อินเดีย มีมูลค่า15.41ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันที่ยังไม่เปิดเอฟทีเอ 63.76 % การนำเข้ามีมูลค่า 1.82 ล้านบาท ลดลง 34.53 % เกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น 104.98 % หรือคิดเป็นมูลค่า13.59 ล้านบาท และหากพิจารณาถึงทิศทางการค้าในช่วงระหว่าง วันที่ 1 กันยายน 2548 1 มกราคม 2549 ซึ่งทั้งสองประเทศต่างได้รับส่วน ลดจากอัตราภาษีปีฐานในอัตราร้อยละ 75 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 8.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันที่ยังไม่เปิดเอฟทีเอ 84.54 % ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 0.56 ล้านบาท ลดลง 59.12 % เกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น 141.09 % หรือคิดเป็นมูลค่า 8.39 ล้านบาท
สินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยส่งไปขายให้กับอินเดียที่สำคัญ คือ ฝรั่งสดหรือแห้ง มังคุดสดหรือแห้ง ลำไยสด เงาะสด ลิ้นจี่สด ผลไม้อื่นๆ สด ปลาซาร์ดีน ปลาซาร์ดีนเนลล่า และปลาบริสลิง หรือ ปลาสแปรตทั้งตัว หรือเป็นชิ้นแต่ไม่บดบรรจุภาชนะอัดลม ปลาแมกเคอเรลทั้งตัวหรือเป็นชิ้นแต่ไม่บด ในขณะที่สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอินเดียหลักๆ มีเพียงข้าวสาลี และเมสลินอื่นๆ และองุ่นสดเท่านั้น
การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและอินเดียนั้น ในหมวดสินค้าเกษตรและอาหารเป็นการทำ เฉพาะ ในสินค้าผลไม้ ข้าว และประมงเท่านั้น ซึ่งมีมูลค่าการค้าระหว่างกันไม่มากนัก และแม้ทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ แต่จากภาวะทางการค้าในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าในหมวดสินค้าเกษตร และอาหารนั้นไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่กว่าไทยมาก
ที่มา : วารสารสถาบันอาหาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 46 มีนาคม เมษายน 2549 หน้า 65-67
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี คลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 10120 โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-56 โทรสาร : (662) 577-9128, 577-9009
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||