ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดกาแฟ

ถ้วยต้มกลั่นกาแฟของชาวา

ถ้วยกาแฟต้นกลั่น Java Voo Micro-Brew จาก Java ของบริษัท LLC ยังคงรอตลาด และเตรียมเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.2007 JavaVoo Micro-Brew Personal Barista จัดเตรียมถ้วยสำหรับต้มกลั่นกาแฟสดใหม่ในภาชนะใช้แล้วทิ้งโดยมาจากน้ำกาแฟบด ( grono coffee ) ครีม และน้ำตาลเทียม ลักษณะถ้วยมีร่องยึดป้ายที่หดตัวทำให้เกิดฟอง, ฝาปิดสำหรับการจิบ ( sipper lid ) กระป๋องส่วนผสม และขวดฝาส่วนประกอบที่บรรจุน้ำ ส่วนประกอบจะทำจากพอลิโพรไพลีน ( polypropylene ) เมื่อดึงซีล ( seal ) ออกจะพบฝาด้านในซึ่งเป็นที่ใส่กาแฟ/น้ำ สามารถแยกออกได้ จากนั้นพลิกฝากลับด้าน และนำมาสวมเกลียวด้านบนของภาชนะ น้ำจะถูกทำให้ร้อนและเคลื่อนผ่านตัวกรองกาแฟบดพร้อมกับต้มกลั่นกาแฟ ภาชนะสามารถแยกออกและนำมาดื่มได้

ที่มา : วารสารการบรรจุภัณฑ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 ตุลาคม – ธันวาคม 2549 หน้าที่ 19

สามารถดูผลิตภัณฑ์ใหม่อื่น ๆ คลิกที่นี่      

การเพาะปลูก

       ปริมาณการผลิตกาแฟของโลกนั้นสามารถเรียงลำดับ ได้ดังนี้ คือ

1. กลุ่มประเทศบราซิล ผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก ผลิตได้ประมาณ 1.6 ล้านตัน/ปี
2. กลุ่มประเทศเอเชีย ผลิตได้ประมาณ 1.3-1.5 ล้านตัน/ปี
3. ประเทศเขตแอฟริกา ประเทศผู้ผลิตอันดับ 2 ผลิตได้ ประมาณ .72 ล้านตัน/ปี

       ประเทศไทยสามารถปลูกกาแฟเป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม) โดยมีพื้นที่การปลูกกาแฟทั้งหมด 411,843 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 381,650 ไร่ (ปี 2541) คาดว่าในปี 2548 พื้นที่ให้ผลผลิต 409,266 ไร่ (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร) โดยพื้นที่การปลูกส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้และภาคเหนือ สายพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ พันธุ์อราบิก้า และพันธุ์โรบัสต้า โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้าของไทยเป็นชนิดที่มีคุณภาพดีและยอมรับอย่างกว้างขวางในนานาชาติ ตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่นและสิงค์โปร์

การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวกาแฟ

         การผลิตเมล็ดกาแฟเพื่อให้มีคุณภาพที่ดีนั้น นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การพัฒนาของผลกาแฟอย่างต่อเนื่องในระยะก่อนการเก็บเกี่ยวแล้ว ยังขึ้นกับขั้นตอนต่างๆ หลังการเก็บเกี่ยว ดังนี้

  1. การเก็บเกี่ยวมีความสำคัญมากต่อคุณภาพของสารกาแฟและผลิตภัณฑ์ คุณภาพของกาแฟที่ดี ได้จากการเก็บเกี่ยวกาแฟที่สุกพอดีไม่เขียวเกินไป หรือไม่สุกมากเพราะจะทำให้เกิดกระบวนการหมักส่งผลต่อรสชาติของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่ไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการจะเข้าสู่กระบวนการผลิตจะทำให้ได้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ต่ำ โดยการเก็บจะเก็บผลที่สุกมีสีส้ม –แดง การสุกของเมล็ดกาแฟจะไม่สุกทั้งต้น ดังนั้นจึงต้องทะยอยเก็บเรื่อยๆ ประมาณ 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 20 วันต่อครั้ง
  2. การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟ ภาชนะบรรจุ ควรสะอาดและใหม่ ปราศจากกลิ่น โรงเก็บควรตั้งอยู่ในที่ไม่อับชื้น ความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเก็บไม่ควรเกิน 60% ระยะเวลาในการเก็บรักษา คุณภาพเมล็ดกาแฟจะเปลี่ยนแปลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้นสัมพันธ์ และระยะเวลาในการเก็บรักษา ความชื้นในเมล็ดกาแฟไม่ควรเกิน 13%
  3. สุขลักษณะและความสะอาด ควรเก็บกาแฟให้หมดต้นเพื่อขจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของมอด
  4. มาตรฐานของเมล็ดกาแฟ เมล็ดกาแฟที่ดีจะให้คุณภาพกาแฟที่ดี ข้อบกพร่องที่พบในเมล็ดกาแฟเป็นเหตุให้รสชาติกาแฟเสียไป

 

กระบวนการผลิตกาแฟ (Coffee Processing)

          กระบวนการผลิตกาแฟมี 2 วิธีด้วยกันคือ กระบวนการผลิตแบบแห้ง ( Dry processing) และแบบเปียก ( Wet Processing) หรือที่เรียกว่า “ สีเปียก ” กระบวนการแบบเปียกหรือสีเปียกคำนึงถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สูง แต่กระบวนการแบบแห้งจะให้รสสัมผัสที่กลมกล่อม

 การเตรียมวัตถุดิบ

  • การผลิตแบบแห้ง (Dry Processing) เริ่มต้นจากการคัดเลือกผลกาแฟ โดยเทลงในภาชนะบรรจุน้ำ คัดผลกาแฟที่ลอยน้ำทิ้ง เพราะ เป็นผลที่สุกเกินไป ผลแห้งหรือผลที่ถูกแมลงทำลาย จากนั้นนำผลกาแฟที่จมน้ำไปตากบนลานซีเมนต์หรือในถาด โดยการตากไม่ควรให้ความหนาของชั้นผลกาแฟหนาเกิน 3 ซ.ม. และกลับเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการหมักและสีของผลกาแฟไม่สม่ำเสมอ
        - การกะเทาะเปลือก (Hulling)  ผลกาแฟที่แห้งจะถูกกะเทาะเปลือกเพื่อเอาส่วนที่เรียกว่า pericarb ออก ซึ่งสามารถใช้มือหรือใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายครกกับสากหรือใช้เครื่องกะเทาะเปลือก โดยเครื่องกะเทาะเปลือกจะใช้สกรูเป็นองค์ประกอบหลักในการทำให้เปลือกส่วน pericarb หลุดออก
        - การทำความสะอาด(Cleaning)   เมล็ดกาแฟที่ถูกกะเทาะเปลือกเรียบร้อยแล้วจะถูกนำมาทำความสะอาดโดยการใช้ลมเป่า
  • กระบวนการแบบเปียก (Wet Processing) วิธีการนี้ผลกาแฟจะถูกบีบ คั้นหรือโม่โดย Pulping Machine หรือ อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายครกกับสาก เพื่อทำให้ผิวนอกของผลกาแฟเปื่อยยุ่ย (ชั้น Mesocrab และชั้น Exocrab) ทำให้เมล็ดเกิดเป็นเมือกลื่น โดยเมือกลื่นนี้จะทำให้เกิดกระบวนการหมักและการย่อยสลาย เมล็ดกาแฟจะถูกล้างและทำแห้งต่อไป
        - การเอาเนื้อออกจากผล (Pulping)  การเอาเนื้อออกจากผลหรือ การโม่จะเป็นการทำให้ผิวภายนอกสีแดง (Exocrab) และส่วนเนื้อยุ่ยสีขาว (Mesocrab) หลุดออก จึงสามารถทำให้แยกเมล็ดออกจากผลได้ กระบวนการนี้หากผลกาแฟไม่เจริญเติบโตเต็มที่และยังเขียวอยู่จะทำให้ยาก ต่อการทำให้เนื้อเปื่อยยุ่ย ดังนั้นการเก็บเกี่ยวผลที่เหมาะสมสำหรับแปรรูปจึงมีความสำคัญมาก ในระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ผลกาแฟจะถูกทำให้เปื่อยยุ่ยโดยใช้อุปกรณ์ที่คล้ายครกกับสาก หรือเครื่องมือที่ใช้ระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ที่เหมาะสมคือ Drum pulper , Disc pulper
        - การเอาเยื่อเมือกออก  เยื่อเมือกที่หุ้มเมล็ดกาแฟหลังจากการโม่เมล็ดแล้ว จะ มีส่วนประกอบของเฮมิเซลลูโลส สารประกอบเพคติน น้ำตาล และสารที่ไม่สามารถละลายได้ในน้ำ สามารถกำจัดออกด้วยวิธีการทางเคมี น้ำร้อน หรือใช้ agua pulper อย่างไรก็ตามในอุตสาหกรรมขนาดเล็กนิยมใช้วิธีการหมัก โดยการนำเมล็ดกาแฟใส่ถังพลาสติกหรือแทงค์และทิ้งไว้จนกระทั่งเมือกนั้นหลุดออกไป โดยเมือกที่หลุดออกไปเกิดจากการทำงาน ของเอนไซน์และแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในระหว่างการหมักควรทำการกวนเป็นครั้งคราว และหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่า เมือกลื่นถูกทำลายไปหรือยัง โดยการนำเมล็ดมาล้างน้ำ หากสัมผัสแล้วรู้สึกถึงความแข็งหยาบไม่ลื่น แสดงว่าเมือกลื่นได้ถูกทำลายไปแล้ว จะต้องรีบล้างเมล็ดทั้งหมดทันทีเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นรสที่ไม่พึงปรารถนา จากนั้นจึงนำเมล็ดมาทำแห้งต่อไป
        - การทำแห้ง (Drying)  เพื่อป้องกันการแตกของเมล็ดกาแฟ การทำแห้งควรเป็นไปอย่างช้าๆ จนเมล็ดมีปริมาณความชื้นเหลือ 10% โดยน้ำหนัก และควรทำแห้งทันทีเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นรสที่ไม่พึงปรารถนา
        - การกะเทาะเปลือก (Hulling)  หลังการทำแห้งควรพักเมล็ดไว้ประมาณ 8 ชั่วโมง ในสถานที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี นำเมล็ดที่ได้มาแยกแผ่นบางๆ ที่หุ้มเมล็ดออกโดยใช้มือลอกหรือใช้เครื่องกะเทาะเปลือกหรือ ใช้อุปกรณ์ที่คล้ายครกกับสากในอุตสาหกรรมขนาดเล็ก
        - การทำความสะอาด (Cleaning)  เมล็ดกาแฟที่ถูกกะเทาะ เปลือกเรียบร้อยแล้วจะนำมาทำความสะอาดโดยใช้ลมเป่า

การคั่ว (Roasting)

     การคั่วเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการผลิตกาแฟ โดยกลิ่นรสสุดท้ายของกาแฟจะขึ้นกับวิธีการ ตลอดจนสภาวะที่ใช้คั่ว โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมในการคั่วอยู่ที่ประมาณ 200 องศาเซลเซียส

การคัดเลือก (Grading)

    กาแฟจะถูกคัดเกรดตามขนาด, รูปร่าง, กลิ่น, ความหนาแน่นและสี โดยอุตสาหกรรมขนาดเล็กจะคัดเกรดด้วยคน

การบด (Grinding)

    การบดเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยเครื่องบดพื้นฐานที่นิยมใช้คือ manual grinders ใช้คนบด และ motorized grinders ใช้เครื่องบด

  • การบดเป็นผงโดยใช้มือ (Manual grinding mills) การบดด้วยมือต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญ ซึ่งจะบดได้ประมาณ 20 กก. ใน 8 ชั่วโมง ทำงาน เนื่องจากเป็นงานที่ยากและค่อนข้างน่าเบื่อ จึงได้มีการคิดค้นทำให้ การบดนี้ง่ายขึ้นคือการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายล้อถีบจักรยาน ซึ่งสามารถบดได้ประมาณ 30 กก. ใน 8 ชั่วโมงทำงาน
  • การบดเป็นผงโดยใช้เครื่องจักร (Motorised grinding mills) Horizontal plate, vertical plate หรือ hammer mills ล้วนมีความเหมาะสมในการบดกาแฟ โดยการบดเมล็ดกาแฟควรเลือกสถานที่ที่แยกออกมาจากการผลิตทั่วไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เนื่องจากจะเกิดฝุ่นละอองมากขณะทำการบด

กาแฟกึ่งสำเร็จรูป(Instant Coffee)

      การผลิตกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปนั้น เป็นการสกัดและทำแห้งของแข็งที่ละลายน้ำได้ใน กาแฟและองค์ประกอบของสารให้กลิ่นให้ผงหรือเป็นเมล็ดเล็กๆ การผลิตกาแฟกึ่งสำเร็จรูปไม่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงในด้านเครื่องจักร เช่น เครื่องสกัด เครื่องทำแห้งแบบผง (Prestripping) บางครั้งสารประกอบ ที่ให้กลิ่นรสจะถูกแยกออกก่อนที่จะทำการสกัดของแข็งที่ละลายน้ำได้ ใช้วิธีการผ่านไอน้ำไปบนกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว ความดันไอน้ำเริ่มต้นจะสูงพอที่จะทำให้ไอน้ำผ่านฐานที่รองรับกาแฟไปได้ สารที่ให้กลิ่นรสจะถูกควบแน่นด้วย Tubular condenser และจะนำไปผสมกับน้ำกาแฟที่สกัดได้ในภายหลัง

  • การสกัดของแข็งที่ละลายน้ำได้ของกาแฟ การสกัดของแข็งที่ละลายน้ำได้ในกาแฟ จะใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย การสกัดจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสารละลายมีความเข้มข้นประมาณ 15-25 % w/w การสกัดนิยมทำที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะทำให้ปริมาณของแข็งที่สกัดได้ แห้งยาก การสกัดของแข็งที่ละลายได้มี 3 วิธีด้วยกัน คือ 
         -  (Percolation battesrs)  เป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไป โดยนำกาแฟที่คั่วบรรจุในภาชนะ จากนั้นจะผ่านน้ำร้อนเข้าไปสกัด เของแข็ง ที่ละลายน้ำในกาแฟ น้ำกาแฟจะถูกปล่อยออกไป แล้วภาชนะอันใหม่จะเข้ามาแทนที่ภาชนะเดิม อุณหภูมิที่ใช้ในการสกัดอยู่ที่ 175 องศาเซลเซียส ภายใต้ความดัน สารละลายที่ได้จะมี ความเข้มข้นประมาณ 15-25% น.น./น.น. เข้าสู่กระบวนการทำแห้งต่อไป
        - ระบบการไหลสวนทาง (Countercurrent system)   กาแฟจะถูกผ่านเข้าสู่ภาชนะควบคุมอุณหภูมิรูปทรงกลมอย่างต่อเนื่อง และจะถูกขนขึ้นด้านบน ด้วยสกรูเกลียวที่มีรอบการหมุน 10-22 รอบต่อชั่วโมง น้ำร้อนจะเข้ามาทางด้านบนเพื่อสกัดของแข็งที่ละลายน้ำได้ในกาแฟ จากนั้นน้ำกาแฟที่ได้จะปล่อยออกทางด้านล่าง การทำงานของระบบต้องใช้ความดันและอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
        - (Slurry Extraction) กาแฟและน้ำจะถูกกวนเข้าด้วยกันในแทงค์และจะแยกออกจากกันโดยการหมุนเหวี่ยง ซึ่งเครื่องจักรสำหรับกระบวนการนี้มีราคาค่อนข้างแพงมาก
  • การทำแห้ง(Drying)    น้ำกาแฟที่ได้สามารถทำให้แห้งโดยใช้ เครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย, เครื่องทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง หรือเครื่องทำแห้งแบบลูกกลิ้ง เครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray drying)
        - การทำแห้งแบบพ่นฝอย  เป็นการทำให้น้ำกาแฟเกิดเป็นละอองเล็กขนาดหยดน้ำ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 100-200 ไมโครเมตร) ในกระแสลมร้อนที่ไหลในทิศทางเดียวกัน (150-300 องศาเซลเซียส) ในถังทำแห้งขนาดใหญ่ กาแฟแห้งที่ได้จะถูกแยกออกไปโดยการใช้ Centrifugal atomizer ส่วนของเหลวจะถูกส่งไปยังภาชนะหมุน เพื่อสร้างขนาดของหยดสารละลายใหม่ในการเสปร์ย ผลกาแฟที่แห้งแล้วจะนำออกโดยการใช้สายพานลำเลียงแบบสกรูเกลียว หรือ ระบบนิวเมติก
        - การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze drying)   การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งเป็นการทำแห้งโดยการทำให้ของแข็งกลายเป็นไอโดยไม่ละลายหรือเรียกว่า การระเหิด โดยน้ำกาแฟจะถูกทำให้แข็งอย่างช้าๆ ในอุปกรณ์แช่แข็งทั่วไป จากนั้นจึงทำการระเหิดภายใต้ความดัน 610PA และร้อน โดยไอที่เกิดขึ้นจะถูกดูดกลับไปควบแน่นในคอยล์เย็น การทำแห้งขั้นสุดท้ายจะรวมถึงการทำแห้งแบบระเหยด้วย กาแฟจำเป็นที่จะต้องอยู่ในสภาพที่คล้ายโฟมเพื่อป้องกันการเกิดผลึกคล้ายแก้วของวัตถุดิบที่แช่แข็ง
        -  การทำแห้งแบบลูกกลิ้ง(Drum drying)   การทำแห้งแบบนี้ไม่เป็นที่นิยมนักในขณะนี้ เนื่องจากการทำแห้งจะทำให้น้ำกาแฟ ต้องสัมผัสกับลูกกลิ้งรูปทรงกระบอกที่ร้อนจัด
การเก็บรักษา (Storage)

     การออกแบบสถานที่เก็บรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สถานที่เก็บรักษาควรจะแห้ง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเก็บคืออุณหภูมิต่ำ ความชื้นต่ำและห่างไกลจากสัตว์เลี้ยง และหมั่นตรวจเช็คความชื้นของผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ หากพบว่าผลิตภัณฑ์ที่เก็บมีความชื้นสูงขึ้นควรนำไปทำแห้งอีกครั้ง การป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าไปในสถานที่เก็บ ควรจะดูแลบริเวณหลังคาว่ามีการรั่วหรือช่องโหว่หรือไม่ ควรติดมุ้งลวดบริเวณช่องลมหรือหน้าต่าง และควรปิดประตูทุกครั้ง

 

วัสดุเหลือใช้ที่ได้จากกระบวนการผลิตกาแฟ

       วัสดุเหลือใช้ที่ได้จากกระบวนการผลิตกาแฟ หากไม่ทำการบำบัดจะก่อให้เกิดกลิ่นรบกวนรวมทั้งเป็นแหล่งของเพาะพันธุ์ของแมลงและเชื้อโรค เราสามารถนำวัสดุเหลือใช้เหล่านี้กลับมาเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย และใช้สำหรับการสกัดคาเฟอีนและผลิตแก๊สชีวภาพได้

 

แผนภาพการผลิตเมล็ดกาแฟ

    ขั้นตอนการผลิตเมล็ดกาแฟ (แบบสีเปียก)

สามารถคลิกรายละเอียดที่นี่    

   ขั้นตอนการผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป (Instant Coffee)

สามารถคลิกรายละเอียดที่นี่    

มอก.522-2527 กาแฟคั่ว

มอก.573-2528 กาแฟสำเร็จรูป

มอก.585-2528 กาแฟเมล็ด

มอก. 1169-2536 ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟ

การขอหนังสือรับรองฯ/ใบอนุญาตในการส่งออก-นำเข้าสินค้า

การขอหนังสือใบอนุญาตการส่งออกสินค้ากาแฟส่งออกไปนอกราชอาณาจักร

การส่งออกกาแฟ

1. ขอบเขตการควบคุม

" สินค้าเมล็ดกาแฟ" ตามพิกัดศุลกากรที่ 0901 หมายถึง สินค้ากาแฟจะคั่วหรือแยกคาเฟอีนออกหรือไม่ก็ตาม เปลือกและเยื่อของกาแฟ รวมทั้งของที่ใช้แทนกาแฟที่มีกาแฟผสมอยู่ ในอัตราส่วนเท่าใด ก็ตาม

" สินค้าผลิตภัณฑ์กาแฟ" ตามพิกัดศุลกากรที่ 2101.10 หมายถึง สินค้าสิ่งสกัดหัวเชื้อและสิ่งเข้มข้นของกาแฟ และของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัดหัวเชื้อ หรือสิ่งเข้มข้นเหล่านี้เป็นหลัก หรือที่มีกาแฟเป็นหลัก

2. คุณสมบัติของผู้ส่งออก

2.1 เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบพาณิชยกิจเป็นผู้ค้ากาแฟหรือสินค้าทางการเกษตรออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

2.2 จดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกกาแฟรับอนุญาตกับกรมการค้าต่างประเทศ

3. ขั้นตอนการขออนุญาตส่งออก

3.1 ยื่นแบบแสดงความจำนงขอจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกกาแฟรับอนุญาต ที่กองการค้าสินค้าข้อตกลง กรมการค้าต่างประเทศ โดยกองการค้าสินค้าข้อตกลง จะออกหมายเลขประจำตัวผู้ส่งออกกาแฟรับอนุญาตให้ เพื่อใช้ในการขอรับใบอนุญาตส่งออกและหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากาแฟ โดยใช้แบบพิมพ์และเอกสารประกอบดังนี้

  • แบบแสดงความจำนงขอจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกกาแฟรับอนุญาต
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลออกให้ไม่เกิน 6 เดือน
  • สำเนาทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 20)

3.2 ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าทั่วไป ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โดยใช้แบบพิมพ์และเอกสารประกอบดังนี้

  • คำร้องขอมีบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าทั่วไป
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลออกให้ไม่เกิน 6 เดือน
  • สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20 หรือ ภ.พ. 01 หรือ ภ.พ. 09)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง หรือหนังสืออนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน นิติบุคคลตามที่ได้จดทะเบียนการเป็นนิติบุคคลไว้

    ในกรณีที่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามที่ได้จดทะเบียนการเป็นนิติบุคคลไว้ ประสงค์จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทน ในการยื่นขอใบอนุญาต และหนังสือรับรองการส่งออก สามารถกระทำได้โดยการมอบอำนาจเป็นหนังสือ ตามแบบที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด พร้อมกับการยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าทั่วไป

3.3 ยื่นคำร้องขอรับใบอนุญาตส่งออกและหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากาแฟ ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โดยใช้แบบพิมพ์และเอกสารประกอบดังนี้

  • คำร้องขอรับใบอนุญาตส่งออก แบบ อ 3
  • ขออนุญาตส่งออก แบบ อ 4
  • คำขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากาแฟ
  • แบบพิมพ์ ICO CERTIFICATE OF ORIGIN
  • สำเนาใบกำกับสินค้า ( INVOICE)
  • สำเนาหลักฐานการชำระเงิน ( L/C)
  • เอกสารอื่น ๆ ที่กรมฯ เห็นสมควร

4.หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ส่งออก

อนุญาตให้ส่งออกได้โดยไม่จำกัดปริมาณ

5. การรายงาน

5.1 ผู้ส่งออกกาแฟรับอนุญาต จะต้องรายงานปริมาณการรับซื้อและการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ ต่อกรมการค้าต่างประเทศเป็นประจำทุกเดือน ภายใน 7 วันทำการของเดือนถัดไป ตามแบบพิมพ์ที่กำหนด

5.2 เมื่อสินค้าผ่านพิธีการตรวจปล่อยทางศุลกากรไปแล้วผู้ส่งออกจะต้องส่งสำเนาใบแรก ( First Copy) ของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากาแฟ พร้อมใบตราส่งสินค้า ให้กรมการค้าต่างประเทศ ภายใน 7 วันทำการหลังจากวันที่ส่งออกสินค้า

6. ข้อยกเว้นในการควบคุม

    การส่งกาแฟออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อเป็นตัวอย่างในการซื้อขายโดยอยู่ในกรณีดังต่อไปนี้ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องมีใบอนุญาตส่งออกและหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากาแฟ คือ

6.1 ผลกาแฟ ไม่เกิน 120 กิโลกรัม

6.2 กาแฟกะเทาะเปลือกแต่ยังมีเยื้อหุ้มอยู่ไม่เกิน 75 กิโลกรัม

6.3 กาแฟเมล็ดที่ยังไม่ได้คั่วเกิน 60 กิโลกรัม

6.4 กาแฟเมล็ดคั่วแล้วไม่เกิน 50.4 กิโลกรัม

6.5 กาแฟผงหรือน้ำเชื้อหรือน้ำเคี่ยวข้นไม่เกิน 23 กิโลกรัม

6.6 การนำออกเพื่อใช้เฉพาะตัว หรือใช้ในยานพาหนะใดในปริมาณที่สมควร

 

ที่มา : สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 0-2547-4828 , 0-2547-4837 www.dft.moc.go.th

ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับกาแฟ

  ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับกาแฟ

Acidity:     รสเปรี้ยวของกาแฟ จะต่างจากรสเปรี้ยวของมะนาว(sour) และไม่เกี่ยวกับค่า pH ที่จริงกาแฟจะมีความเป็นกรดไม่มากนัก (pH 5-6)
Body:     ความรู้สึกเต็มอิ่ม เต็มปากเต็มคำ ไล่จากอ่อนไปเข้มได้เป็น watery(จางเหมือนน้ำ) thin, light, medium, full, buttery(ข้นเหมือนเนย), syrupy(ข้นเหมือนน้ำเชื่อม)
Aroma:     กลิ่นคำที่ใช้สำหรับกลิ่นกาแฟ ได้แก่ caramelly (กลิ่นเหมือนลูกกวาดหรือน้ำเชื่อม),carbony (กลิ่นเหมือนถ่าน มักพบในกาแฟที่คั่วนานๆ) chocolaty, fruit, floral, herbal, malty, rich, rounded และ spicy
Bland:     รสจืดของกาแฟ เกิดเพราะเมล็ดกาแฟที่เอามาชง ยังไม่ได้อายุการเก็บเกี่ยว
Briny: รสเค็มมักเกิดจากการต้มกาแฟนานเกินไป
Chicory : ทำจากรากของต้น มีรสคล้ายกาแฟ Cicoria Entybus ไม่มีกาเฟอีน ราคาถูกมักใช้ผสมแทนกาแฟ
Exotic: กลิ่นหอมเย้ายวน เช่น floral หรือ berry ซึ่งต่างจากกาแฟปกติ Mellow: รสกลมกล่อมของกาแฟพอดีที่มี acidity ต่ำ-กลาง Solo: กาแฟเอสเพรสโซ 1 ชอต Strong: เป็นดีกรีของรสชาติกาแฟ
Tangy: รสเปรี้ยวแหลม Winy: ความรู้สึกที่เปรียบได้กับการดื่มไวน์แดงชั้นดี

ข้อมูลจาก    www.kitty.in.th

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร.: (662) 577-9000,577-9155-6
โทรสาร : (662) 577-9009, 577-9156, 577-9176